โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังเงินเฟ้อสหรัฐต่ำกว่าคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 10.41 น.

ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังเงินเฟ้อสหรัฐต่ำกว่าคาด

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 9-13 มิถุนายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (9/6) ที่ระดับ 32.72/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 32.60/61 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเมื่อวันศุกร์ (6/6) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค.เพิ่มขึ้น 139,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอาจจะเพิ่มขึ้นเพียง 130,000 ตำแหน่ง

ขณะที่อัตราว่างงานยังคงอยู่ที่ระดับ 4.2% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวว่า รัฐบาลจะมีการประกาศชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ในเร็ว ๆ นี้ พร้อมระบุว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งควรเป็นผู้ที่พร้อมลดอัตราดอกเบี้ย

โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้วิจารณ์การดำเนินนโยบายของเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบัน โดยระบุว่า พาวเวลล์ปรับลดดอกเบี้ยช้าเกินไป พร้อมเรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยลงทันที 1% ทรัมป์ยืนยันว่าการตัดสินใจเรื่องประธานเฟดคนใหม่ใกล้จะประกาศออกมาแล้ว ซึ่งหนึ่งในผู้ที่จับตามองคือ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด ทั้งที่ทรัมป์กล่าวถึงในเชิงบวก และถือเป็นตัวเต็งคนสำคัญสำหรับตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ดีในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังดอลลาร์ถูกกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ในวันศุกร์ (13/6) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปีซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% จากระดับ 2.3% ในเดือน เม.ย.

และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือน พ.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% จากระดับ 0.2% ในเดือน เม.ย. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.9% จากระดับ 2.8% ในเดือน เม.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือน พ.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.2% ในเดือน เม.ย.

ต่อมามีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI) ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.5% ในเดือน เม.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือน พ.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.2% หลังจากปรับตัวลง 0.2% ในเดือน เม.ย. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 3.2% ในเดือน เม.ย.

และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือน พ.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% หลังจากปรับตัวลง 0.2% ในเดือน เม.ย. รวมถึงกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ทรงตัวที่ระดับ 248,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 244,000 ราย ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 5,000 ราย สู่ระดับ 240,250 ราย

นอกจากนี้ ธนาคารโลกออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้สู่ระดับ 2.3% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ม.ค.ที่ระดับ 2.7% โดยได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ธนาคารโลกปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้สู่ระดับ 1.4% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 2.3% และปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้า สู่ระดับ 1.6% จากเดิมที่ระดับ 2.0%

สำหรับประเด็นเรื่องการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่จีนและสหรัฐได้บรรลุฉันทามติด้านการค้าหลังเสร็จสิ้นการเจรจาระดับสูงเป็นวันที่สองที่กรุงลอนดอน ซึ่งจีนขานรับการบรรลุกรอบความร่วมมือใหม่ที่จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐ หลังเสร็จสิ้นการเจรจาอันเข้มข้นเป็นเวลาสองวันที่กรุงลอนดอน พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศยึดมั่นในข้อตกลง และคงการหารือกันต่อไปเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพ

ขณะที่สหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงอัตราภาษีศุลกากรจากระดับปัจจุบันที่เรียกเก็บต่อสินค้านำเข้าจากจีน แม้ว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังไม่ได้ข้อสรุปก็ตาม ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีนในอัตรา 55% ขณะที่จีนจะเรียกเก็บภาษีจากสินค้าสหรัฐในอัตรา 10%

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เขามีความตั้งใจที่จะส่งจดหมายถึงบรรดาประเทศคู่ค้าภายในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้า ก่อนถึงกำหนดเส้นตายวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐจะเริ่มกลับมาใช้มาตรการภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ หลังจากระงับใช้มาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 90 วัน โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.61-32.77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (13/6) ที่ระดับ 32.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (9/6) ที่ระดับ 1.1400/03 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 1.1418/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริซ แมร์ซ ระบุว่า เขาจะผลักดันข้อตกลงให้รถยนต์จากสหรัฐเข้าสู่ยุโรปโดยปลอดภาษี แลกกับการที่สหรัฐจะยกเลิกภาษีสินค้าส่งออกจากยุโรป

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยสัญญาณที่แข็งกร้าวจากคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB บ่งชี้ว่าวัฏจักรการผ่อนคลายทางการเงินอาจใกล้สิ้นสุดลงแล้ว อีกทั้งนายปีเตอร์ คาซิมีร์ ผู้กำหนดนโยบายจาก ECB กล่าวเมื่อวันจันทร์ (9/6) ว่า ECB ใกล้จะสิ้นสุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว และควรเฝ้าดูข้อมูลเศรษฐกิจต่อไปเพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่

อย่างไรก็ดี อิซาเบล ชนาเบล สมาชิกคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (12/6) ว่า ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยของ ECB อยู่ในระดับที่ดี แม้ว่าคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง โดย ECB คาดว่าจะอยู่ที่ 1.6% ในปี 2026 เทียบกับ 1.9% ในเดือนที่แล้ว

ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบฐานของราคาพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยนยูโรที่แข็งค่าขึ้น แต่จะกลับมาที่ 2% ในระยะกลาง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1372-1.1631 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (13/6) ที่ระดับ 1.1536/38 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (9/6) ที่ระดับ 144.75/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 144.12/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นปรับเพิ่มประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 เป็นหดตัวเพียง 0.2% เมื่อเทียบรายปี จากตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าหดตัว 0.7% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสต๊อกสินค้าคงคลังของภาคเอกชนที่แข็งแกร่งเกินคาด

นอกจากนี้ ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศนโยบายหลักในการหาเสียงเลือกตั้งวุฒิสภาที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค. โดยตั้งเป้าเพิ่มค่าจ้างเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่น 50% พร้อมขยายขนาดเศรษฐกิจให้ทะลุ 1 พันล้านล้านเยน อิชิบะเสริมว่า ประชาชนควรมีความมั่นคงทางการเงินจากการที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ โดยเพื่อให้ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 50% ภายในปี 2583 ค่าจ้างจะต้องขยับขึ้นประมาณปีละ 2.74% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเล็กน้อย ขณะที่ Nominal GDP ของญี่ปุ่นในปี 2567 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 609 ล้านล้านเยน

ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์โยมิอูริรายงานว่า พรรคแอลดีพี (LDP) กำลังพิจารณาแจกเงินสดจำนวนหลายร้อยดอลลาร์ต่อคนก่อนการเลือกตั้ง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อย หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ชะลอลงจากระดับ 4.1% ในเดือน เม.ย. ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ดัชนี PPI ลดลงมาอยู่ในช่วง 3%

โดยมีปัจจัยหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและถ่านหินที่ปรับตัวลง ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นลดลงในไตรมาส 2 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส และบ่งชี้ว่า ความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก กระทรวงการคลังญี่ปุ่นระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ลดลงมาอยู่ที่ 1.9 จากระดับ +2.0 ในไตรมาสแรก แสดงว่าจำนวนบริษัทที่มองว่าสถานการณ์แย่ลงมีมากกว่าบริษัทที่มองว่าดีขึ้น

ขณะที่ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า จะไม่เร่งรีบทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ หากข้อตกลงนั้นอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ หากมีความคืบหน้าก่อนที่ตนจะพบกับทรัมป์ ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญคือการบรรลุข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย พร้อมย้ำว่าจะไม่ประนีประนอมผลประโยชน์ของญี่ปุ่นเพื่อแลกกับการบรรลุข้อตกลงอย่างเร่งรีบ คาดว่าอิชิบะมีกำหนดพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ นอกรอบการประชุมผู้นำกลุ่ม G7 ที่ประเทศแคนาดา ในวันอาทิตย์ (15/6) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดวันและเวลาอย่างเป็นทางการสำหรับการหารือทวิภาคี

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 142.79-145.46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (13/6) ที่ระดับ 143.54/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังเงินเฟ้อสหรัฐต่ำกว่าคาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...