โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับนิรโทษกรรมเหตุการเมือง โดย โคทม อารียา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 ก.พ. 2567 เวลา 18.42 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2567 เวลา 09.00 น.

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จึงจะขอกล่าวเฉพาะการนิรโทษกรรมเหตุการเมือง ไม่รวมนิรโทษกรรมอื่น ๆ เช่น นิรโทษกรรมชาวบ้านที่ต้องคดีตามนโยบายทวงผืนป่าประมาณ 48,000 ราย ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนได้ทำการศึกษาและยกร่างกฎหมายเสร็จแล้ว เป็นต้น

ในคอลัมน์ “พลังบวก Gen Z” ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีบทความลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ชื่อว่า “รับการตักเตือน ด้วยการฟังอย่างลึก” โดยมีความตอนหนึ่งว่า แม้จะเป็นการเตือนโดยสุจริตใจ ใช้วาจาเชิงบวกแล้วก็ตาม การเตือนอาจไม่ได้ผล คนรับไม่ยอมรับ พฤติกรรมที่พบบ่อยคือ การแก้ตัว เถียง โกรธ เสียใจ น้อยใจ ฯลฯ เพราะถือว่าการเตือนเป็นการตำหนิ จึงมีปฏิกิริยาอัตโนมัติทางจิตเพื่อป้องกันการบาดเจ็บทางจิตใจ ดังนั้น หลักการสำคัญของการเป็นผู้รับการเตือนที่ดีคือ 1. การฟังอย่างลึก 2. การน้อมรับไปพิจารณา ไม่เถียง ไม่ต้องอธิบาย ตั้งสติดี ๆ แล้วนำประเด็นที่รับฟังมาทั้งหมด มาคิดแบบใจร่ม ๆ สงบ ๆ ไม่เข้าข้างตนเอง 3. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเอง

แม้ว่าในขณะนี้ บรรยากาศนอกสภาจะผันผวนอย่างไรหรือไม่ก็ตาม ขอให้การประชุมของคณะกรรมาธิการเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะกรรมาธิการมีวุฒิภาวะในการเตือนและการฟัง ได้ยินมาว่ากรรมาธิการคนหนึ่งเสนอว่า ขอให้ถอดหัวโขนทางการเมืองออกไปพลางก่อน แล้วมาปรึกษากันด้วยหัวใจที่เป็นมิตร ส่วนประธานกรรมาธิการให้ความเห็นต่อสื่อว่า นิรโทษกรรมเป็นเรื่องของส่วนรวม ไม่ควรสร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ อยากให้ประเทศอยู่กันอย่างปรองดอง

แต่การปรองดองเป็นเรื่องที่ยาก ตราบใดที่ใจยังร้อนรุ่ม ไม่เฉพาะกรรมาธิการเท่านั้น คนส่วนใหญ่ควรมีใจร่ม ๆ สงบ ๆ การปรองดองจึงจะเกิดขึ้นได้

พรรคการเมืองพรรคหนึ่งมีนโยบายการหาเสียงครั้งที่แล้วว่า “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” อันที่จริง ความขัดแย้งทางการเมืองมีมาตลอด ถ้าเป็นความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงหรือแบบอารยะก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ความขัดแย้งนับแต่ปลายปี 2548 นั้น แทรกด้วยความรุนแรงและการมุ่งหวังเอาชนะ จึงได้สร้างความร้าวฉานในจิตใจของคนหลายต่อหลายคน ส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อความรุนแรงพอสงบลงบ้าง ก็มีการศึกษา พูดคุยกันเรื่องความปรองดอง มีการยกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อหวังจะสร้างความปรองดอง แต่ประสบการณ์ในทางลบที่ผ่านมาคือร่างกฎหมายนิรโทษกรรม “ฉบับสุดซอย” ซึ่งได้ “นำไปสู่ความขัดแย้งใหม่” เมื่อปลายปี 2556

มาถึงปัจจุบัน ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการฯกำลังพิจารณาว่า จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างไรดี จึงจะไม่ถูกนำไปเป็นประเด็นความขัดแย้ง หากควรเป็นการขยับเลื่อนสังคมการเมืองไทย เข้าใกล้ความปรองดองไม่มากก็น้อย

พูดง่าย ๆ ก็คือ ผลที่สังคมปรารถนาคือลดความรุนแรง เพิ่มความปรองดอง เหตุปัจจัยที่เรากำลังช่วยกันประกอบให้เกิดขึ้นปัจจัยหนึ่ง คือการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หน้าที่ของคณะกรรมาธิการคือการสร้างปณิธานทางการเมืองร่วมกัน โดยออกแบบกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อให้ได้ผลตามความปรารถนาของสังคม เวทีที่เป็นของคณะกรรมาธิการเวทีนี้ จึงไม่ควรเป็นเวทีที่ต่างฝ่ายต่างมีข้อสรุปล่วงหน้า หากเป็นเวทีการรับฟัง การไตร่ตรอง และการหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสภาพการณ์ปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงสภาพการณ์ทั้งในและต่างประเทศ หากสภาพการณ์ภายในของเราไม่ดี ความไว้วางใจที่เราคาดหวังว่าจะได้รับจากเขาคงลดน้อยลง

ก่อนอื่น ขออนุญาตนำแผนภาพข้างต้น ซึ่งพระไพศาล วิสาโล เคยเอามาสอนพวกผม มาแสดงเพื่อประกอบการไตร่ตรองในเรื่องที่ยากและเป็นภารกิจสำคัญของคณะกรรมาธิการฯ จะเห็นได้ว่าพระไพศาลสอนให้วางใจเป็นกลาง อย่ายึดมั่นใคร่มี และให้ใช้ “สติ-ปัญญา-เมตตา” ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์

ผมทราบมาว่า ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมที่ได้ยื่นเข้าสู่การพิจารณาของสภาจำนวน 3 ร่าง ได้แก่ร่างของพรรคก้าวไกล พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคครูไทย แต่ก็มีอีกร่างหนึ่งที่กำลังล่าลายเซ็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อเสนอต่อสภาในลำดับต่อไป ร่าง พ.ร.บ. เหล่านี้มีความเหมือนกันในสาระสำคัญดังนี้

1.ให้ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด

2.ให้มีคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยการพ้นจากการรับผิด

3.ให้มีการเยียวยาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่ได้กระทำไปด้วยเหตุจูงใจทางการเมือง

ร่าง พ.ร.บ. ทั้งสี่ร่างมีข้อแตกต่างที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้

1.ขอบเขตหรือฐานความผิดตามกฎหมายอาญาที่ผู้กระทำอยู่ในข่ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม

2.ข้อยกเว้นมิให้ฐานความผิดหรือบุคคลใดอยู่ในข่ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม

3.องค์ประกอบของคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัย/กลั่นกรอง หรือพิจารณาการนิรโทษกรรมประชาชน

4.กรอบการเยียวยา

ร่าง พ.ร.บ. ของพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคครูไทยมีชื่อเหมือนกันทั้งสองร่างคือ “ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข” และมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน ข้อแตกต่างอยู่ที่องค์ประกอบของคณะกรรมการ ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติใช้ชื่อว่าคณะกรรมการวินิจฉัยฯ องค์ประกอบเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ที่สูงและระบุไว้ในร่างกฎหมาย ส่วนของพรรคครูไทยใช้ชื่อว่าคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้แต่งตั้ง ต่อไปจะอ้างอิงถึงร่างของทั้งสองพรรคนี้ว่า “ร่างสังคมสันติสุข”

ขอบเขตของการนิรโทษกรรมตามร่างสังคมสันติสุข คือความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการชุมนุม จำนวน 11-12 ฐานความผิด ขณะเดียวกัน ก็ยกเว้นไว้ 3 ฐานความผิดคือ 1) ความผิดฐานทุจริต 2) ความผิดตามมาตรา 112 และ 3) ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง

ร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังล่าลายเซ็น (จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567) มีชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน ต่อไปจะขอใช้ชื่อว่า “ร่างฉบับประชาชน” ตามร่างนี้ ขอบเขตการนิรโทษกรรมคือความผิดที่เกี่ยวกับการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองเป็นหลัก และมีการระบุฐานความผิดที่จะมีการนิรโทษกรรมไว้ชัดเจน 6 ฐานความผิดคือ 1) ความผิดตามประกาศ คสช. 2) ความผิดของพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร 3) ความผิดตามมาตรา 112 4) ความผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 5) ความผิดตามกฎหมายประชามติ และ 6) ความผิดที่เกี่ยวโยงกับฐานความผิด 5 ฐานดังกล่าวข้างต้น สังเกตได้ว่า ประเด็นที่เป็นตรงกันข้ามระหว่างร่างสังคมสันติสุขกับร่างฉบับประชาชนคือ ควรจะนิรโทษกรรมผู้ทำความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่

ร่างฉบับประชาชนมีประเด็นน่าสังเกตสองประเด็นคือ 1) จะไม่นิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นการกระทำการเกินกว่าเหตุ หรือเป็นความผิดตามมาตรา 113 และ 2) องค์ประกอบของคณะกรรมการนิรโทษกรรมประชาชน ที่นอกจากจะมีผู้แทนราษฎรเป็นหลักแล้ว ยังมีตัวแทนผู้ถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการเมืองและตัวแทนองค์กรภาคประชาชนด้วย

ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกลมีชื่อที่ยาวว่า “ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง” ซึ่งจะขอเรียกย่อ ๆ ว่า “ร่างแก้ไขความขัดแย้ง” จุดเด่นของร่างนี้คือการเปิดกว้าง โดยมุ่งนิรโทษกรรมผู้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง และผู้ที่มีการกระทำอันเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้ ตามประกาศกำหนดของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ และตามการชี้ขาดของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ สำหรับข้อยกเว้นมิให้บุคคลบางกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรมก็จะคล้ายกับร่างฉบับประชาชน นั่นคือ ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่กระทำเกินกว่าเหตุในระหว่างที่มีการชุมนุมหรือระหว่างการสลายการชุมนุม ผู้กระทำความผิดต่อชีวิต และผู้กระทำความผิดตามมาตรา 113 คณะกรรมการวินิจฉัยฯมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดขอบเขตของการนิรโทษกรรม โดยอาจรวมการกระทำความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ดี ไม่น่าจะรวมกรณีการทุจริตโดยอ้างว่าเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้น ร่างแก้ไขความขัดแย้งจึงกำหนดให้คณะกรรมการวินิจฉัยฯประกอบด้วยบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในระดับสูง ซึ่งคล้ายกับร่างสังคมสันติ

ผมมีความเห็นว่า ประเด็นที่ขัดแย้งกันมากที่สุดคือการรวมหรือไม่รวมผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 เพื่อการนิรโทษกรรม ร่างสังคมสันติต่างจากอีกสองร่าง คือไม่ให้รวม และอ้างกระแสสังคมส่วนหนึ่งที่มองว่า ผู้กระทำความผิดดังกล่าวเป็นพวก “เซาะกร่อน บ่อนทำลาย” และเหตุการณ์ขบวนเสด็จเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ยิ่งตอกย้ำการมองดังกล่าว จึงเกิดวาทกรรมที่ว่าถ้านิรโทษกรรมบุคคลกลุ่มนี้ ก็จะเกิด “ความขัดแย้งใหม่” ในสังคม ทั้ง ๆ ที่ความขัดแย้งเกี่ยวกับมาตรา 112 ดำรงอยู่แล้วในปัจจุบัน และควรหาทางลดระดับ (de-escalation) โดยการสานเสวนา (dialogue) และรับฟังซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง

ร่างฉบับประชาชนเสนอให้ใส่ไว้เลยในกฎหมายว่าให้รวมการนิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 112 ส่วนร่างแก้ไขความขัดแย้ง เปิดโอกาสที่จะรวมการกระทำความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่รวมก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามการประกาศกำหนดของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ จึงอาจมองได้ว่าเป็นทางสายกลางระหว่างร่างอีกสองร่างดังกล่าว

จริง ๆ แล้ว เราควรฟังความห่วงใย ความกังวล และความปรารถนาของทั้งฝ่ายที่ให้รวมและไม่ให้รวมมาตรา 112 เพื่อการนิรโทษกรรมให้มากขึ้น ผมเดาว่า ฝ่ายที่ให้นิรโทษกรรมผู้ทำความผิดตามมาตรา 112 มองว่าผู้ทำความผิดต้องการเพียงการแสดงออกทางการเมือง แต่ถูกตีความแบบกว้างมากว่า ต้องการ “เซาะกร่อน บ่อนทำลาย” ทั้ง ๆ ที่ความต้องการอาจมีเพียงการ “เซาะกร่อน ผ่อนคลาย” กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไป ความขัดแย้งจึงมาจากความรู้สึกว่าถูกกระทำโดยไม่เป็นธรรม

ขณะที่ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้นิรโทษกรรมผู้ทำความผิดตามมาตรา 112 มองว่า พวกนี้ทำเกินเลยไปมากแล้ว แม้กวดขันแล้วก็เอาไม่อยู่ หากผ่อนคลายก็จะยิ่งเอาใหญ่ เพราะเป็นพวกที่ประสงค์จะ “บ่อนทำลาย” จริง มีแต่การปราบปรามให้หนักข้อยิ่งขึ้นเท่านั้นจึงจะธำรงไว้ซึ่งพระเกียรติได้

ส่วนร่างแก้ไขความขัดแย้งต้องการเลื่อนเวลาการวินิจฉัยเรื่องนี้ออกไป โดยจัดทำร่างที่เป็น “ปลายเปิด” แต่ผมเข้าใจเองว่า ทั้งฝ่ายที่อยากยกโทษและไม่ต้องการยกโทษตามมาตรา 112 ต่างก็ไม่พอใจ ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวจะออกมาเป็นอย่างไร ผมจึงขอทดลองเสนอความคิดนิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไขมาเพื่อโปรดพิจารณาดังนี้

1) มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ …” เราอาจจำแนกความหนักเบาได้ไหม เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ถือเป็นความผิดสถานเบา ส่วนการแสดงความอาฆาตมาดร้ายถือเป็นความผิดสถานหนักที่ไม่เข้าข่ายจะยกโทษ

2) ความผิดที่กระทำโดยตรงต่อพระมหากษัตริย์ หรือพระราชินีองค์ปัจจุบันถือเป็นความผิดสถานหนัก ถ้ามิใช่ก็เป็นสถานเบา

3) ตามปกติ จะมีการลงโทษความผิดที่กระทำต่างกรรมต่างวาระ โดยนำโทษจำคุกมาบวกกัน เช่น การส่งต่อข้อความที่หมิ่นประมาทหลายครั้ง อาจต้องโทษหลายสิบปี ในกรณีเช่นนี้ จะถือเป็นโทษสถานเบาได้หรือไม่

สำหรับความผิดสถานเบา จะยกโทษ (นิรโทษกรรม) ให้ได้หรือไม่ หรือถ้ายังไม่นิ่งนอนใจ จะกำหนดให้พักการดำเนินคดีไว้ก่อน เช่น 2 หรือ 3 ปี หรือในกรณีที่มีคำพิพากษาลงโทษแล้ว ก็ให้ปล่อยตัวชั่วคราว มีกำหนด เช่น 2 หรือ 3 ปีเช่นกัน ถ้าไม่มีการรับฟ้องคดีในข้อหามาตรา 112 ในระหว่างการพักคดี หรือการปล่อยตัวชั่วคราว การนิรโทษกรรมจึงมีผลสมบูรณ์ แต่ถ้ามีการรับฟ้องคดีในระหว่างนั้น ก็ให้ดำเนินคดีที่พักไว้ต่อไป หรือให้ยุติการปล่อยตัวชั่วคราว นับแต่วันที่รับฟ้องคดีใหม่

ทางเลือกหรือเส้นทางที่เป็นไปได้ที่จะนำไปสู่ผลที่ประสงค์ ย่อมมีหลายทาง หวังว่าคณะกรรมาธิการจะพิจารณาเลือกทางที่เหมาะสมที่สุด ที่จะนำไปสู่ความเห็นพ้องต้องกันพอสมควร และช่วยให้เกิดความปรองดองในสังคมได้ จริงอยู่ นิรโทษกรรมเพียงเท่านั้นย่อมไม่เพียงพอ รัฐบาลและรัฐสภาควรดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการกระทำที่เป็นการสมานไมตรีอื่น ๆ อีก

ในทางทฤษฎี การสมานไมตรีหมายถึงการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง ผ่านการเยียวยาอดีต ไปสู่การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมสำหรับอนาคต ดังนี้

การเยียวยาอดีต

• การเยียวยาทางสังคม

• การยอมรับนับรวมทุกคนในประชาคมทางใจเดียวกัน

• การลงโทษ -การนิรโทษกรรม – การขอโทษและการให้อภัย

การทำความเข้าใจปัจจุบัน

• การก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยความเปิดกว้างและความกรุณา

• การสร้างพื้นที่/เวทีการสานเสวนา

การมุ่งสู่อนาคตร่วมกัน

• การมองเห็นภาพอนาคตร่วมกัน

• การมีคุณค่าร่วมกัน และการมีประชาธิปไตยที่ลงหลักปักฐาน

ขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีมายังกรรมาธิการทุกคน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับนิรโทษกรรมเหตุการเมือง โดย โคทม อารียา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...