โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิด 3 ข้อ “ปวิน” มองท่าทีทูตไทย หลังถก UN มุมป้องอธิปไตย-สิทธิพลเรือน

Thaiger

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 17.28 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 10.28 น. • Thaiger ข่าวไทย

อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ วิเคราะห์หลัง มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศของไทย เดินหน้าคุย UN ชมท่าทีแข็งกร้าว เน้นเชิงรุก ชี้มุ่งมั่นใช้กลไกกฎหมายปกป้องอธิปไตยและสิทธิพลเรือน แถมตอกย้ำข้อกล่าวหาต่อกัมพูชาในหลายๆ ด้าน ก่อนพาชำแหละ 3 ข้อชี้ชัด

วันนี้ (26 ก.ค.) อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโตและอดีตนักการทูตไทย โพสต์เฟซบุ๊กหลังกรณีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของไทย ได้แถลงข่าวหลังกลับจากสหประชาชาติ (UN) โดยยืนยันว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นโจมตีก่อนเมื่อวันที่ 24 กค และได้โจมตีเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อ ทำให้มีพลเรือนไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเด็กอายุ 8 ขวบ มาริษย้ำว่า การกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยอย่างร้ายแรง

อ.ปวิน กล่าวโดยขออนุญาตมาอัปเดตสถานการณ์ด้านการฑูตกันต่อกับกรณีของปัญหาการเปิดหน้าปะทะกันบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 3 ของการสู้รบและหลังจากที่วันนี้ รมว.กต. มาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้แถลงข่าวหลังกลับจากสหประชาชาติ (UN) ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นโจมตีก่อนเมื่อวันที่ 24 กค และได้โจมตีเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อ การกระทำดังกล่าวส่งผลให้มีพลเรือนไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเด็กอายุ 8 ขวบ

นายมาริษในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจึงเน้นย้ำว่า การกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยอย่างร้ายแรง รวมถึงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรยูเอ็น “UN” และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทันทีที่เกิดเหตุ กระทรวงต่างประเทศได้ประณามการรุกราน ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต

โดยเรียกเอกอัครราชทูตกลับประเทศ และเรียกร้องให้กัมพูชายุติการโจมตีทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการวางทุ่นระเบิดใหม่ของกัมพูชาในดินแดนไทยซึ่งทำให้ทหารไทยบาดเจ็บสาหัส เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

เฟซบุ๊กของอ.ปวินเสริมต่อว่า ในส่วนของการเยือน UN มาริษได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหลายฝ่ายรวมถึงกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม UNSC แบบปิด ซึ่งมี 15 ประเทศเข้าร่วมในที่ประชุม ซึ่งสมาชิก UNSC เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียด หยุดยิงและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียน

แต่ที่สำคัญคือ UNSC ไม่ได้มองว่าสถานการณ์นี้เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

ส่วนข้อเสนอหยุดยิงจากนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย (ประธานอาเซียน) นั้น ไทยเห็นด้วยในหลักการ แต่กัมพูชาจะต้องหยุดโจมตีและแสดงความจริงใจก่อน

มาริษยังได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีปราสาทเขาพระวิหารว่าไม่เป็นความจริง เพราะจุดปะทะอยู่ห่างจากปราสาทถึง 2 กิโลเมตร

ทั้งนี้ไทยจะดำเนินการทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ โดยจะส่งหนังสือประท้วงเรื่องการโจมตีเป้าหมายพลเรือนไปยังคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาอาชญากรรมสงคราม ไทยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและเรียกร้องให้กัมพูชากลับสู่การเจรจาอย่างจริงใจ

แฟ้มภาพ

มุม อ.ปวิน วิเคราะห์คำแถลง “รมว.กต” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงท่าทีอย่างไร ?

สำหรับ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ วิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวโดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อใหญ่ ๆ แต่เริ่มโดยระบุชัดเจนว่า ท่าทีในแถลงกระทรวงต่างประเทศหนนี้ของไทยนั้น แสดงออกถึงท่าทีที่แข็งกร้าวและเป็นการเปิดเกมในเชิงรุกมากขึ้นด้วย

  • คำแถลงของรมว.กต ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงท่าทีทางการทูตที่แข็งกร้าวและเชิงรุกมากขึ้นของไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำเรื่อง “กัมพูชาเป็นผู้ริเริ่มและละเมิดกฎหมาย” อย่างสม่ำเสมอ การระบุถึงความเสียหายต่อพลเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะอย่างเฉพาะเจาะจง รวมถึงการอ้างถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกละเมิด (เช่น กฎบัตร UN, อนุสัญญาเจนีวา, อนุสัญญาออตตาวา) เป็นการสร้างน้ำหนักทางกฎหมายให้กับข้อกล่าวหาของไทย และเป็นการกดดันกัมพูชาในเวทีโลก

2. การที่ไทยตอบรับข้อเสนอหยุดยิงของนายอันวาร์ แต่มีเงื่อนไขให้กัมพูชาต้องหยุดโจมตีและแสดงความจริงใจก่อน เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการผลักภาระความรับผิดชอบในการหยุดความรุนแรงกลับไปให้กัมพูชา ซึ่งเป็นการโต้ตอบข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ว่าไทยเป็นฝ่ายปฏิเสธหยุดยิง

นอกจากนี้ การที่ UNSC ระบุว่า สถานการณ์ “ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ” อาจถือเป็นความสำเร็จทางการทูตเล็กๆ ของไทย เพราะหมายความว่า UN จะไม่เข้ามาแทรกแซงด้วยมาตรการที่รุนแรง หรือส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ ซึ่งให้พื้นที่กับไทยในการจัดการปัญหานี้ในระดับทวิภาคีมากขึ้น

3. การที่ไทยกำลังดำเนินการยื่นเรื่องประท้วงและพิจารณาช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ ทั้ง ICRC, คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ และ ICC แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิของพลเรือน และเป็นการตอกย้ำข้อกล่าวหาต่อกัมพูชาในหลายๆ ด้าน

ตอนท้ายอ.ปวินระบุ การดำเนินคดีในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ICC นั้น มีกระบวนการและขั้นตอนที่ซับซ้อนตลอจนต้องใช้เวลานาน นี่จึงเป็นการส่งสัญญาณระยะยาวมากกว่าผลลัพธ์ในทันที.

แฟ้มภาพ @AP Photo/Heng Sinith
แฟ้มภาพ Royal Thai Army via AP
แฟ้มภาพ @AP Photo/Sunny Chittawil

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...