โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นไทยหวังผลคำขู่“ทรัมป์” ฟื้นเชื่อมั่น-ดึงเงินไหลกลับ

Manager Online

เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 15.48 น. • MGR Online

ดัชนีตลาดหุ้นไทย 7 เดือนแรกยังปรับตัวลง 12% นักลงทุนต่างชาติขายต่อเนื่อง และยังไม่เห็นสัญญาซื้อคืนในระยะสั้น ภาพรวมตลาดหวังพึ่งผลเจรจาภาษีไทย-สหรัฐฯออกมาในทิศทางที่ดี ช่วยหนุนให้ดัชนีฟื้นตัว หลัง “ทรัมป์”ขู่ทั้ง ไทย และ เขมร หยุดยิงไม่งั้นไม่เจรจาภาษี คาดหากสถานการณ์คลี่คลายความเชื่อมั่นนักลงทุน และเม็ดเงินต่างประเทศไหลกลับ แต่ถ้าไม่ยุติส่อแววดัชนีดิ่งเหว

ใกล้จะจบเดือนที่ 7 ของปี 2568 ล่าสุดดัชนีหลักทรัพย์ (25 ก.ค.) ปิดที่ระดับ 1,212.49 จุด หากพิจารณาจากวันที่ 2 ม.ค. 2568 ซึ่งปิดที่ระดับ 1,379.85 จุด ปรับตัวลดลง 12.10% หรือ 167.36 จุด ขณะที่การซื้อขายในเดือนนี้ (1-25ก.ค.) พบว่าในช่วงต้นเดือน ดัชนีฯ เริ่มต้นในช่วงประมาณ 1,110–1,115 จุด ทำให้ ณ เวลานี้ Set Index เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนประมาณ 100 จุด ขณะที่ Set 50 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ลดลงราว –0.7% จากเดือนก่อน และลดลง –12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าการซื้อขายรายวันอยู่ในช่วง 3.0-5.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้มีรายงานว่านักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นไทยต่อเนื่องร่วม 13 วันติดต่อกัน นับเป็นการขายที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบครึ่งปี อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางเดือนมีสัญญาณนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อกลับบางส่วน โดยนักลงทุน สถาบันในประเทศ และ รายย่อย ยังมีความเคลื่อนไหวแบบระมัดระวัง และอาจมีการถือครองหรือซื้อเพิ่มในกลุ่มที่คาดว่า undervalued

สำหรับภาพรวมหุ้นรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มอาหาร8209;ค้าปลีก/CPALL, CPF, CRC ปรับลงเล็กน้อย 0.5% - 0.9% ขณะที่กลุ่มธนาคาร/การเงินปรับตัวลง 0.5% - 2.3% ตามมาด้วยกลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี มีทั้งปรับขึ้นและปรับลง เช่นเดียวกับกลุ่มเทคโนโลยี/โทรคมนาคม ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์/ก่อสร้าง/บริการ ติดลบบางส่วน

นั่นทำให้อัตราส่วน P/E ของตลาดไทย อยู่ที่ 15.41 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 5 ปี (18.58 เท่า) แสดงว่า ตลาดมีความ “undervalued” สะท้อนได้จากนักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิหุ้นไทยเป็นวงกว้าง โดยมูลค่าการขายสะสมอยู่ที่ ประมาณ 7.8 -8.0 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องการความชัดเจนด้านนโยบายและเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ประเมินว่ายังไม่น่าจะกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในระยะสั้น หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ชัดเจน และปัจจัยลบสำคัญอย่างสถานการณ์ไทย-กัมพูชายังไม่มีข้อสรุป

ผลกระทบต่อประเทศไทย

โดย ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา ณ เวลานี้ ส่งกระทบต่อภาคการค้าและโลจิสติกส์ของประเทศ หลังจากมีการปิดด่านชายแดนทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งของไทย ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 30% .

ขณะเดียวกันยังมีผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีที่ 32.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (24ก.ค.) ลดลงเหลือ 32.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึง ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 70% ในเดือนนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

แรงคาดหวังภาษีUSยังหนุน

ทำให้ภาพรวมในช่วงที่เหลือของเดือนก.ค. และต้นเดือน ส.ค. 2568 ถูกประเมินว่า SET Index มีโอกาสดีดตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความคาดหวังเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ หลังจากมีรายงานว่าญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งสร้างความหวังว่าไทยจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่คล้ายคลึงกันได้

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการปรับตัวขึ้น แต่บางโบรกเกอร์ เช่น บล.ทิสโก้ ได้มีการปรับลดเป้าดัชนี SET ทั้งปี 2568 ลงเหลือ 1,208 จุด ขณะที่บางสำนักก็มองแนวต้านที่สูงขึ้นในช่วงสั้น โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ คือ การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เพราะหากไทยสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้อัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่า 19% จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาด

ประเด็นถัดมา คือผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) วันที่ 29-30 ก.ค. เนื่องจากการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและท่าทีของ FED จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย รวมไปถึงผลประกอบการไตรมาส 2/68 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งบริษัทต่างๆ กำลังทยอยประกาศผลประกอบการ ถือเป็นตัวสะท้อนสุขภาพของธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมของไทย

การเมืองไม่แน่นอนกดดัน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการไหลเข้าออกของเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากจะส่งผลต่อสภาพคล่องและทิศทางของตลาด รวมถึงหากเสถียรภาพทางการเมืองมีความไม่แน่นอนมากขึ้น อาจส่งผลให้ พ.ร.บ.งบประมาณล่าช้า ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่น รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.1 แสนล้านบาท ถูกคาดว่าจะช่วยหนุน GDP ประเทศ ทำให้มีการประเมินแนวรับของ SET Index ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคมที่ 1,205 และ 1,175 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,230 และ 1,255 จุด

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด พบว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อที่อ่อนแอ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐก็ตาม

“หากข่าวเรื่องภาษีของทรัมป์ไม่แย่เกินคาด ตลาดหุ้นไทยอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก ภาพรวมตลาดมีแนวโน้มผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอกและภายในที่ยังคงไม่แน่นอน โดยรวมในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และผลการประชุม FED ถือเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะคาดว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคจำกัด แต่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม”

คาด SET ปรับตัวลงจำกัด

ล่าสุด บล.กสิกรไทย ประเทินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (21 – 25 ก.ค.) ว่า ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนตลอดสัปดาห์ แต่ยังคงปิดเหนือ 1,200 จุดได้เป็นสัปดาห์ที่สอง ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ ก่อนจะร่วงลงแรงในเวลาต่อมาตามแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะในหุ้นบิ๊กแคปรายตัว อาทิ หุ้นบริษัทพลังงาน ค้าปลีก เทคโนโลยี รวมถึงแบงก์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการประกาศงบไตรมาส 2/2568

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นและกลับมายืนเหนือ 1,200 จุดในช่วงกลางสัปดาห์ จากความคาดหวังเกี่ยวกับผลการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ หลังมีรายงานข่าวว่าญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แล้วและอัตราภาษีนำเข้าจะถูกปรับลงเหลือ 15% และ 19% ตามลำดับ

โดยดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงอีกครั้งในเวลาต่อมา หลังสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามีความตึงเครียดและยกระดับความรุนแรงขึ้น แต่กรอบการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีการประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบจำกัดต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แม้จะยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ตลาดยังกลับมารอติดตามประเด็นการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากใกล้เส้นตายวันที่ 1 ส.ค. 2568

สำหรับสัปดาห์ที่ (28 ก.ค. – 1 ส.ค.) KSecurities คาดแนวรับที่ 1,205 และ 1,175 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,230 และ 1,255 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด (29-30 ก.ค.) การประชุม BOJ (30-31 ก.ค.) ผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ของ บจ.ไทย ผลการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ดัชนี PCE/Core PCE Price Index เดือนมิ.ย. และข้อมูลตลาดแรงงานเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 ของสหรัฐฯ และโรโซน ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษ

ไม่เพียงเท่านี้ นักวิเคราะห์บางส่วน ยังประเมินว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยช่วงก่อนครบกำหนดที่สหรัฐฯ จะนำอัตราภาษีใหม่มาใช้ในเดือนสิงหาคม มีแนวโน้มแกว่งตัวแคบเพื่อรอติดตามความชัดเจน ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องอัตราภาษีแล้ว ยังต้องติดตามว่าข้อตกลงต่างๆ ที่ไทยเสนอให้สหรัฐฯ พิจารณาจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด รวมไปถึงความเสี่ยงจากการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา นำไปสู่คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนแบบ Lock กำไร สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว

ขณะเดียวกัน โบรกเกอร์บางแห่งยังปรับเป้าหมาย SET Index เป็น 1,376 จุด ภายใต้สมมติฐาน EPS ปี 2568 ที่ 86 บาท และมองว่าหากข่าวภาษีของทรัมป์ไม่แย่เกินคาด ตลาดไทยอาจมีโอกาสขาขึ้น (Upside) อีกมากกว่า 15-20% จากจุดต่ำสุด

นอกจากนี้ พบว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นสำหรับครึ่งปีหลัง โดยมีการปรับลดคาดการณ์ GDP และ SET Index ลง โดยคาดการณ์ว่า SET Index อาจอยู่ที่ 1,166 จุด ณ สิ้นไตรมาส 3 (ซึ่งรวมเดือนสิงหาคมด้วย) และจะจบปี 2568 ในกรอบ 1,023 ถึง 1,267 จุด โดยมีเป้าหมายสิ้นปีที่ 1,231 จุด

บจ.ลงทุนในเขมรยังน่ากังวล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บล.เกียรตินาคินภัทร ระบุถึงการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาคส่วนต่างๆ ของไทยจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีการปิดชายแดนและหยุดการค้าขายระหว่างกัน ว่าผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยจะจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชามีเพียงประมาณ 3% ของการส่งออกทั้งหมด และการนำเข้าจากกัมพูชามีเพียง 0.01% ของการนำเข้าทั้งหมด

นั่นเพราะแม้ว่าผลิตภัณฑ์ส่งออกหลักอย่างน้ำมันปิโตรเลียม, เครื่องดื่ม, น้ำตาล และปุ๋ยจะได้รับผลกระทบ แต่การหยุดชะงักอาจถูกจำกัดได้โดยการใช้ช่องทางการค้าทางเลือกอื่น ถึงแม้ว่าการค้าชายแดนจะคิดเป็น 70% ของการส่งออกไปยังกัมพูชาก็ตาม แต่ยังมี บางบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จำเป็นต้องจับตา โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น CBG (บมจ. คาราบาวกรุ๊ป) ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง นั้นมีรายได้ประมาณ 15% จากกัมพูชา และได้เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางทะเล ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ถัดมาคือ OR (บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก) มีความเสี่ยงโดยตรงสูงสุด โดยมี EBITDA 1.2 พันล้านบาทจากกัมพูชา และการหาตลาดทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์กลั่นในระยะสั้นอาจเป็นเรื่องท้าทาย อย่างไรก็ตาม เกียรตินาคินภัทรยังคงให้คำแนะนำ "Neutral"

รวมถึง TOP (บมจ.ไทยออยล์) เนื่องจากขายผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ให้กับกัมพูชา แต่การเปลี่ยนการส่งออกไปยังสิงคโปร์จะส่งผลกระทบต่อ Gross Refinery Margin (GRM) เพียงเล็กน้อย

ส่วนหุ้นในกลุ่มภาคการค้าปลีก คาดว่าจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยผู้ค้าปลีกกำลังพิจารณาแหล่งนำเข้าทางเลือกอื่น เช่นเดียวกับกลุ่มภาคโทรคมนาคม คาดว่า ผลกระทบต่อรายได้จากบริการของบริษัทไทย เช่น ADVANC และ TRUE คาดว่าจะไม่มากนัก แม้ว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจเป็นอุปสรรคต่อความทะเยอทะยานของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางข้อมูลระดับภูมิภาค

เช่นเดียวกับ

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่าการสู้รบระหว่างไทย กับ กัมพูชา มีแนวโน้มกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และตลาดหุ้นไทยจำกัด เนื่องด้วยการสู้รบดังกล่าวยังไม่ขยายวงออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อีกทั้งมูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา คิดเป็นเพียง 3% เมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าทั้งหมดของประเทศไทยเท่านั้น

"ย้อนดูสถิตในช่วงปี 2554 ที่มีการสู้รบกันของทั้ง 2 ประเทศ ในช่วงที่สถานการณ์รุนแรงเดือน ก.พ - มี.ค. 2554 ปรากฏว่า ในช่วงดังกล่าว SET Index กลับปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าหุ้นในภูมิภาคเดียวกันอีกด้วย โดย SET Index เดือน ก.พ. ปรับตัวขึ้นได้ 2.5% จากเดือนก่อน และ มี.ค. ปรับตัวขึ้นได้ 4.5% จากเดือนก่อน และการปะทะกันครั้งนี้ คาดว่าจะไม่ยืดเยื้อเนื่องจากด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ของประเทศไทยค่อนข้างเหนือกว่า ซึ่งเมื่อมีการสู้รบมักจะจบกันเร็ว เพราะจะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ที่ผ่านมาสถานการณ์ยืดเยื้อเพราะฝ่ายความมั่นคงพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงการปะทะ" นายณัฐพลกล่าว

ดังนั้น การปะทะกันรอบนี้ คาดว่าจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย และตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากการปะทะขยายวงกว้างออกมาจากพื้นที่ปัจจุบัน อาจจะกระทบต่อดัชนีหุ้นไทยราว 5% เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านภาคการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ

ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดหลังมีการสู้รบระหว่างไทย - กัมพูชา ประกอบด้วย SAV, OR และ CBG เนื่องจากมีสัดส่วนธุรกิจอยู่ในประเทศกัมพูชาค่อนข้างสูง

“ทรัมป์” ขู่ไทย-เขมรหยุดยิง

ล่าสุด จากรายงานข่าวที่ระบุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ถึงผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อเรียกร้องให้ยุติการสู้รบและเตือนว่าจะไม่ดำเนินการข้อตกลงทางการค้าหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปนั้น นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากเป็นจริง จะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในหลายมิติ

เริ่มที่ผลกระทบเชิงบวก นั่นเพราะหากมีการหยุดยิงและเริ่มเจรจาตามที่สหรัฐฯ เรียกร้อง จะช่วยลดความไม่แน่นอนและความกังวลที่ปกคลุมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุน อีกทั้งการที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย และการที่สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลาย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

ไม่เพียงเท่านี้ หุ้นของบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้หรือการลงทุนในกัมพูชาสูง เช่น SAV, CBG, OR, OSP, MAJOR, BDMS, BH, BCH, CHGPTT, TOP, PTTGC, IRPC, CPF และ TFG ที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในช่วงก่อนหน้า จะได้รับผลบวกโดยตรงจากสถานการณ์ที่ดีขึ้น

รวมไปถึง คำเตือนของทรัมป์ที่เชื่อมโยงกับข้อตกลงทางการค้า เป็นการเร่งให้ทั้งสองประเทศยุติความขัดแย้ง หากไทยสามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้อัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่า 19% จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญอย่างมากต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยโดยรวม ซึ่งจะสะท้อนมายังตลาดหุ้น

ส่วนผลกระทบเชิงลบ หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อหรือคำเตือนของทรัมป์ไม่เป็นผล ถูกให้น้ำหนักไปที่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ หากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป และไทยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้ จะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเกิดความผันผวนและแรงกดดันต่อตลาด หากสถานการณ์ยังตึงเครียดต่อไป ความกังวลของนักลงทุนจะยังคงอยู่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูง และอาจมีแรงเทขายออกมาเป็นระยะ

จึงกล่าวได้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยที่สำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม นั่นเพราะจะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่เหนืออื่นใด ประเทศไม่เคยรักษาสัญญาอะไรอย่าง “กัมพูชา” ยังเป็นปัจจัยที่น่ากังวลอย่างมากสำหรับนักลงทุน

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...