โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

LIV-24 ชู เทคโนโลยีอัจฉริยะ หนุน อุตสาหกรรมไทย เล็ก-กลาง-ใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถ แข่งเวทีโลก

Khaosod

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 13.23 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 13.23 น.

บริษัท LIV-24 จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ รุกสู่ภาคอุตสาหกรรมสำเร็จ ล่าสุดเปิดตัว Smart Industrial Tech Solutions ช่วยผู้ประกอบการลดต้รทุน 20% พร้อมจับมือสภาหอการค้าไทย ร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมแข่งขันในระดับโลก นำร่องอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โอกาสเติบโตทะลุ 5 แสนล้าน ในปี 2570

วันที่ 16 มิ.ย. 2568 น.ส.นิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิฟ-24 จำกัด (LIV-24) ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ (Smart Tech) ภายใต้การถือหุ้นของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า LIV-24 พร้อมแล้วที่จะนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยรุกสู่ภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ถึง 20% เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้จากวิสัยทัศน์ของผู้บริหานแสนสิริ และ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ก่อตั้ง LIV-24 โดยมีเป้าหมายในการนำ Smart tech มาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการอยู่อาศัย โดยเทคโนโลยีมีที่โดดเด่น คือ AI CCTV ANALYTIC ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวและวิเคราะห์ความผิดปกติด้วยเทคโนโลยี AI และส่งการแจ้งเตือนไปยังศูนย์ควบคุมทันทีเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ช่วยยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย

เทคโนโนโลยี VMS ระบบจัดการเก็บข้อมูลผู้มาติดต่อแบบดิจิตอล ก่อนอนุญาตให้เข้าพื้นที่ มาพร้อมระบบลงทะเบียนผู้มาติดต่อล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวก รวมถึงระบบคำนวณค่าจอดรถที่เชื่อมต่อกับระบบชำระเงินออนไลน์ และ IOT ระบบควบคุมอาคารอัจฉริยะ บริหารจัดการงานวิศวกรรมแบบครบวงจรที่ตรวจสอบระบบน้ำ ไฟ ลิฟต์ ปั๊ม และระบบป้องกันอัคคีภัยในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการบ้านและภายในคอนโดทั้งหมด ด้วยการอัปเดตสถานะแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถป้องกันความเสียหายก่อนเกิดการชำรุด ช่วยลดต้นทุนค่าซ่อมแซมและรักษา ให้ทุกระบบพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยที่ผ่านมาได้เริ่มให้บริการเริ่มจากให้บริการเทคโนโลยีความปลอดภัยในโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งของแสนสิริ และโครงการที่พลัสฯ ดูแล และขยายสู่ลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ ต่อเนื่อง อาทิ โตโยต้าขอนแก่น, Asset Five, Pre Built, โรงเรียนสาธิตพัฒนา, สัมมากร, ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น ประสบการณ์การดูแลโครงการต่าง ๆ กว่า 180 โครงการ มูลค่าทรัพย์สินกว่า 300,000 ล้านบาท

ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่ผสานความเชี่ยวชาญของทีมงานและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่ผ่านมา LIV-24 สามารถเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วเฉลี่ยใน 5 นาที และมีเคสอันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สินเป็น 0 เคส ทำให้ LIV 24 กลายเป็นหนึ่งในจุดขายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่นำระบบ LIV-24 ไปใช้ ทำให้ลูกค้า สามารถมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย

น.ส.นิรมล กล่าวว่าจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ผู้บริหารเล็งเห็นว่า LIV-24 มีศักยภาพในการขยายการให้บริการสู่ภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมองว่าประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมของไทยยังคงมีความแตกต่างในเรื่องการนำเทคโนโลยีไปใช้ โดย LIV-24 มีโซลูชั่นในการนำเสนอให้กับแต่ละอุตสาหกรรม

ทำให้ในปี 2567 LIV-24 เดินหน้ารุกภาคอุตสาหกรรม และมีลูกค้าที่ได้รับความไว้วางใจ จากหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์, อุตสาหกรรมการบิน, อุตสาหกรรมเสื้อผ้า และอื่น ๆ อีกมาก โดยได้รับร่วมมือกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งภาคเอกชน ในการนำ Smart Industrial Tech เข้าไปส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดต้นทุนและเสริมประสิทธิภาพผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไทย

สำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมของ LIV-24 อาทิ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในประเทศไทย ซึ่ง LIV-24 ได้ออกแบบโซลูชันให้เหมาะสมกับธุรกิจ และตอบโจทย์ความต้องการ ของลูกค้า ด้วยการติดตั้งระบบ AI CCTV Analytics ให้กับโรงงานทั้งในพื้นที่สำนักงานและคลังเก็บสินค้า เพื่อยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่

พร้อมทั้งระบบ Real Time Guard Tour ติดตามคุณภาพการทำงานของพนักงานรักษาความปลอดภัยในการเดินตรวจพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยหากระบบตรวจพบความผิดปกติ เอไอจะรายงานผลอัตโนมัติแบบ real time ไปยังศูนย์ควบคุมส่วนกลาง (คอมมานด์ เซ็นเตอร์) ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ LIV-24 เฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการเข้าระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที โดยใช้ระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 5 นาที

รวมถีง บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ “บาฟส์” ผู้ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานอย่างครบวงจรในประเทศไทย โดยมีการติดตั้งระบบ "LIV-24 NEXUS" ซึ่งเป็น Smart CCTV System ให้กับโรงงาน เป็นการวางโครงสร้างการทำงานของ CCTV แบบแยกส่วน โดยยกระดับจากแนวคิดเดิมที่กล้องเสียเพียงจุดเดียวอาจกระทบระบบรักษาความปลอดภัยทั้งเครือข่าย ช่วยลดต้นทุนความเสียหายจากการซ่อมแซมได้ถึง 70% และลดระยะเวลาในการซ่อมแซมได้สูงสุดถึง 75% เมื่อเทียบกับระบบเดิม

นอกจากนี้ มีการใช้ระบบซอฟต์แวร์รวมศูนย์อัจฉริยะในการจัดการระบบกล้อง CCTV จากหลากหลายสาขา มารวมที่ศูนย์เดียวกัน พร้อมทั้งติดตั้งระบบ AI CCTV Analytics ที่ช่วยตรวจจับเหตุผิดปกติแบบ Real-Time ด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้ BAFS ที่ต้องดูกล้อง CCTV ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากธุรกิจดำเนินการตลอด 365 วัน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ตลอดจนอุตสาหกรรมขนาดกลาง อย่าง V.T. Garment ผู้ผลิตเสื้อผ้าส่งออกรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่ง LIV-24 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานในโรงงาน VT Garment ด้วยเทคโนโลยี IoT โดยติดตั้งระบบมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์เพื่อเฝ้าระวังระบบไฟฟ้าทั่วทั้งโรงงาน หากเกิดไฟดับหรือไฟตก ระบบจะแจ้งเตือนทันที ช่วยให้ทีมงานสามารถเข้าจัดการและซ่อมแซมได้โดยทันที ธุรกิจก็สามารถเดินต่อเนื่องได้โดยไม่มีสะดุด

พร้อมทั้งติดตั้งระบบในการมอนิเตอร์ สัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ (Fire Alarm) ป้องกันกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ระบบจะแจ้งเตือนทันที ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นภายในห้อง server ช่วยแก้ปัญหากรณีเกิดน้ำรั่วซึมในห้อง โดยการรฃนำเทคโนโลยี IoT มาใช้จะช่วยลดผลกระทบที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ และสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินได้

จากฐานลูกค้าภาคอุตสาหกรรมทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กดังกล่าว ที่ให้ความเชื่อมั่นเทคโนโลยีของ LIV-24 โดยยังเตรียมที่ใช้บริการต่อเนื่องในเฟสต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าขนาดของอุตสาหกรรมตั้งแต่เล็ก กลาง ใหญ่ ก็สามารถนำเทคโนโลยีของ Liv-24 ไปใช้ได้ โดยอัตราค่าบริการดูแลระบบตั้งแต่ระดับ 30,000 บาท/เดือน ที่ไม่เพียงแต่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยังช่วยประหยัดต้นทุนได้ 20% แล้ว

น.ส.นิรมล ยังกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยี LIV-24 ยังช่วยทำให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตเข้าสู่มาตรฐานในระดับที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ หรือ มาตรฐานเออีโอ ซึ่งเป็นมาตรการที่จำเป็นจะต้องมีการทำรายงาน หรือมีข้อมูลในการยืนยันว่าโรงงานหรือผู้ประกอบการสามารถทำงานได้อย่างตามมาตรฐานส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศได้

หรือแม้แต่ขายในประเทศก็สามารถตรวจสอบได้ว่าโรงงานมีกระบวนการผลิตได้ตามมาตรฐาน ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดย Liv-24 ต้องการจะเข้าไปเป็นผู้ที่ทำให้ผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ สามารถเข้าถึงมาตรฐานเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

ทำให้ที่ผ่านมา LIV-24 นอกจากได้มีการทำงานร่วมกันกับ สภาอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ล่าสุดได้มีการนำเสนอโซลูชั่นของ LIV-24 ให้กับสภาหอการค้าไทย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งมีความต้องการเทคโนโลยีที่ตรงกับ LIV-24

เนื่องจากอุตสาหกรรอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ และสำคัญกับเศรษฐกิจไทย ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีผู้ประกอบการหลายระดับ ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และไปถึงขนาดใหญ่ โดยมีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

โดย LIV-24 ต้องการเข้ามาทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อม หรือไม่มีบุคคลากรด้านไอที ได้สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ได้ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่มาตรฐานในระดับที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ หรือ มาตรฐานเออีโอ ดังที่ได้กล่าวข้างต้น

“การนำ Smart Tech มาใช้ จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรม อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ในปัจจุบัน และมีความเติบโตสูง คาดว่ามูลค่าในปี 2570 จะแตะรัดับกว่า 500,000 ล้านบาท เพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารไทย สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวด ที่สำคัญคือเน้นคุณภาพ และความปลอดภัย ซึ่ง LIV-24 เอง สามารถนำเทคโนโลยี Smart Solutions มาใช้เพื่อสร้างมาตรฐานในทุกกระบวนการขั้นตอน ตั้งแต่ต้น-ยันปลายน้ำ คือตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลผลิต ขั้นตอนการผลิต ไปจนส่งถึงมือผู้บริโภค เพื่อความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน”

น.ส.นิรมล กล่าวและว่า ในส่วนของเทคโนโลยีของ LIV-24 ที่เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหาร อาทิ ระบบ AI ตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แบบ Real-time เพื่อเพิ่มความมั่นใจสูงสุดให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ต้องการความสะอาดสูง ด้วยระบบ AI ของ LIV-24 ที่สามารถตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หมวกคลุมผม ถุงมือ หน้ากากอนามัย ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนและเพิ่มสุขอนามัยในสายการผลิต หากไม่สวมใส่ตามกฎ จะเกิดการแจ้งเตือนทันที

ระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Data Privacy) ซึ่งในอุตสาหกรรม Future Food ระบบควบคุมสิทธิ์ การเข้าถึงข้อมูลจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการจัดการและจัดเก็บข้อมูลละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็น ลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า หรือ ม่านตา ที่ อาจนำไปใช้ในการปลอมแปลงตัวตนเพื่อแก้ไขข้อมูลในระบบ ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของ อาหารผิดพลาด การรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อสร้างความ เชื่อมั่น ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล และส่งเสริมให้ผู้บริโภคพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใน อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตได้อย่างเต็มที่

น.ส.นิรมล กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า LIV-24 ตั้งเป้าหมายเติบโตอย่างก้าวกระโดดคูณ 2 หรือเติบโตเท่าตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2573 โดยปี 2567 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 116.5 ล้านบาท ส่วนปี 2568 นี้ ตั้งเป้ารายได้ 280 ล้านบาทโตขึ้นอีก 140% และคาดว่าภายในปี 2571 รายได้ของบริษัทจะแตะที่ 2,000 ล้านบาท และพร้อมเดินหน้านำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : LIV-24 ชู เทคโนโลยีอัจฉริยะ หนุน อุตสาหกรรมไทย เล็ก-กลาง-ใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถ แข่งเวทีโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...