โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พิชัย’ เรียกถก ‘เอกชน’ เตรียมรับแรงกระแทกภาษีทรัมป์ หวังเจรจาสำเร็จ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 11.49 น.

วันนี้ (9 ก.ค.68) ที่กระทรวงการคลัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกประชุมโดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) รวมถึงเอกชนรายใหญ่ที่ลงทุน และส่งออกไปสหรัฐ เข้าร่วมด้วย โดยมีประเด็นหารือสำคัญเกี่ยวกับข้อเสนอของไทยในการเจรจาภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ ซึ่งล่าสุด สหรัฐส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลไทยกำหนดอัตราภาษีสินค้านำเข้าที่ 36% มีผลบังคับใช้จริง วันที่ 1 ส.ค.2568

นายพิชัย กล่าวว่า กระบวนการทำงานในวันนี้ที่จะต้องมีการเตรียมการเจรจาอย่างต่อเนื่องก่อนถึงวันที่ภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้จริงวันที่ 1 ส.ค.68 นี้ ดังนั้นในวันนี้เราต้องเตรียมพร้อมในทุกด้านว่าผลลัพธ์ของการเจรจาจะออกมาเป็นรูปแบบใดบ้าง ทั้งผลลัพธ์ที่ดี และดีปานกลาง รวมทั้งประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่งการหารือกับภาคเอกชนในวันนี้มีการคุยกันถึงรายละเอียดผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่ต่างกัน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากประเทศที่บรรลุข้อตกลงทางภาษีกับสหรัฐแล้ว พบว่าสหรัฐมีการกำหนดอัตราภาษีหลายประเภท อาทิ อัตราภาษีนำเข้าสินค้าท้องถิ่น และสินค้าที่มีส่วนประกอบของชิ้นส่วนในประเทศไม่ถึงสัดส่วนตามที่กำหนด (RVC) รวมทั้งประเภทสินค้าที่โดนเก็บภาษีต่างกัน ทำให้สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการแต่ละรายจะได้รับอัตราภาษีต่างกัน และได้รับผลกระทบที่ต่างกันด้วย

" ดังนั้นในวันนี้จึงได้เรียกประชุมตัวแทนผู้ประกอบการจากภาคส่วนต่างๆ ให้กลับไปทำการบ้าน และส่งรายละเอียดกลับมาที่ผมภายในวันศุกร์นี้ (11 ก.ค.68) รวบรวมปัญหาของผู้ประกอบการที่ต่างกันนี้เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม รวมถึงเดินหน้าการเจรจากับสหรัฐให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 31 ก.ค.68 "

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ท่านพิชัยเรียกประชุมวันนี้เพื่อเปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐ และหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมแนวทางรับมือหากมีการเรียกร้องเพิ่มเติมจากสหรัฐในอนาคต หากต้องยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ทั้งนี้จะต้องสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้น้อยที่สุด ซึ่งสหรัฐได้กำหนดเส้นตายให้ไทยส่งมอบข้อเสนอที่แก้ไขเพิ่มเติมภายในวันที่ 31 ก.ค.2568 โดยจะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2568

นายพจน์ กล่าวว่า ข้อเสนอใหม่ที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็ได้มีการหารือว่าจะมีผลกระทบอย่างไร เป้าหมายหลักของการเจรจาคือ การที่ไทยพยายามนำเสนอในสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่ไม่กระทบกระเทือนต่อผู้ประกอบการไทยมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าสินค้าในส่วนที่ไทยขาดแคลนเป็นหลัก เพื่อให้สหรัฐมีความพึงพอใจ และเป็นสมดุลทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาษีที่อัตรา 36% มองว่าแรงเกินไป เมื่อเทียบกับเวียดนามที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงกว่าไทยเกือบ 3 เท่า หากไทยต้องแบกรับภาษีในอัตรานี้ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกของไทย ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐประมาณ 2 ล้านล้านบาท จากยอดส่งออกรวม 8 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจทำให้การส่งออกได้รับผลกระทบ

“อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังประเมินมูลค่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากต้องพิจารณาจากอัตราภาษีของประเทศคู่ค้า และคู่แข่งอื่นๆ ด้วย บางอย่างไทยอาจไม่เสียเปรียบ หรือเสียเปรียบมากน้อยต่างกันตามแต่ละประเภทสินค้า”

ส่วนกรณีการลดภาษีสินค้าจากสหรัฐหลายรายการนั้น บางรายการ เช่น ผลไม้ ที่ปัจจุบันไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ในอัตรา 0% อยู่แล้วตามข้อตกลง FTA การลดภาษีสำหรับสินค้าจากสหรัฐ เป็น 0% จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่เพียงแค่เป็นการเพิ่มสหรัฐมาแบ่งตลาดกันไป

นายพจน์ กล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้วแม้เวียดนามจะโดนอัตราภาษีที่ดูเหมือนจะหนัก แต่ก็มีข้อสังเกตว่า เวียดนามก็ไม่ได้มีสินค้าทุกอย่างที่เรามี และเงื่อนไขโลคอลคอนเทนต์เวียดนามจะทำได้หรือไม่ เนื่องจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ และกลางน้ำในเวียดนามมีน้อย ซึ่งต่างจากไทยที่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำ และกลางน้ำที่แข็งแกร่งกว่า ทำให้ไทยสามารถทำ Local Content ได้ดีกว่า หากเวียดนามไม่สามารถทำ Local Content ได้ตามที่กำหนด ก็อาจจะถูกเก็บภาษีสูงถึง 40%

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...