(มี e-book)กลับมาครั้งนี้ขอหย่าสามีเฮงซวย(ยุค 90)
นิยาย Dek-D
อัพเดต 15 เม.ย. 2567 เวลา 07.42 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2567 เวลา 07.42 น. • ปลายฟ้าพาสุข_1ข้อมูลเบื้องต้น
ภาพปกสวย ๆ จาก jinx-j studio
กลับมาครั้งนี้ขอหย่าสามีเฮงซวย(ยุค 90 )
สวี่เป่าเป้ยสาวมั่นยุค 90 ที่ทั้งรวยและสวยมากถูกสามีทรยศนอกใจเธอไปแอบคบชู้ แต่ที่น่าปวดใจคือเขาแอบคบหากับหญิงชู้คนนั้นก่อนที่จะแต่งงานกับเธอเสียด้วยซ้ำ ไม่เท่ากับว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาหลอกใช้ความรักของเธอเป็นเครื่องมือผลาญเงินหรือยังไงกัน เมื่อความรักแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น สวี่เป่าเป้ยคนนี้จะไม่ขอเป็นตัวโง่งมอีกต่อไป
.
.
.
สวี่เป่าเป้ยต้องมาตายด้วยมือของชายผู้เป็นที่รัก เมื่อเธอได้รับโอกาสได้ย้อนกลับมา จะขอหย่าสามีเฮงซวย
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้แต่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ชาติของจีน กฎหมายจีนแต่อย่างใด สถานที่ในเรื่องไม่มีอยู่จริงเป็นสิ่งที่นักเขียนสร้างขึ้นเองเพียงเท่านั้น
❤ ไรท์ขอความกรุณาใครไม่ชอบกดปิดได้เลยนะคะ ไรท์รับฟังความคิดเห็นของนักอ่านทุกคนและพร้อมปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ไรท์ยังทำได้ไม่ดีพอ แต่ขอร้องอย่าคอมเม้นอะไรแย่ๆ ใส่กัน พูดคุยด้วยเหตุและผลนะคะ
❤ นิยายเรื่องนี้ห้ามลอกเลียนแบบทุกกรณี หากเจอขอแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายนะคะ
❤ นิยายเรื่องนี้ไรท์แต่งจบแล้วจะทยอยลงจนจบจะติดเหรียญก่อนแล้วเปิดให้อ่านฟรีทีละตอน สนับสนุนไรท์ด้วยนะคะ
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2537
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2558 (ฉบับเพิ่มเติม)
ฝากกดไลค์ คอมเมนต์ เก็บเข้าชั้นเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะคะ
ตรวจคำผิดแล้วสองรอบ
เมื่อความรักแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น
แสงสีส้มลาลับขอบฟ้าถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดยามรัตติกาล เป็นเวลาที่ผู้คนมากมายต่างกลับเข้าบ้านเพื่อพักผ่อนหลังจากที่ฝ่าฟันทำงานหนักมาทั้งวัน หากแต่ไม่ใช่กับ สวี่เป่าเป้ย ดีไซเนอร์สาวที่กำลังตั้งใจขับรถกลับบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหลังกลับจากไปดูงานที่มณฑลเหอเป่ยมาเป็นเวลาสองวัน ไม่ได้พบหน้าสามีมาสองวันราวกับเวลาผ่านไปนานนับสองปีก็ไม่ปาน แม้ตลอดระยะเวลาสองปีที่แต่งงานกับสามีมา เธอมักจะเดินทางไปดูงานต่างมณฑลอยู่บ่อยครั้ง หากแต่ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะไม่คิดถึงสามีเลย
รถยนต์คันหรูวิ่งทะยานไปตามถนนเส้นใหญ่ใจกลางเมืองปักกิ่งที่เธอและครอบครัวของสามีอาศัยอยู่ ใบหน้างดงามดวงตาคมเฉี่ยว คิ้วรูปใบหลิวโค้งมนรับกับรูปหน้า พวงแก้มอ่อนช้อยน่าถนอม มุมปากบางสีเชอร์รี่สุกยกขึ้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อนึกถึงใบหน้าประหลาดใจของสามีที่เห็นว่าเธอกลับมาก่อนกำหนด ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถยนต์คันหรูก็วิ่งเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าประตูรั้วบ้านหลังใหญ่ในหมู่บ้านใจกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้ว ร่างเพรียวระหงก้าวเท้าลงมาจากรถ ก่อนจะมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มบางเบา บ้านที่เธอซื้อเป็นเรือนหอ บ้านที่มีแต่ความสุขหลังนี้ไม่ว่าจะยามไหนก็มักจะดูอบอุ่นอบอวลไปด้วยความสุขอยู่ตลอดสองปีที่ผ่านมา
ไม่รอช้าร่างเพรียวระหงพลันก้าวเดินเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้าด้วยใจเปี่ยมสุข เสียงส้นรองเท้าคู่สวยกระทบพื้นอิฐตามทางเดินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้างดงามประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างอยู่ตลอดเวลา เมื่อเปิดประตูไม้บานใหญ่เข้าไปกลับพบคุณพ่อคุณแม่ของสามีนั่งพูดคุยกันอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อท่านทั้งสองเห็นว่าเป็นเธอเดินเข้าไปก็มีสีหน้าตกใจราวกับเห็นเสือก็ไม่ปาน
“เป่าเป้ย! มาได้ยังไงกัน” คุณแม่มู่เอ่ยถามลูกสะใภ้ออกไปด้วยความตระหนก ในใจพลันร้อนรนขึ้นมาราวกับไฟสุม ความลับที่พวกตนปกปิดไว้หลายปีไม่ใช่ว่าจะถูกเปิดเผยในวันนี้หรือยังไงกัน
“ฉันกลับมาก่อนเวลาที่กำหนดไว้ค่ะ แล้วพี่มู่เหออยู่ไหนคะหรือว่าอยู่บนห้อง” เป่าเป้ยตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง เมื่อเห็นว่าสามีไม่ได้อยู่พูดคุยกับพ่อแม่ เช่นนั้นคงไม่พ้นขึ้นไปนอนพักบนห้องเป็นแน่
“ลูกมาเหนื่อย ๆ นั่งพักก่อนเถอะเดี๋ยวให้คนไปรินชามาให้” คุณพ่อมู่เอ่ยขึ้นมาเสียงสั่น ในใจร้อนรนอยู่ไม่น้อย ราวกับปกปิดเรื่องไม่ดีไว้ ร่างบางที่ได้ยินคำกล่าวนั้นก็ไม่คิดที่จะทำตามแม้แต่น้อย ในยามนี้เธออยากขึ้นไปหาสามีก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ ฉันขอขึ้นไปหาสามีก่อนนะคะ” ไม่รอให้ใครได้พูดหรือเอ่ยคัดค้านออกมาอีกเพียงครึ่งคำ ร่างเพรียวระหงก็ได้ก้าวขึ้นไปชั้นสองของบ้านก่อนแล้ว คุณพ่อมู่คุณแม่มู่ในใจพลันกระตุกวูบเมื่อเห็นเช่นนั้น ไม่รอช้าที่จะเดินตามลูกสะใภ้ขึ้นไปยังห้องของลูกชายตน วันนี้เห็นทีว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเป็นแน่ ไม่คิดว่าสะใภ้จะกลับมาเร็วปานนี้
“พี่สะใภ้คะ กลับมาแล้วหรือคะ เอ่อ คือ…..” ไม่เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่มู่ที่ตกใจราวกับเห็นเสือเมื่อเห็นหน้าของเป่าเป้ย แม้แต่น้องสาวทั้งสองคนของสามีอย่างมู่หลานและมู่หลินเองก็เช่นกัน ราวกับว่าอีกไม่นานจะเกิดพายุใหญ่ขึ้นกลางบ้านแล้ว ทั้งสองรีบเดินเข้ามารั้งพี่สะใภ้ไว้เมื่อเห็นว่าอีกเพียงไม่ถึงห้าก้าวก็จะถึงห้องของพี่สะใภ้และพี่ชายของพวกเธอแล้ว ไม่ได้ จะให้พี่สะใภ้เข้าไปในห้องตอนนี้ไม่ได้
“มีอะไรหรือเปล่า” เมื่อเห็นท่าทีแปลกประหลาดของทุกคน ในใจพลันเกิดความสงสัยขึ้นมา ทุกคนราวกับไม่อยากให้เธอเดินเข้าไปในห้องนอนของสามีก็ไม่ปาน ในห้องนั้นมีอะไรซ่อนอยู่กัน
“ไม่มีอะไรค่ะ พวกฉันเพียงเห็นว่าพี่สะใภ้เดินทางมาเหนื่อย ๆ ทำไมไม่นั่งพักผ่อนก่อนคะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปเรียกพี่ชายลงไปหาพี่สะใภ้เองจะดีกว่า” มู่หลินเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน นัยน์ตากลอกกลิ้งไปมาราวกับว่ากำลังปกปิดเรื่องราวไม่ดีไว้
มือเรียวจับมือของน้องสามีที่จับแขนเธอไว้ออกช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยคำพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า "ไม่เป็นไร ฉันจะเข้าไปหาสามีเอง” เพียงแค่ประโยคเดี๋ยวของหญิงสาวตรงหน้า ก็ราวกับทุกคนที่ได้ยินถูกแช่แข็งอยู่ท่ามกลางพายุหิมะก็ไม่ปาน นานเท่าใดแล้วที่พวกตนไม่เห็นสวี่เป่าเป้ยคนนี้ เอ่ยน้ำเสียงเย็นเช่นเมื่อครู่ออกมา
แม้แต่คุณพ่อมู่คุณแม่มู่เองก็ไร้ซึ่งความกล้าที่จะเอ่ยรั้งสะใภ้ไว้ได้แล้ว ในเมื่อไม่มีทางหลบหนีพ้นเห็นทีว่าต้องเผชิญความจริงแล้ว
ร่างบางเดินไปยืนหน้าประตูห้องนอนใหญ่ของเธอและสามี ก่อนจะใช้กุญแจไขเข้าไปอย่างเนิบช้า ในใจพลันเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา เมื่อคิดว่าภาพที่เห็นอาจจะเป็นภาพที่เลวร้ายและทำร้ายจิตใจของเธอเป็นอย่างมาก ประตูไม่บานใหญ่ถูกเปิดออกช้า ๆ เสียงที่ดังเล็ดลอดออกมานอกห้องนอนใหญ่ คือเสียงครวญครางของชายหญิงที่ดังสอดประสานกันระงม เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยเป็นเสียงสามีเธอไม่ผิดแน่ เพียงแต่เสียงแหลมที่หวีดร้องขึ้นมาด้วยความสุขสมเมื่อครู่ เป็นใครเธอไม่อาจล่วงรู้ได้ มือบางสั่นระริกเปิดประตูไม้ให้กว้างขึ้นในใจราวกับถูกบีบเค้นอย่างหนักหน่วง และเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าดวงใจของเธอราวกับถูกกระชากออกมาจากอกก็ไม่ปาน ภาพชายหญิงร่างกายเปลือยเปล่าสองคน กอดเกี่ยวโอบรัดกันอยู่บนเตียงนอนใหญ่สีขาวสะอาดตา นัยน์ตาดำขลับเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ภาพเบื้องหน้าพร่าเบลอขึ้น หากแต่มันยังคงเด่นชัดอยู่ในความรู้สึกของเธอ
“มู่เหอ!! นายกล้าหักหลังฉัน” แค่เพียงน้ำเสียงเย็นเหยียบของร่างบางดังขึ้น ร่างเปลือยเปล่าทั้งสองที่กอดเกี่ยวกันอยู่บนเตียงนอนใหญ่พลันหยุดชะงักด้วยความตระหนก ก่อนที่หญิงสาวจะกรีดร้องขึ้นมาด้วยความอับอายอย่างมีจริต พยายามดึงผ้าห่มผืนหน้าขึ้นมาปกปิดร่างเปลือยเปล่าไว้ หากแต่มุมปากกลับยกขึ้นด้วยความยินดี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงวันที่ผู้หญิงโง่งมคนนี้จะรู้ความจริง
หากแต่มู่เหอนั้นราวกับถูกน้ำเย็นราดลงมากลางหัวก็ไม่ปาน เมื่อเห็นว่าภรรยายืนมองตนอยู่หน้าประตูห้อง ในใจพลันหวาดหวั่นขึ้นมาไม่น้อย เมื่อเห็นแววตาของภรรยาที่ฉายชัดถึงความเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปิดบัง ร่างเปลือยเปล่าไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปหมายจะพูดคุยกับภรรยาให้เข้าใจ เพียงแต่ยังไม่ทันที่ตนจะได้เดินเข้าไปร่างของภรรยาก็พุ่งทะยานเข้ามากระชากร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงก่อนแล้ว
“กรี๊ดดด!!!! ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย พี่มู่เหอช่วยฉันด้วย ปล่อยนะ!!!” ร่างเปลือยเปล่าถูกเป่าเป้ยลากออกไปจากห้องนอนใหญ่ด้วยโทสะ ผมยาวสีดำเงาถูกดึงกระชากไปตามทาง เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วทั้งบ้านหลังใหญ่ สมาชิกทุกคนที่ยืนรออยู่นอกห้องต่างตื่นตระหนกจากภาพที่เห็นเบื้องหน้า มู่หลานและมู่หลินต่างก็วิ่งเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกพี่สะใภ้ลากผมออกมาด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับมู่เหอเองเมื่อตั้งสติได้แล้ว ก็ไม่รอช้าที่จะวิ่งตามออกมา
เพี๊ยะ!!!! เพี๊ยะ!!!!
เพี๊ยะ!!!! เพี๊ยะ!!!!
“กรี๊ดดด!!!! พี่มู่เหอ คุณพ่อคุณแม่ช่วยฉันด้วยค่ะ ฮื้อ!!” เมื่อได้ยินอย่างนั้นในใจของเป่าเป้ยราวกับมีไฟแห่งความแค้นลุกโชนขึ้นมา คนตระกูลมู่รู้เห็นกับเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ แม้แต่พ่อแม่สามีเองยังรับรู้เรื่องนี้มาตลอด เห็นเธอเป็นตัวโง่งมหรือยังไงกัน
“เป่าเป้ยปล่อยเธอ!!! เรามาพูดคุยกันด้วยเหตุผล” มู่เหอเอ่ยขึ้นมาเสียงแข็งเมื่อเห็นว่าคนรักของตนเจ็บมากแล้ว
“ฮะฮะฮะ!!! พูดคุยด้วยเหตุผลหรือ วันนี้ฉันจะสนองคืนพวกแกทุกคน” ความเสียใจในยามที่แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังในดวงใจของเธอแล้ว วันนี้พวกมันทุกคนจะต้องชดใช้
ไม่รอช้า ร่างสูงเดินเข้าไปทั้งยังพยายามจับมือของภรรยาออกจากผมของคนรัก ทั้งสามคนฉุดกระชากกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างสูงจะผลักเป่าเป้ยด้วยความแรง เมื่อเห็นว่าคนรักของตนร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร ด้วยแรงของร่างบางอย่างไรก็ไม่อาจต้านทานแรงของมู่เหอได้ ร่างทั้งร่างเซถลาถอยหลังไปกว่าสามก้าว เท้าเล็กเหยียบอยู่บนบันไดชั้นบนสุดแค่เพียงครึ่งก้าว มือบางพยายามเกาะเกี่ยวราวบันไดมันเงาไว้ด้วยความตื่นตระหนก หากแต่ก็ไม่อาจจับไว้ได้ ร่างทั้งร่างพลัดตกบันไดจากชั้นบนสุดของบ้านกลิ่นตกลงไปจนสุด ครั้งแรกมีเพียงความชาวาบขึ้นมาทั้งตัว ผ่านไปเพียงชั่วครู่ความรู้สึกปวดร้าวพลันก่อเกิดขึ้นมาทั้งกาย
“กรี๊ดดด!!!! / กรี๊ดดดด!!!พี่สะใภ้!!”
“เป่าเป้ย!!!” ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ต่างก็ร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ และเมื่อเห็นเลือดสีแดงสดไหลรินออกมาจากศีรษะของหญิงสาว ทั้งขาแขนยังหักผิดรูป ในใจของทุกคนในยามนี้กลับยิ่งหวาดกลัวขึ้นมา โดยเฉพาะมู่เหอที่สั่นเทาไปทั้งตัว พลันยกมือทั้งสองข้างที่สั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่รู้ว่าจะวางไว้ที่ใด
นัยน์ตาคมสั่นระริกมองสบดวงตาเฉี่ยวของภรรยานิ่งงัน ใบหน้างดงามในยามนี้เต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาทั้งจมูกและปาก ดวงตาเฉี่ยวคู่นั้นไม่ยอมหลับลงราวกับกำลังมองเขาอยู่ด้วยความอาฆาตแค้นก็ไม่ปาน
ทางด้านเป่าเป้ยในยามนี้ ในหัวของเธอมีเพียงความโกรธแค้นที่ฉายชัดขึ้นมา เสียดายเหลือเกิน หากเธอยังมีชีวิตอยู่ต่อไป เธอสาบานว่าชายชั่วหญิงเลวคู่นี้จะไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างมีสุข ครอบครัวมู่จะต้องตกต่ำด้วยมือของเธอ หากย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องทุกอย่างได้ เธอสาบานว่าพวกมันทุกคนจะต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเธอในตอนนี้
***********************
สวัสดีค่ะรี้ดที่น่ารักทุกคนของไรท์ ไรท์ฝากกดใจเก็บเข้าชั้นไว้ด้วยนะคะ
เรื่องนี้แต่งได้มากกว่าครึ่งเรื่องแล้ว ไรท์จะลงทุกวันและติดเหรียญล่วงหน้าเปิดอ่านฟรีตามเวลาที่กำหนด ฝากกดใจฝากติดตามด้วยนะคะ ไรท์อ้อน ๆ
คุณหนูสวี่
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านสีขาวเข้ามาปะทะใบหน้างาม เปลือกตาสีมุกสั่นระริกกะพริบขึ้นลงเนิบช้า ภาพพร่าเบลอเมื่อคราแรก แปรเปลี่ยนเป็นคมชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ นัยน์ตาสีอัลมอนด์งดงามวาววับ จดจ้องมองเพดานห้องสีขาวสะอาดนิ่งงัน
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงที่เป่าเป้ยนอนนิ่งอยู่บนเตียงตกอยู่ในภวังค์ความคิดอยู่ครู่ใหญ่พลันเสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น ร่างบางจึงได้หันไปมองด้วยความสงสัย เป็นสามีของเธอที่เดินเข้ามาด้วยสภาพเปลือยท่อนบนเผยอกกว้าง หน้าท้องแกร่งประดับไปด้วยก้อนเนื้อเป็นลอนสวย ยิ่งเมื่อในยามที่มีเม็ดน้ำสีใสเกาะพราวระยับยิ่งส่งให้ร่างกายของสามีในยามนี้ น่ามองไม่น้อยเลยจริง ๆ
“อรุณสวัสดิ์ครับภรรยา” ไม่เพียงพูดเปล่าร่างสูงใหญ่สมส่วนยังเดินเข้ามาใกล้เตียงที่ภรรยานอนอยู่ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มนวลเต็มรัก
เป่าเป้ยยิ้มรับด้วยความยินดี ก่อนจะเอ่ยทักทายสามีเสียงแหบพร่าเพราะพึ่งตื่นได้ไม่นาน “อรุณสวัสดิ์ค่ะสามี” มู่เหอที่เห็นอย่างนั้นก็ได้ก้มลงหอมแก้มนุ่มของภรรยาอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปแต่งตัวให้แล้วเสร็จ
นัยน์ตาสวยมองตามแผ่นหลังกว้างของสามี อารมณ์สายหนึ่งวิ่งผ่านพาดเข้ามากลางอก หากแต่เพียงชั่วครู่อารมณ์สายนั้นพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนเช่นที่ผ่านมา
นัยน์ตาสวยกวาดมองไปที่หัวเตียงนอนใหญ่เพื่อตรวจสอบดูว่าวันนี้เป็นปีอะไร เดือนอะไร และวันที่เท่าไหร่แล้ว เมื่อรับรู้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ร่างบางไม่รอช้าที่จะลุกขึ้นไปอาบน้ำเตรียมตัวออกไปทำงานของเธออย่างเช่นทุกวันที่ผ่านมา
เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงที่เป่าเป้ยใช้เวลาชำระร่างกายของเธอ เมื่อเห็นว่าชำระล้างร่างกายนานพอแล้ว ร่างบางก็รีบจัดการทุกอย่างให้แล้วเสร็จในทันที วันนี้เธอมีเรื่องต้องทำอีกหลายเรื่อง
“ภรรยาครับ วันนี้จะเข้าห้องเสื้อหรือจะไปร้านทองครับ” มู่เหอที่เห็นภรรยานั่งแต่งหน้าอยู่ก็ได้เดินเข้ามาโอบกอดจากทางด้านหลัง ใบหน้าคมซุกซบลงบนซอกคอระหงด้วยความรัก สูดดมกลิ่นกายหอมละมุนของภรรยาเข้าเต็มปอด
เป่าเป้ยมองสามีผ่านเงาที่สะท้อนออกมาจากกระจกตรงหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่านัยน์ตาสวยกลับมีอารมณ์สายหนึ่งพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่มู่เหอเองยังไม่ทันได้มองเห็น"ฉันจะเข้าห้องเสื้อค่ะ” มู่เหอจูบลงบนไหล่บางของภรรยาก่อนจะตอบกลับไปเสียงนุ่ม
“ครับ งั้นวันนี้ผมจะเข้าไปดูร้านทองเองภรรยาพักผ่อนบ้างนะครับ ผมเป็นห่วง” ร้านทองร้านนี้เป็นภรรยาที่เปิดให้เขาบริหารด้วยตัวเอง หากแต่บางครั้งเป่าเป้ยเองก็เข้าไปช่วยดูอยู่บ่อยครั้ง
ฟอด ฟอด
“งั้นผมไปก่อนนะครับ ตอนเย็นเจอกัน” มู่เหอหอมแก้มนวลเนียนสองฟอดใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงนุ่ม ใบหน้าคมยื่นเข้ามาให้ภรรยาหอมตนกลับ เป่าเป้ยเองก็ไม่รอช้าที่จะหอมแก้มสากกลับไปหนึ่งครั้ง พร้อมส่งมอบรอยยิ้มงดงามให้สามีก่อนจะกล่าวว่า “เดินทางปลอดภัยนะคะ”
เมื่อเห็นว่าสามีเดินออกไปจากห้องนอนใหญ่แล้ว ใบหน้างดงามที่แย้มยิ้มอยู่เมื่อครู่ พลันนิ่งเรียบขึ้นมาฉับพลัน ร่างงามมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกนิ่งงัน ในใจก่อเกิดอารมณ์หลายสายพวยพุ่งขึ้นมา ร่างระหงลุกขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนใหญ่ห้องนี้อย่างเงียบเฉียบ
โถงใหญ่ในยามนี้มีพ่อแม่สามีและน้องสาวอีกสองคนนั่งพูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เมื่อยามที่เห็นว่าร่างบางเดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน ก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม และเชิญชวนร่างบางด้วยความอบอุ่นราวกับว่า เป่าเป้ยนั้นเป็นลูกสาวอีกหนึ่งคนของบ้านหลังนี้ เป็นบรรยากาศที่แสนอบอุ่นเหลือเกิน
“เป่าเป้ยลูก มากินข้าวเช้าก่อนสิ” เป็นคุณแม่มู่ที่เอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ตามมาด้วยคุณพ่อมู่ที่เอ่ยขึ้นมาด้วยความอบอุ่น หากแต่ร่างบางกลับทำเพียงยิ้มรับบางเบา ทั้งยังเอ่ยปฏิเสธออกไปเสียงแผ่ว “วันนี้ฉันไม่หิวค่ะ ฉันไปทำงานก่อนนะคะ” ไม่รอให้ใครได้เอ่ยปากถามขึ้นมาอีกแม้เพียงครึ่งคำ ร่างระหงพลันก้าวเดินออกไปหน้าบ้านในทันที
“คุณพ่อคุณแม่คะ พี่สะใภ้ดูแปลกไปนะคะ” มู่หลานเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย วันนี้บรรยากาศรอบกายของพี่สะใภ้ดูแปลกไป เมื่อครู่ที่พี่สะใภ้ตอบกลับมาก็ราวกับมีพายุหิมะซาซัดเข้ามารอบกายของเธอก็ไม่ปาน
“สะใภ้คงเหนื่อยจากงาน วันนี้ใบหน้าจึงดูไม่สดใสมากนัก” คุณพ่อมู่เอ่ยขึ้นมาอย่างที่ตนคิด สะใภ้คงเหนื่อยเมื่อครู่สีหน้าเลยไม่สู้ดีนัก เมื่อทุกคนได้ยินที่คุณพ่อมู่เอ่ยขึ้นมาก็เห็นด้วยอยู่หลายส่วน พี่สะใภ้เห็นทีว่าจะเหนื่อยอย่างที่คุณพ่อกล่าวมาเป็นแน่
รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานไปบนถนนเส้นใหญ่ใจกลางเมือง ที่แรกที่เธอจะไปในวันนี้คือบ้านตระกูลสวี่ บ้านที่มีครอบครัวที่แท้จริงของเธอรออยู่เสมอ เมื่อรถยนต์คันหรูวิ่งเข้ามาจอดหน้าประตูบ้านหลังใหญ่ ชายหนุ่มชุดดำสองคนที่ยืนเฝ้าระวังความปลอดภัยอยู่หน้าประตู ก็ไม่รอช้าที่จะเปิดต้อนรับรถยนต์คันเล็กที่พวกตนจดจำได้เป็นอย่างดีว่าเป็นรถของคุณหนูในทันที “คุณพ่ออยู่ไหม” เป่าเป้ยเอ่ยถามชายหนุ่มทั้งสองเสียงเรียบ
“วันนี้ทุกคนอยู่บ้านครับคุณหนู”วันนี้คุณท่านไม่ค่อยสบาย คุณชายและคุณนายสวี่เองล้วนไม่ได้ออกไปไหน ร่างบางที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่รอช้าที่จะขับรถเข้าไปจอดรถที่เดิมของเธอทันที ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีที่ตรงนี้ก็ยังถูกเว้นว่างไว้ให้เธออยู่เสมอมา
ร่างระหงเดินเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยความคุ้นเคย บ้านหลังนี้ที่เดิมทีเธอมักจะมองว่าไร้ซึ่งความอบอุ่น ไร้ซึ่งคำว่าครอบครัว มาวันนี้เธอกลับเห็นว่าไม่ว่าจะมุมไหน ก็ล้วนอบอุ่นอบอวลไปด้วยภาพความทรงจำในทุกช่วงเวลาของทุกคนในครอบครัว มีเพียงความอบอุ่นอบอวลอยู่ทั่วทั้งบริเวณโดยรอบ
มุมปากบางยกขึ้นเล็กน้อย พลันดวงตาหงส์กลับรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา น้ำสีใสเอ่อคลอราวกับจะไหลทะลักออกมาอยู่ทุกเมื่อ ใบหน้างามเงยขึ้นสะกดกลั้นอารมณ์อยู่ชั่วครู่ เมื่อปรับอารมณ์ได้แล้วก็ไม่รอช้าที่จะเดินขึ้นไปที่โถงใหญ่ชั้นสองของบ้าน ในทุกวันหยุดหรือในยามที่ทุกคนรวมตัวกัน มักจะนั่งอยู่ที่โถงบ้านชั้นสองทุกครั้ง วันนี้เองก็คงเป็นเช่นนั้น หากแต่เมื่อเดินขึ้นมากลับไม่มีใครนั่งอยู่ มีเพียงคนรับใช้คนหนึ่งที่เธอไม่คุ้นหน้าเพียงเท่านั้นที่กำลังเช็ดทำความสะอาดอยู่ ร่างบางไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามออกไปเสียงเรียบด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
“คุณท่านอยู่ไหน” สาวใช้คนนั้นหันมาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอไม่คุ้นหน้าก็ชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะเอ่ยออกไปเสียงแข็ง “เธอเป็นใครกัน เข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลสวี่ได้ยังไง”
เป่าเป้ยมองสาวใช้ตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนจะเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “แล้วเธอเป็นใคร หัวหน้าแม่บ้านอบรมมายังไงเธอถึงได้มีท่าทีอวดดีอย่างเมื่อครู่”
“เหอะ!! ถึงฉันจะแต่งตัวเป็นคนใช้แต่ฉันก็เป็นคนรักของคุณชายใหญ่ อีกไม่นานจะได้ขึ้นเป็นนายหญิงของตระกูล” น้ำเสียงถือดีเอ่ยขึ้นมาอย่างคนที่คิดว่าตนนั้นเหนือกว่า โดยที่หลงลืมไปแล้วว่าที่แห่งนี้คือคฤหาสน์ตระกูลสวี่ หากไม่ใช่คนสำคัญหรือคนในตระกูลแล้วย่อมไม่มีทางที่ใครจะเข้ามาได้เป็นแน่ สมองของสาวใช้อย่างเธอ ข้างในคงมีเพียงอากาศแล้ว ยังไม่ทันที่คุณหนูของบ้านจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เสียงหัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่ของตระกูลสวี่ก็ร้องเรียกชื่อคุณหนูก่อนแล้ว
“คุณหนู” เป่าเป้ยผินหน้ามองไปตามเสียงเรียก ก่อนจะเห็นว่าเป็นหัวหน้าแม่บ้านของตระกูลรีบเดินเร็ว ๆ เข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปจับแขนของสาวใช้อวดดีเมื่อครู่ให้นั่งลงบนพื้นบ้านอย่างร้อนรน พลันเอ่ยขึ้นมาเสียงสั่น “คุณหนูคะ ฉันขอโทษแทนหลานสาวด้วยนะคะ เธอเพิ่งเดินทางมาจากชนบทได้ไม่ถึงสามเดือน เธอโง่งมเกินไปแล้วคุณหนูเมตตาเธอด้วยนะคะ”
ในตระกูลนี้คนที่ทุกคนในตระกูลหวาดกลัวรองลงมาจากนายท่านใหญ่ ก็คือคุณหนูเป่าเป้ย คุณหนูทั้งเด็ดขาดไม่สนใคร หากทำผิดย่อมต้องได้รับโทษตามสมควร ครั้งนี้หลานของเธอคงอับโชคแล้วเป็นแน่ สาวใช้หลายคนที่ไม่เคยเห็นคุณหนูของบ้าน เคยได้ยินเพียงชื่อเสียงเพียงเท่านั้น ก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียด้วยซ้ำ
เป่าเป้ยมองสาวใช้นับสิบคนที่นั่งเรียงรายอยู่บนพื้นเบื้องหน้าของเธอด้วยแววตานิ่งเรียบ ก่อนจะมองไปที่สาวใช้ปากดีเมื่อครู่ พลันแววตากลับฉายชัดถึงความไม่ชอบใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเด็ดขาดเช่นที่ผ่านมา และคำพูดนั้นราวกับสายฟ้าผ่าลงมากลางหัวของสองป้าหลานก็ไม่ปาน
“ฉันไล่หลานเธอออก”
**********************
คุณหนูสวี่เธอไม่ได้มาเล่น ๆ นะคะ หึหึ ยิ้มมุมปาก
ดวงใจของตระกูลสวี่
เมื่อเอ่ยคำพูดนั้นออกไปร่างบางก็ไม่รอช้า เดินเข้าไปหาคุณพ่อทันทีโดยที่ไม่ได้สนใจคำขอร้องอ้อนวอนของหัวหน้าแม่บ้านอีก ไม่ใช่ว่าเธอใจร้ายหากแต่ชื่อเสียงพี่ชายของเธอ ไม่สมควรที่จะมีเสื่อมเสียเพราะคนรับใช้ในบ้าน อีกทั้งหากไม่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ไม่แน่ว่าในบ้านหลังนี้คงมีคนรักของพี่ชายเธอผุดขึ้นมาอีกหลายคนเป็นแน่
และดูเหมือนว่าการกระทำของคุณหนูของบ้านในครั้งนี้ จะทำให้สาวใช้หลายคนหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย เงินเดือนของสาวใช้ในคฤหาสน์ตระกูลสวี่นับว่ามากมายหากเทียบกับงานโรงงานอยู่หลายหยวน เพราะแบบนี้จึงไม่มีใครต้องการถูกไล่ออกในเร็ววันนี้เป็นแน่
เหิงอี้มองหัวหน้าแม่บ้านและหลานของเธอด้วยแววตาเวทนาหากแต่ไร้ซึ่งความสงสาร เมื่อครู่เขาเองก็ได้ยินว่าสาวใช้คนนั้นเอ่ยคำพูดเหลวไหลออกมาอยู่หลายคำ หากคุณหนูไม่ไล่ออกคงเป็นเขาเองที่จะไล่เธอออก คำพูดเมื่อครู่จะทำให้คุณชายเสียหายได้ ตระกูลสวี่ไม่เลี้ยงคนไม่ซื่อสัตย์ซ้ำยังทะเยอทะยาน หากวันข้างหน้าคิดไม่ดีขึ้นมา คนที่เดือดร้อนคงไม่พ้นคุณชายของเขาเป็นแน่
“คุณหนู” เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องของผู้เป็นพ่อก็เห็นคุณอาหนิงคุณยืนเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว “คุณพ่ออยู่ในห้องใช่ไหมคะ” ร่างบางเอ่ยถามลูกน้องคนสนิทของคุณพ่อออกไป เมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการก็ไม่รอช้าที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องทันที เธอคิดถึงคุณพ่อ คิดถึงคุณแม่ คิดถึงพี่ชายที่สุด สิ่งแรกที่เธอต้องการทำคือโอบกอดทุกคนด้วยความรัก
ทันทีที่คนในห้องเห็นว่าเป็นใครที่เปิดประตูเข้ามา ใบหน้าที่ฉายชัดออกมาของทั้งสามคนพลันเปลี่ยนไปหลากหลายอารมณ์ นายท่านสวี่ครั้งแรก นัยน์ตาสีดำขลับฉายแววอบอุ่นขึ้นมาหากแต่ผ่านไปเพียงชั่วครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างว่างท่าและถือทิฐิ นายหญิงสวี่นั้นมีเพียงความคิดถึงและห่วงหาที่มีให้ลูกสาวของเธอ นานนับปีแล้วที่เป่าเป้ยไม่กลับมาที่บ้านหลังนี้ ส่วนเป่าเปานั้นในยามนี้มีเพียงความอบอุ่นที่ส่งมอบให้น้องสาว เขาเองก็คิดถึงน้องสาวเพียงคนเดียวอยู่ทุกวันคืน
“กลับมาทำไม เธอไม่ใช่…” นายท่านใหญ่ของบ้านเอ่ยขึ้นมาเสียงแข็งเมื่อทิฐิในใจยังมีมากอยู่ หากแต่เมื่อมองสบเข้ากับนัยน์ตาวาววับแดงก่ำของลูกสาวที่ตนรักปานดวงใจ เป็นต้องกลืนก้อนคำพูดเมื่อครู่ลงคอ ในใจพลันปวดหนึบเมื่อเห็นว่าลูกสาวของตนยืนสะอื้นไห้อยู่ปลายเตียง ไม่เว้นแม้แต่นายหญิงสวี่และพี่ชายอย่างเป่าเปาเองก็ตื่นตกใจอยู่ไม่น้อย เป่าเป้ยเป็นคนที่ไม่ชอบร้องไห้ออกมาให้คนในครอบครัวหรือใครเห็น จำได้ว่าเห็นเป่าเป้ยร้องไห้ครั้งล่าสุดคือตอนอายุสี่ขวบ แล้วจะไม่ให้ทุกคนตื่นตกใจได้ยังไงกัน
“มาหาพ่อ ใครทำลูกสาวพ่อ” ทิฐิในใจพลันมลายหายไปเมื่อเห็นลูกสาวเพียงคนเดียวร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ในยามนี้มีเพียงความห่วงใยเพียงเท่านั้นที่นายท่านใหญ่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ร่างบางไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปโอบกอดผู้เป็นพ่อที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความรัก ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาในความรู้สึก ทั้งโหยหา คิดถึง และรู้สึกผิดต่อทุกคนในครอบครัว
“ฮึก! หนูคิดถึงคุณพ่อ คิดถึงคุณแม่ คิดถึงพี่ชาย ฮื้อ หนูขอโทษ” ขอโทษที่เคยโง่งม ขอโทษที่ไม่เชื่อคำเตือนของทุกคนในครอบครัว ขอโทษที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้คุณพ่อต้องล้มป่วยจนสิ้นใจ ทำให้คุณแม่ต้องมาตรอมใจตายตามพ่อและตัวเธอ ทำให้พี่ชายต้องอยู่ตัวคนเดียวในบ้านหลังนี้ เป็นเธอที่โง่งมเอง
ทั้งสามคนได้แต่มองสบตากันด้วยความรู้สึกเป็นห่วงดวงใจของบ้าน ก่อนที่นายท่านใหญ่สวี่จะเอ่ยปลอบประโลมลูกสาวที่เขารักปานดวงใจด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ไม่มีใครกล่าวโทษลูก ทุกคนในครอบครัวรักและหวังดีกับเป่าเป้ยเสมอ” มือเหี่ยวย่นของนายหญิงสวี่ลูบแผ่นหลังลูกสาวด้วยความอ่อนโยน ครั้งนี้เรื่องที่เป่าเป้ยเผชิญมาคงไม่ใช่เรื่องเล็กเป็นแน่ ลูกสาวที่เข้มแข็งของเธอถึงได้ร้องไห้ออกมาเช่นนี้ คนตระกูลมู่ทำผิดต่อลูกสาวเธอเป็นแน่
ทั้งสามคนคิดเพียงว่าเป่าเป้ยร้องไห้เพราะถูกคนตระกูลมู่ทำเรื่องผิดต่อเธอ หากแต่ใครจะร่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วความจริงเป็นเช่นไร ที่ร่างบางร้องไห้อยู่ตอนนี้มีหลากหลายอารมณ์เหลือเกิน และยิ่งภาพที่เธอเห็นเมื่อครั้งอดีตหวนคืนกลับมาฉายชัดในความทรงจำ ความรู้สึกหลากหลายพลันโหมกระหน่ำเข้ามากลางอกจนปวดหนึบ
ภาพที่คุณพ่อร้องไห้กอดศพเธอราวกับจะขาดใจ ภาพที่คุณแม่เป็นลมหมดสติไปครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพพี่ชายต้องทำตัวเข้มแข็งเป็นผู้นำทั้งที่ตัวเองก็เสียใจไม่ต่างจากคุณพ่อคุณแม่ ภาพความเศร้าโศกในคฤหาสน์ตระกูลสวี่ เธอต้องยืนมองผู้เป็นพ่อล้มป่วยเพราะตรอมใจที่เธอจากไป ภาพเหล่านั้นยังคงฉายชัดอยู่ในความรู้สึกของเธอ
เมื่อได้กลับมาแก้ไขในทุกเรื่องราวที่เลวร้ายชีวิต เธอขอสาบานว่าเธอจะให้พวกมันทุกคนชดใช้ในสิ่งที่ครอบครัวของเธอต้องสูญเสียไป ให้คนพวกนั้นต้องอยู่อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะมู่เหอ ชายสารเลวคนนั้น
เมื่อกอดปลอบประโลมลูกสาวอยู่นานนับชั่วโมง ร่างบางถึงได้สงบลงสวี่ไคเฉิงไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามลูกสาวออกไปด้วยความเป็นห่วงในทันที
“เป็นอะไรถึงได้ร้องไห้หนักขนาดนี้ ตั้งแต่พ่อเลี้ยงดูลูกมา ลูกไม่เคยต้องร้องไห้” แล้วคนตระกูลมู่เป็นใครกันถึงได้กล้ามาทำลูกสาวของเขาร้องไห้เช่นเมื่อครู่ เป่าเปาเองก็คิดไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะฉายแววอบอุ่นออกมาอยู่เสมอ ในยามนี้กลับดูมืดครึ้มขึ้นมาอยู่หลายส่วน
เมื่อได้ยินที่คุณพ่อเอ่ยถามขึ้นมา เป่าเป้ยก็ไม่รั้งรอที่จะบอกทุกอย่างให้ทุกคนในครอบครัวฟังทั้งหมด ในขณะที่ฟังดวงใจของบ้านบอกเล่าเรื่องราวอยู่นั้นในใจของทั้งสามราวกับมีไฟลุกโชนขึ้นมา โดยเฉพาะนายท่านสวี่ที่หากไฟในอกลุกโชนแผดเผาทุกสิ่งอย่างได้จริง คฤหาสน์ตระกูลสวี่คงไหม้วอดวายไม่เหลือแล้วเป็นแน่
“คนตระกูลมู่สมควรตาย!” แม้เขาที่เป็นผู้นำตระกูลสวี่ในยุคนี้จะวางมือกับเรื่องสีดำไปมากแล้ว หากแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะใจดีกับคนที่คิดทำร้ายดวงใจของตระกูลให้อยู่สุขสบาย เป่าเป้ยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเอ่ยขึ้นมาในทันทีว่า“เรื่องนี้หนูขอจัดการเองนะคะ ทางภาครัฐแม้จะเกรงใจตระกูลสวี่อยู่ไม่น้อย หากแต่ถ้าคุณพ่อลงมือฆ่าคนตระกูลมู่จริง เรื่องคงใหญ่โตเป็นแน่ สู้ทำให้พวกเขาอยู่ไม่สู้ตายไม่ดีกว่าหรือคะ”
“ได้หากลูกต้องการอย่างนั้น พ่อกับพี่ก็จะไม่เข้าไปยุ่ง” เป่าเป้ยยิ้มรับด้วยความยินดี ก่อนจะขยับเข้าไปโอบกอดพ่อไว้แน่น เธอรู้แล้วว่าผู้ชายที่รักและหวังดีต่อเธอที่สุดคือพ่อและพี่ชายเพียงเท่านั้น อ้อมแขนแกร่งของสวี่ไคเฉิงโอบกระชับร่างเล็กของลูกสาวไว้แน่น ไม่ว่าจะผ่านมานานกี่ปี เป่าเป้ยก็ยังเป็นลูกสาวตัวน้อยของเขาอยู่เสมอ
ทางด้านนายหญิงสวี่และเป่าเปาที่เห็นทั้งสองกอดกันไม่ยอมห่างไปไหนนานนับชั่วโมง ก็ได้แต่ยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ ตั้งแต่เป่าเป้ยคบหากับคนตระกูลมู่ก็ผิดใจกับคุณพ่ออยู่หลายเดือน ก่อนจะผิดใจกันใหญ่โตเมื่อเป่าเป้ยบอกว่าจะแต่งงานกับคนตระกูลมู่คนนั้น ถึงขนาดที่เอ่ยปากว่าจะไม่กลับมาเหยียบตระกูลสวี่อีก ครั้งนั้นคุณพ่อเองก็ล้มป่วยไปหลายวัน
มาวันนี้น้องสาวของเขารู้แล้วว่าที่คุณพ่อห้ามมาตลอดเพราะหวังดี รู้ว่าคนตระกูลมู่คนนั้นไม่ใช่คนดีตั้งแต่ต้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว รู้ตัวเร็วยังพอมีเวลาแก้ไขทัน หากสายไปกว่านี้คงไม่พ้นเป็นน้องสาวของเขาที่ต้องเจ็บปวดกว่าครั้งนี้เป็นแน่
เมื่อพูดคุยกันเข้าใจดีแล้ว เป่าเป้ยคิดว่าจะอยู่ทานมื้อเที่ยงพร้อมคุณพ่อคุณแม่และพี่ชายก่อนจึงจะเข้าไปหาเพื่อนสนิททั้งสองคนที่ห้องเสื้อ ส่วนเรื่องของคนตระกูลมู่ เธอได้ขอให้คนของคุณพ่อทำเรื่องบางอย่างให้แล้ว อีกเพียงไม่นานทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย เธอจะทวงทุกอย่างที่เป็นของเธอคืน คนพวกนั้นจะไม่เหลืออะไรสักอย่าง คนที่กล้าหักหลังหลอกลวงเธอจะต้องทุกข์กว่าเธอหลายร้อยเท่า
เมื่อทุกคนเดินออกมาที่โถงครัว หัวหน้าแม่บ้านก็ยังไม่เลิกพยายามอ้อนวอนขอให้หลานสาวตัวเองได้อยู่ต่อ ทั้งยังใช้หน้าที่การงานของตนมาต่อรอง เพราะคิดว่านายท่านและนายหญิงคงเห็นแก่ตนที่ทำงานรับใช้มานานหลายปีมากกว่าคุณหนูเอาแต่ใจอย่างคุณหนูเป่าเป้ยเป็นแน่ ครั้งก่อนที่ถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับมาทำไมกัน
ราวกับมองทะลุความคิดของหัวหน้าแม่บ้านคนนี้ เสียแรงที่อยู่รับใช้กันมานานหลายสิบปี ครั้งนี้เป็นนายท่านสวี่ที่เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบว่า “เธอเป็นใครกันถึงกล้ามาต่อรองกับฉัน ตำแหน่งของเธอและหลานสาว อย่าได้เอามาเทียบกับลูกสาวของฉัน ฉันไล่เธอกับหลานออก”
เมื่อครั้งที่ได้ยินอย่างนั้นหัวหน้าแม่บ้านพลันเอ่ยขอร้องขึ้นมาด้วยความปวดใจ เธอไม่คิดว่านายทานสวี่จะรักคุณหนูมากมายขนาดนี้ ทั้งที่ผ่านมามักด่าว่าทะเลาะกันทุกวันแท้ ๆ
มือขวาของนายท่านสวี่อย่างหนิงคุณได้จับตัวหัวหน้าแม่บ้านและหลานสาวออกไป เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมเงียบปาก หากปล่อยไว้นานกว่านี้คงมีข่าวออกไปว่าคนใช้ตระกูลสวี่หายสาบสูญไปเป็นแน่
ทางด้านสาวรับใช้ คนสวน หรือแม้แต่ลูกน้องในคฤหาสน์ที่รับรู้และเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ในใจพลันตระหนักขึ้นมาได้แล้วว่า ต่อให้นายท่านกับคุณหนูจะผิดใจกันอยู่บ่อยครั้ง หากแต่ความรักที่นายท่านมีให้คุณหนูนั้นไม่ลดน้อยลงเลย พวกตนคงต้องระวังความคิดและคำพูดไว้ให้มากแล้ว
***************************************