โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“อนุทิน” เชื่อ GDP ไทยปี 69 โตเกิน 2.1% สั่งสภาพัฒน์รื้อสูตรคิด สะท้อนภาพจริง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ต.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 2.1% หลังตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออก การจ้างงาน และรายได้จากการจัดเก็บภาษีส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น พร้อมมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับไปตรวจสอบข้อมูลและทบทวนวิธีคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อีกครั้ง เพื่อให้ประมาณการเศรษฐกิจสะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านสะท้อนภาพที่แตกต่างจากประมาณการเดิม โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนตลอดทั้งปี 2568 ประมาณ 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวมากกว่า 20% และเคยเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 25% ประกอบกับการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญหลายด้านปรับตัวดีขึ้นพร้อมกัน ทั้งการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และรายได้ภาษี จึงควรมีการพิจารณาว่าประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ที่ระดับ 2.1% ยังสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันหรือไม่

“เพราะฉะนั้น GDP ประเทศไทยของปีนี้ ไม่ใช่ 2.1% อย่างแน่นอน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายอนุทินระบุว่า ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์กลับไปตรวจสอบรายละเอียด ทั้งวิธีคำนวณ สมมติฐาน และข้อมูลที่นำมาใช้ในการประเมินเศรษฐกิจ โดยได้รับรายงานเบื้องต้นว่าภาพรวมเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นจริง และอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะสามารถปรับเพิ่มประมาณการได้มากน้อยเพียงใด

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้สภาพัฒน์หารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการประเมินให้รอบด้าน ก่อนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่เหมาะสมต่อไป

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ตัวเลข GDP ไม่ได้เป็นเพียงดัชนีสะท้อนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต้นทุนทางการเงินของประเทศ โดยหากประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ อาจส่งผลต่อโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนและการระดมทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพได้อย่างถูกต้องจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของนักลงทุน

สำหรับแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความร่วมมือใหม่ และนำเสนอประเทศไทยในฐานะคู่ค้าและพันธมิตรที่มีศักยภาพ ไม่ใช่ประเทศที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติ

ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวทางเดินหน้าความตกลงทางการค้ากับหลายตลาดสำคัญ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ยุโรปกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และภูมิภาคเอเชียกลาง ขณะที่การเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ผ่านมาได้ช่วยคลี่คลายอุปสรรคจากข้อตกลงเดิมบางส่วน และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการปรับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยประเทศไทยไม่ควรแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟฟ้าราคาถูก หรือการเป็นฐานรับจ้างประกอบสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำเสนอจุดแข็งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ตลาด และความสามารถในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

“คุณไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อมาหาแรงงานถูก มาผิดที่ ถ้ามาอย่างนั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับศักยภาพด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากระบบขนส่งที่เชื่อมโยงพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งทางถนน ทางราง ทางอากาศ และทางทะเล รวมถึงการมีทางออกสู่ทะเลทั้งสองด้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสามารถใช้เป็นฐานเชื่อมโยงตลาดอาเซียนที่มีประชากรประมาณ 700 ล้านคน นอกเหนือจากตลาดภายในประเทศที่มีประชากรราว 70 ล้านคน

ขณะเดียวกัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เริ่มสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายคมนาคมที่มีแผนเชื่อมโยงจากจังหวัดหนองคาย ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและจีนตอนใต้ ลงสู่ภาคใต้และประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าในภูมิภาค

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน แต่ประเทศไทยยังไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน โดยรัฐบาลเดินหน้าส่งเสริมการลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมัน และเพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้ากับพลังงานสะอาด เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการผลักดันมาตรการเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อใช้ภายในครัวเรือน และสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบของรัฐ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างรายได้เพิ่มเติม โดยปริมาณไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบยังสามารถนำไปสนับสนุนความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมและกิจการสาธารณะได้

สำหรับผลจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ณ กรุงเทพมหานคร นายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดประชุมดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดการหารือทวิภาคี การจับคู่ธุรกิจ และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวนมาก พร้อมสะท้อนความพร้อมของประเทศไทย ทั้งด้านความปลอดภัย ระบบบริการ และศักยภาพบุคลากรในการจัดงานระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่าความสำเร็จจากการจัดประชุมระดับโลกสามารถต่อยอดสู่การขยายตัวของธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) การลงทุน และการท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การมีข้อมูลเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของประเทศไทย จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...