โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ม.หอการค้าไทย หั่นจีพีดีไทยปี 68 เหลือ 1.7 % หลังเจอปัจจัยรุมเร้าสารพัด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 03.07 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 09.57 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาสารพัด ทั้งสงครามการค้า กำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา,เสถียรภาพรัฐบาล ประสิทธิภาพการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ศูนย์พยากรณ์ ฯ ปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจปี 2568 ลงจาก 3% เหลือ1.7%

การที่ปรับเป้าจีดีพีปี 68 อยู่ที่ 1.7 % อยู่ภายใต้สมมุติฐาน หากไม่มีสถานการณ์ใดมาแทรกแซงเพิ่มเติม ทั้งเรื่องภาษีตอบโต้สหรัฐที่เรามองว่าจะโดนภาษีเพียง 10 % หรือ 10-15 % โดยในขณะนี้ไทยกำลังเจรจาสหรัฐ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 10 วัน ก่อนเส้นตาย 8 ก.ค.แต่หากการเจรจาไม่เสร็จก็หวังว่าสหรัฐจะขยายเวลาออกไป ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล และชายแดนกัมพูชาคลี่ลายได้เร็ว รวมทั้งนายกรัฐมนตรีสามารถอยู่ได้จบครบวาระ ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถเบิกจ่ายงบได้50% ขณะที่การส่งออกทั้งปีเติบโตเป็นอัตราบวก 2.5%

อย่างไรก็ตามจีดีพีปีนี้ยังมีแนวโน้มที่จะผัวผวนจากเป้าหมาย 1.7% โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยแบ่งเป็น กรณีฐาน (Base Case) ภาษีสหรัฐเก็บจากสินค้าไทยที่ระดับ 15-20% ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านคลี่คลายได้เร็ว ความตึงเครียดพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายได้เร็วเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 50% ในปี 2568 และนายกรัฐมนตรียังในตำแหน่งตลอดปี 2568 ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 55%

กรณีที่แย่กว่า คาดว่า จีดีพีโต 1.3 % หากสหรัฐเก็บภาษีไทยที่ 25-30 % ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล คลี่คลายได้เร็ว ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา ยืดเยื้อระดับปานกลาง การเบิกจ่ายงบได้ 50 % ในปี 68 การเมืองไม่มีเสถียรภาพ

กรณีแย่ที่สุด คือ จีดีพีอาจโตลดลงเหลือเพียง 0.9% หากการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ โดยนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้แค่ 25% , สหรัฐฯประกาศเก็บภาษีไทยในอัตรา 25-30% และชายแดนกัมพูชาตรึงเครียดจนต้องปิดด่าน 100% ตลอดปีนี้

กรณีที่ดีที่สุด คาดว่าจีดีพีปีนี้อาจจะเติบโตได้ 2.3% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของม.หอการค้าไทย โดยกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น นายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่บริหารประเทศจนถึงสิ้นปีนี้ทำให้สามารถเบอกจ่ายงบประมาณได้ 75% สหรัฐประกาศเก็บภาษีไทยเพียง 10% รวมทั้งความขัดแย้งไทย- กัมพูชา และสงคราม อิสราเอล อิหร่าน จบลงเร็ว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ยังประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วภายใน 1 เดือน การส่งออกไทยจะหายไป 11,659 ล้านบาท ฉุดให้จีดีพีไทยลดลง 0.06% แต่หากขัดแย้งรุนแรง มีการปิดด่านจนถึงสิ้นปีนี้ การส่งออกไทยจะหายไป 69,952 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 0.38 %

ส่วนกรณีคลิปเสียงหลุดของนายกรัฐมนตรี ได้ประเมินผลกระทบเป็น3กรณี คือ1.หากนายกอยู่ต่อตลอดทั้งปี ใช้งบประมาณได้ต่อเนื่อง และสามารถผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ได้ จะทำให้จีดีพี ลดลง 0.06% 2.มีนายกคนใหม่พรรคแกนนำเดิม อาจทำให้งบปี 2569 อาจล่าช้าออกไป 2-3 เดือน จีดีพีอาจลดลง 0.20% และ3.นายกฯยุบสภา อาจทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า 3-6 เดือน ต้องเริ่มขบวนการงบประมาณปี2569ใหม่ คาดว่าจีดีพีลดลง 0.66%

กรณีสงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แบ่งออกเป็น 3 กรณีเช่นกัน 1.ความขัดแย้งคลี่คลายได้เร็ว จะทำให้จีดีพีลดลง 0.07% 2.ความขัดแย้งยืดเยื้อระดับปานกลาง จีดีพีลดลง 0.59 %และ3.ความขัดแย้งบานปลายและรุนแรง อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและเกิด สงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค คาดว่าจะทำให้จีดีพีไทยปรับลดลง 1.07%

กรณีการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐ แบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ 1.จัดเก็บอัตรา 10%จะกระทบส่งออก 74,055 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 0.40% 2.จัดเก็บภาษี 15-20% กระทบส่งออก131,806 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลง 0.71% และ3.จัดเก็บภาษี 25-30% กระทบส่งออก201,860 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง1.09 %

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่เป็นความไม่แน่นอน ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยใช่ครึ่งหลังปี 2568 ประกอบด้วย

1.มาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยมีความไม่แน่นอนเรื่องอัตราภาษีที่ไทยจะสามารถเจรจาต่อรองได้

2. ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งมีนัยต่อราคาน้ำมันดิบ อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน

3.ความตึงเครียดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีผลต่อการลดเวลาเปิด-ปิดด่าน และการห้ามนำเข้าสินค้าบางรายการ

4. ประสิทธิผลของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้งบ 1.57 แสนล้านบาท ขึ้นกับการเบิกจ่ายงบกระตุ้นในโครงการดังกล่าว

5.เสถียรภาพของรัฐบาลแพทองธาร ภายหลังกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซ็น

จากภาพรวมดังกล่าทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ราว 1.7% ส่วนมูลค่าการส่งออก คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5% การนำเข้า 2.5% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 0.5% การลงทุนภาครัฐ โต 6% การลงทุนภาคเอกชน -1.2% การบริโภคภาครัฐ โต 1.3% การบริโภคภาคเอกชน โต 2.4% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.69 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ระดับ 87.4% ต่อจีดีพี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...