MEDEZE ผนึก สธ. ปั้น “ATMPs Sandbox” กลางกรุง! ดันไทยสู่ Medical Hub
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 13.55 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยภายหลังการร่วมงานกับ ศูนย์การแพทย์บางรัก กรมควบคุมโรค โดยมี นายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรคให้เกียรติต้อนรับและแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือ พร้อมพาเยี่ยมชมการพัฒนา โครงการ Advanced Therapy Medicinal Products Sandbox (ATMPs Sandbox) ในครั้งนี้ ซึ่งระบุว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีภายหลังกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญกับ ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs)
อีกทั้ง ทางกระทรวงฯ ได้จัดสรรพื้นที่ของอาคารศูนย์การแพทย์บางรัก เพื่อใช้พัฒนา วิจัยและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากเซลล์ของตนเอง เช่น เซลล์จากไขมันในร่างกาย เป็นต้น ขณะที่โครงการนำร่องของ MEDEZE ในครั้งนี้มีด้วยกัน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการรักษา โรคข้อเข่าเสื่อม และชะลอวัย ทั้งนี้ คาดการณ์สามารถเปิดคลินิกภายใต้โครงการดังกล่าวใน 3 เดือนนับจากนี้
“ผมเชื่อว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เราจะมีคลินิกต้นแบบในอาคารศูนย์บำบัดฯ สำหรับการวิจัยด้านเซลล์บำบัดอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยมีการกำกับดูแลจากกระทรวงสาธารณสุข ทั้งในเรื่องของมาตรฐาน กฎเกณฑ์ และผลการวิจัย เพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยสูงสุดสำหรับประชาชน" นายแพทย์วีรพล กล่าว
ขณะที่ มาตรการและรายละเอียดต่างๆ อยู่ในระหว่างขั้นตอนของการจัดทำข้อตกลงเชิงลึก ซึ่งจะครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะสามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านระบบสาธารณสุข ผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างสูงสุด
ทั้งนี้ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยเพื่อรักษาในระยะแรกจะเป็นประชาชนจากทั่วประเทศ โดยเมื่อโครงการวิจัยได้รับอนุมัติแล้ว เราจะมีการประกาศข่าวสารเพิ่มเติมถึงเกณฑ์ในการรับผู้เข้าร่วมโครงการอีกครั้งนึง
นายแพทย์วีรพล กล่าวต่อว่า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยในกรณีที่มีข้อกำหนดใด ๆ ที่อาจยังไม่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของประชาชนอย่างเพียงพอ ทางโครงการก็ได้มีการเสริมมาตรการเพิ่มเติม เช่น การจัดทำประกันภัยให้กับผู้เข้าร่วมทุกคน เพื่อคุ้มครองในกรณีที่อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดระหว่างการเข้าร่วมวิจัย
ส่วนกฎเกณฑ์ทั้งหมดจะถูกกำหนดโดย คณะกรรมการจริยธรรมทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณา โดยมุ่งเน้นประโยชน์เพื่อคนไทยทั้งประเทศ ส่วนการร่วมมือระหว่างเอกชนและภาครัฐครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) พร้อมเป็นกลไกใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับแผนงานในปี 2568 MEDEZE ยังมุ่งเน้นที่การพัฒนาและวิจัยการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และเซลล์ภูมิคุ้มกันธรรมชาติ (NK Cell) สำหรับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม การชะลอวัย รวมถึงโรคไตเสื่อม ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมและการอักเสบเรื้อรัง
ในระยะต่อไป มีแผนวิจัยการรักษาขยายเพิ่มเติมในหลายโรค อาทิ โรคสะเก็ดเงิน ตับแข็ง โรคพาร์กินสัน โรคข้อสะโพกเสื่อม โรคหัวใจโต หรือภาวะหัวใจทำงานผิดปกติ รวมถึง โรคแพ้ภูมิตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2–3 ปีแรก MEDEZE มุ่งเน้นไปที่งานวิจัยที่ผ่านการพิสูจน์ในระดับนานาชาติแล้วว่ามีความปลอดภัยและได้ผลจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพื่อปูทางไปสู่การขึ้นทะเบียนเป็นยาได้
พร้อมกับตั้งเป้าว่าอย่างน้อยภายในกลางปี 2569 จะสามารถขึ้นทะเบียนยาได้สำเร็จสำหรับรักษา 2 โรค และในอนาคตตั้งเป้าขึ้นทะเบียนยาใหม่ได้ปีละ 2–3 โรคต่อเนื่อง ซึ่งหากสามารถทำได้ แม้เพียงโรคเดียว เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม ก็จะสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าวัสดุ ไทเทเนียม ซึ่งนับเป็นส่วนนึงของการรักษาทางการแพทย์จากต่างประเทศได้มหาศาล
นายแพทย์เอนก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ต้องการสื่อสารถึงประชาชน คือ ณ วันนี้ เรามีพื้นที่สำหรับการพัฒนาโครงการศูนย์ต้นแบบ (Sandbox) พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาสำรวจพื้นที่และเตรียมความพร้อมพัฒนาสู่คลินิกการรักษาโดยใช้สเต็มเซลล์ในอนาคต
โดยอาคาร ศูนย์การแพทย์บางรัก กรมควบคุมโรค ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 (Sandbox) ของประเทศสำหรับการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ระดับสูง โดยอีก 4 แห่งที่ได้รับคัดเลือก ได้แก่ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และโครงการความร่วมมือด้านเวชศาสตร์แม่นยำในระดับประเทศ
สำหรับการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินงานตามกระบวนการของทางราชการ โดยทีมผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนของการอนุมัติในเชิงหลักการนั้น ได้รับความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดเตรียมพื้นที่ ห้องปฏิบัติการ และแนวทางการดำเนินงานภาคสนาม
ส่วนโครงการพื้นที่นำร่องอย่าง จังหวัดภูเก็ต สามารถเริ่มดำเนินงานวิจัยได้ทันที ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องผ่านมาตรฐาน GMP และได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด
“เรามั่นใจว่า หากโครงการนี้สามารถดำเนินไปตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ก็จะสามารถสร้างความมั่นคงด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประเทศมีรายได้จากเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชาติในอนาคต” นายแพทย์เอนก กล่าว
นายแพทย์เอนก กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีหากนำการรักษาด้วยสเต็มเซลล์มาใช้จริงประชาชนอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จากค่ารักษาที่แพง ในมุมมองของผมนั้น เมื่อความรู้ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ระบบต่าง ๆ ก็จะถูกออกแบบให้เข้าถึงง่ายขึ้น เช่นเดียวกับเทคโนโลยี AI ที่เริ่มจากการลงทุนมหาศาลเชื่อว่า เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น กลไกการทำงานชัดเจนขึ้น ราคาการรักษาด้วยเซลล์บำบัดก็จะถูกลง ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้นในระยะยาว ซึ่งหากมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าในระยะยาว ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะสามารถลดลงได้อย่างแน่นอน