LIV-24 ชู เทคโนโลยีอัจฉริยะ หนุน อุตสาหกรรมไทย เล็ก-กลาง-ใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถ แข่งเวทีโลก
บริษัท LIV-24 จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ รุกสู่ภาคอุตสาหกรรมสำเร็จ ล่าสุดเปิดตัว Smart Industrial Tech Solutions ช่วยผู้ประกอบการลดต้รทุน 20% พร้อมจับมือสภาหอการค้าไทย ร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมแข่งขันในระดับโลก นำร่องอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โอกาสเติบโตทะลุ 5 แสนล้าน ในปี 2570
วันที่ 16 มิ.ย. 2568 น.ส.นิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิฟ-24 จำกัด (LIV-24) ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ (Smart Tech) ภายใต้การถือหุ้นของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า LIV-24 พร้อมแล้วที่จะนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยรุกสู่ภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ถึง 20% เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้จากวิสัยทัศน์ของผู้บริหานแสนสิริ และ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ก่อตั้ง LIV-24 โดยมีเป้าหมายในการนำ Smart tech มาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการอยู่อาศัย โดยเทคโนโลยีมีที่โดดเด่น คือ AI CCTV ANALYTIC ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวและวิเคราะห์ความผิดปกติด้วยเทคโนโลยี AI และส่งการแจ้งเตือนไปยังศูนย์ควบคุมทันทีเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ช่วยยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย
เทคโนโนโลยี VMS ระบบจัดการเก็บข้อมูลผู้มาติดต่อแบบดิจิตอล ก่อนอนุญาตให้เข้าพื้นที่ มาพร้อมระบบลงทะเบียนผู้มาติดต่อล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวก รวมถึงระบบคำนวณค่าจอดรถที่เชื่อมต่อกับระบบชำระเงินออนไลน์ และ IOT ระบบควบคุมอาคารอัจฉริยะ บริหารจัดการงานวิศวกรรมแบบครบวงจรที่ตรวจสอบระบบน้ำ ไฟ ลิฟต์ ปั๊ม และระบบป้องกันอัคคีภัยในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการบ้านและภายในคอนโดทั้งหมด ด้วยการอัปเดตสถานะแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถป้องกันความเสียหายก่อนเกิดการชำรุด ช่วยลดต้นทุนค่าซ่อมแซมและรักษา ให้ทุกระบบพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
โดยที่ผ่านมาได้เริ่มให้บริการเริ่มจากให้บริการเทคโนโลยีความปลอดภัยในโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งของแสนสิริ และโครงการที่พลัสฯ ดูแล และขยายสู่ลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ ต่อเนื่อง อาทิ โตโยต้าขอนแก่น, Asset Five, Pre Built, โรงเรียนสาธิตพัฒนา, สัมมากร, ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น ประสบการณ์การดูแลโครงการต่าง ๆ กว่า 180 โครงการ มูลค่าทรัพย์สินกว่า 300,000 ล้านบาท
ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่ผสานความเชี่ยวชาญของทีมงานและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่ผ่านมา LIV-24 สามารถเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วเฉลี่ยใน 5 นาที และมีเคสอันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สินเป็น 0 เคส ทำให้ LIV 24 กลายเป็นหนึ่งในจุดขายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่นำระบบ LIV-24 ไปใช้ ทำให้ลูกค้า สามารถมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย
น.ส.นิรมล กล่าวว่าจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ผู้บริหารเล็งเห็นว่า LIV-24 มีศักยภาพในการขยายการให้บริการสู่ภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมองว่าประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมของไทยยังคงมีความแตกต่างในเรื่องการนำเทคโนโลยีไปใช้ โดย LIV-24 มีโซลูชั่นในการนำเสนอให้กับแต่ละอุตสาหกรรม
ทำให้ในปี 2567 LIV-24 เดินหน้ารุกภาคอุตสาหกรรม และมีลูกค้าที่ได้รับความไว้วางใจ จากหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์, อุตสาหกรรมการบิน, อุตสาหกรรมเสื้อผ้า และอื่น ๆ อีกมาก โดยได้รับร่วมมือกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งภาคเอกชน ในการนำ Smart Industrial Tech เข้าไปส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดต้นทุนและเสริมประสิทธิภาพผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไทย
สำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมของ LIV-24 อาทิ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในประเทศไทย ซึ่ง LIV-24 ได้ออกแบบโซลูชันให้เหมาะสมกับธุรกิจ และตอบโจทย์ความต้องการ ของลูกค้า ด้วยการติดตั้งระบบ AI CCTV Analytics ให้กับโรงงานทั้งในพื้นที่สำนักงานและคลังเก็บสินค้า เพื่อยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่
พร้อมทั้งระบบ Real Time Guard Tour ติดตามคุณภาพการทำงานของพนักงานรักษาความปลอดภัยในการเดินตรวจพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยหากระบบตรวจพบความผิดปกติ เอไอจะรายงานผลอัตโนมัติแบบ real time ไปยังศูนย์ควบคุมส่วนกลาง (คอมมานด์ เซ็นเตอร์) ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ LIV-24 เฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการเข้าระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที โดยใช้ระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 5 นาที
รวมถีง บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ “บาฟส์” ผู้ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานอย่างครบวงจรในประเทศไทย โดยมีการติดตั้งระบบ "LIV-24 NEXUS" ซึ่งเป็น Smart CCTV System ให้กับโรงงาน เป็นการวางโครงสร้างการทำงานของ CCTV แบบแยกส่วน โดยยกระดับจากแนวคิดเดิมที่กล้องเสียเพียงจุดเดียวอาจกระทบระบบรักษาความปลอดภัยทั้งเครือข่าย ช่วยลดต้นทุนความเสียหายจากการซ่อมแซมได้ถึง 70% และลดระยะเวลาในการซ่อมแซมได้สูงสุดถึง 75% เมื่อเทียบกับระบบเดิม
นอกจากนี้ มีการใช้ระบบซอฟต์แวร์รวมศูนย์อัจฉริยะในการจัดการระบบกล้อง CCTV จากหลากหลายสาขา มารวมที่ศูนย์เดียวกัน พร้อมทั้งติดตั้งระบบ AI CCTV Analytics ที่ช่วยตรวจจับเหตุผิดปกติแบบ Real-Time ด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้ BAFS ที่ต้องดูกล้อง CCTV ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากธุรกิจดำเนินการตลอด 365 วัน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตลอดจนอุตสาหกรรมขนาดกลาง อย่าง V.T. Garment ผู้ผลิตเสื้อผ้าส่งออกรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่ง LIV-24 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานในโรงงาน VT Garment ด้วยเทคโนโลยี IoT โดยติดตั้งระบบมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์เพื่อเฝ้าระวังระบบไฟฟ้าทั่วทั้งโรงงาน หากเกิดไฟดับหรือไฟตก ระบบจะแจ้งเตือนทันที ช่วยให้ทีมงานสามารถเข้าจัดการและซ่อมแซมได้โดยทันที ธุรกิจก็สามารถเดินต่อเนื่องได้โดยไม่มีสะดุด
พร้อมทั้งติดตั้งระบบในการมอนิเตอร์ สัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ (Fire Alarm) ป้องกันกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ระบบจะแจ้งเตือนทันที ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นภายในห้อง server ช่วยแก้ปัญหากรณีเกิดน้ำรั่วซึมในห้อง โดยการรฃนำเทคโนโลยี IoT มาใช้จะช่วยลดผลกระทบที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ และสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินได้
จากฐานลูกค้าภาคอุตสาหกรรมทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กดังกล่าว ที่ให้ความเชื่อมั่นเทคโนโลยีของ LIV-24 โดยยังเตรียมที่ใช้บริการต่อเนื่องในเฟสต่อๆ ไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าขนาดของอุตสาหกรรมตั้งแต่เล็ก กลาง ใหญ่ ก็สามารถนำเทคโนโลยีของ Liv-24 ไปใช้ได้ โดยอัตราค่าบริการดูแลระบบตั้งแต่ระดับ 30,000 บาท/เดือน ที่ไม่เพียงแต่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยังช่วยประหยัดต้นทุนได้ 20% แล้ว
น.ส.นิรมล ยังกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยี LIV-24 ยังช่วยทำให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตเข้าสู่มาตรฐานในระดับที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ หรือ มาตรฐานเออีโอ ซึ่งเป็นมาตรการที่จำเป็นจะต้องมีการทำรายงาน หรือมีข้อมูลในการยืนยันว่าโรงงานหรือผู้ประกอบการสามารถทำงานได้อย่างตามมาตรฐานส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศได้
หรือแม้แต่ขายในประเทศก็สามารถตรวจสอบได้ว่าโรงงานมีกระบวนการผลิตได้ตามมาตรฐาน ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดย Liv-24 ต้องการจะเข้าไปเป็นผู้ที่ทำให้ผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ สามารถเข้าถึงมาตรฐานเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น
ทำให้ที่ผ่านมา LIV-24 นอกจากได้มีการทำงานร่วมกันกับ สภาอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ล่าสุดได้มีการนำเสนอโซลูชั่นของ LIV-24 ให้กับสภาหอการค้าไทย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งมีความต้องการเทคโนโลยีที่ตรงกับ LIV-24
เนื่องจากอุตสาหกรรอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ และสำคัญกับเศรษฐกิจไทย ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีผู้ประกอบการหลายระดับ ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และไปถึงขนาดใหญ่ โดยมีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน
โดย LIV-24 ต้องการเข้ามาทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อม หรือไม่มีบุคคลากรด้านไอที ได้สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ได้ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่มาตรฐานในระดับที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ หรือ มาตรฐานเออีโอ ดังที่ได้กล่าวข้างต้น
“การนำ Smart Tech มาใช้ จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรม อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ในปัจจุบัน และมีความเติบโตสูง คาดว่ามูลค่าในปี 2570 จะแตะรัดับกว่า 500,000 ล้านบาท เพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารไทย สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวด ที่สำคัญคือเน้นคุณภาพ และความปลอดภัย ซึ่ง LIV-24 เอง สามารถนำเทคโนโลยี Smart Solutions มาใช้เพื่อสร้างมาตรฐานในทุกกระบวนการขั้นตอน ตั้งแต่ต้น-ยันปลายน้ำ คือตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลผลิต ขั้นตอนการผลิต ไปจนส่งถึงมือผู้บริโภค เพื่อความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน”
น.ส.นิรมล กล่าวและว่า ในส่วนของเทคโนโลยีของ LIV-24 ที่เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหาร อาทิ ระบบ AI ตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แบบ Real-time เพื่อเพิ่มความมั่นใจสูงสุดให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ต้องการความสะอาดสูง ด้วยระบบ AI ของ LIV-24 ที่สามารถตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หมวกคลุมผม ถุงมือ หน้ากากอนามัย ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนและเพิ่มสุขอนามัยในสายการผลิต หากไม่สวมใส่ตามกฎ จะเกิดการแจ้งเตือนทันที
ระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Data Privacy) ซึ่งในอุตสาหกรรม Future Food ระบบควบคุมสิทธิ์ การเข้าถึงข้อมูลจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการจัดการและจัดเก็บข้อมูลละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็น ลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า หรือ ม่านตา ที่ อาจนำไปใช้ในการปลอมแปลงตัวตนเพื่อแก้ไขข้อมูลในระบบ ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของ อาหารผิดพลาด การรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อสร้างความ เชื่อมั่น ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล และส่งเสริมให้ผู้บริโภคพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใน อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตได้อย่างเต็มที่
น.ส.นิรมล กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า LIV-24 ตั้งเป้าหมายเติบโตอย่างก้าวกระโดดคูณ 2 หรือเติบโตเท่าตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2573 โดยปี 2567 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 116.5 ล้านบาท ส่วนปี 2568 นี้ ตั้งเป้ารายได้ 280 ล้านบาทโตขึ้นอีก 140% และคาดว่าภายในปี 2571 รายได้ของบริษัทจะแตะที่ 2,000 ล้านบาท และพร้อมเดินหน้านำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : LIV-24 ชู เทคโนโลยีอัจฉริยะ หนุน อุตสาหกรรมไทย เล็ก-กลาง-ใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถ แข่งเวทีโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th