'ท็อปส์' มาแล้ว ประกาศรับซื้อผลไม้เกษตรชายแดน ติดปัญหาขนส่งไปกัมพูชาไม่ได้
ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่ยังไม่ยุติลง จึงทำให้ต้องมีการปิดด่านชายแดนระหว่างประเทศ และมีผลต่อเนื่องทำให้สินค้าไม่สามารถขนส่งได้ตามปกติ กระทบต่อสินค้าของไทยหลายกลุ่ม รวมถึงสินค้าผลผลิตทางการเกษตรที่เกิดปัญหาตกค้าง ทำให้กลุ่มค้าปลีกไทย โดย ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้วางนโยบายรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นทางการแล้ว
นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า จากมาตรการควบคุมเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงพาณิชย์และศูนย์ AFC หอการค้าไทย ได้ประสานห้างค้าส่ง-ค้าปลีก เข้ามาดูแลผลผลิตทางการเกษตรกรณีเหลือตกค้าง และไม่สามารถส่งออกได้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาได้ตามปกติ ส่งผลให้ ท็อปส์ ได้รับซื้อกระท้อนกว่า 2 ตัน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ อาหารดี ปลอดภัย บ้านวังรี จ.สระแก้ว และจะนำไปกระจายกระท้อนไปจำหน่ายยังสาขาต่างๆ ของท็อปส์ทั่วประเทศ
สำหรับกระท้อนที่ได้รับซื้อในครั้งนี้ จากเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ อาหารดีปลอดภัย บ้านวังรี (ไร่ดีต่อใจ) อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยเป็น “กระท้อนสายพันธุ์อีล่า” ที่ปลูกในจังหวัดสระแก้ว มีเอกลักษณ์จากผลขนาดใหญ่ เนื้อหนาและฟู รสชาติหวานอมเปรี้ยว รวมถึงมีกลิ่นหอม ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละปีจะมีผลผลิตประมาณ 600 ตัน และส่งออกไปยังกัมพูชาประมาณ 100 ตัน
นอกจากนี้ที่เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้เมืองร้อน โดยมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า กลุ่มผลไม้เศรษฐกิจหลักอย่าง ทุเรียน มังคุด และลำไย ได้ประเมินว่าจะผลผลิตรวมจะสูงถึง 3.66 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 21.8% จากปีก่อน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2563-2566) ถึง 1.2 เท่า พร้อมประเมินยอดขายผลไม้เศรษฐกิจหลักของไทยในปีนี้ ที่คาดว่าจะลดลง 4.8% มาจากการราคาและผลผลิตจำนวนมาก ส่งผลให้ท็อปส์ได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และศูนย์ AFC หอการค้าไทย เดินหน้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และกระจายผลไม้ไปในสาขาทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันได้ร่วมจัดงาน “Thai Fruit Festival 2025 By DIT” เพื่อกระจายผลไม้ให้แก่เกษตรกรไทยไปในทั่วประเทศ สนับสนุนราคาสินค้าเกษตร และทำให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงผลไม้ไทยได้สะดวกมากที่สุด โดยทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของท็อปส์ ที่ได้ร่วมส่งเสริมสินค้าเกษตรกรไทยของไทยมาโดยตลอด