โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ท่ามกลางตลาดผันผวน! ส่อง 3 เทคนิคการลงทุน รอวันตลาดฟื้นตัว

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ส.ค. 2566 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2566 เวลา 00.44 น. • The Bangkok Insight

ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนและไม่แน่นอน การลงทุนต้องพิถีพิถันและรอบคอบมากขึ้น ส่อง 3 เทคนิคการลงทุนท่ามกลางตลาดผันผวน ยิ่งลงทุนยาว โอกาสขาดทุนก็ยิ่งน้อยลง

ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต้องเผชิญกับสถานการณ์การลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน บางจังหวะตลาดปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางจังหวะก็ปรับลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงเกิดคำถามตามมาว่า จะทำอย่างไรให้สามารถอดทนถือหุ้นต่อไป (ท่ามกลางตลาดผันผวน) เพื่อความสำเร็จในระยะยาว หรือที่ชอบพูดกันว่า "ไม่ขายหมู ง่ายเกินไป"

เทคนิคการลงทุน

นักลงทุนหลายคนเมื่อลงทุนไปแล้ว "สามารถทนขาดทุนได้มากกว่ากำไร" โดยเมื่อบรรยากาศการลงทุนเริ่มดีขึ้น ทำให้ราคาหุ้นที่ตัวเองถือไว้ ขาดทุนลดลงหรือมีกำไรเล็กน้อย ก็ตัดสินใจขาย โดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ยิ่งในภาวะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา มีโอกาสถดถอย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดหุ้นยังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การตัดสินใจต้องพิถีพิถัน รวมถึงการปรับทัศนคติการลงทุน เพื่อให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว อาจเริ่มจากความเข้าใจ ดังนี้

ตลาดหุ้นส่วนใหญ่เป็นขาขึ้น ข้อมูลจาก Capital Group บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนระดับโลก (ดูกราฟด้านล่างประกอบ) พบว่าดัชนี S&P 500 ปี 1950 – พฤษภาคม 2023 (74 ปี) ตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น 54 ปี โดยระยะเวลาเฉลี่ยต่อรอบประมาณ 67 เดือน และทำกำไรให้กับนักลงทุนประมาณ 265% ในแต่ละรอบ ขณะที่ตลาดเป็นขาลง 20 ปี โดยระยะเวลาเฉลี่ยต่อรอบประมาณ 12 เดือน และทำให้นักลงทุนขาดทุนราว 33% ในแต่ละรอบ

เทคนิคการลงทุน

หากเชื่อในสถิติข้อมูลดังกล่าว การอดทนรอคอยเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวจะเป็นทางออกที่ดี เพราะสุดท้ายตลาดหุ้นก็สามารถกลับมาได้เสมอ โดยนักลงทุนต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร รวมถึงกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

หลังตลาดหุ้นปรับตัวลงรุนแรง ตลาดฟื้นตัวได้ดีเสมอ อาจเหมือนคำปลอบใจ แต่นับตั้งแต่เกิดวิกฤติ The Great Depression (ปี 1929) ดัชนีหุ้น S&P 500 สามารถฟื้นตัวกลับมาและทำจุดสูงสุดใหม่ได้ทุกครั้งภายในระยะเวลา 5 ปี และในช่วงของการฟื้นตัวก็สามารถให้ผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 18%

อย่างไรก็ตาม หากมองสถานการณ์นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ตามด้วยอัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ประกอบกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย ดัชนีหุ้น S&P 500 ฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 4,793 จุด ในวันที่ 4 มกราคม ปี 2022 และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ซื้อขายที่ระดับประมาณ 4,500 จุด หมายความว่าเหลือประมาณ 300 จุด ก็จะถึงจุดที่เคยทำจุดสูงสุดไว้ล่าสุด และประเมินว่ารอบนี้จะใช้เวลาไม่ถึง 5 ปี

ในทุกวิกฤติมีโอกาส หลายครั้งที่เกิดวิกฤติหรือความผันผวนจากปัจจัยหลากหลายทั้งเศรษฐกิจ การเมือง หรือกระทั่งการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย มักจะมีบริษัทดาวรุ่งแจ้งเกิดโดยการอาศัยโอกาสในช่วงวิกฤตินั้น เช่น บริษัท McDonald’s แจ้งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1948) บริษัท Walmart เจริญเติบโตอย่างมากหลังเหตุการณ์ดัชนีหุ้นสหรัฐอเมริกาปี 1962 ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จากความกังวลสงครามนิวเคลียร์และการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ รวมถึงบริษัท Starbucks, Airbus, Microsoft และ Apple แจ้งเกิดในยุคที่เงินเฟ้อสูงเป็นประวัติการณ์ (ปี 1976) หรือบริษัท Tesla และ Facebook แจ้งเกิดหลังวิกฤติต้มยำกุ้งและเหตุการณ์ 9/11 (ปี 2004)

เทคนิคการลงทุน

ถึงแม้การลงทุนท่ามกลางวิกฤติมีความเสี่ยงและยากกว่าสภาวะปกติ เพราะสถานการณ์มีความผันผวน แต่มองอีกมุมหนึ่ง หากอดทนและมั่นใจกับธุรกิจที่ลงทุน โดยที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทไม่เปลี่ยน ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เช่น ราคาเฉลี่ยหุ้น McDonald’s ปี 1987 อยู่ที่ 3.16 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาหุ้น ณ วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ปิดที่ 291.07 เหรียญสหรัฐ หรือราคาเฉลี่ยหุ้น Apple ปี 1987 อยู่ที่ 0.27 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาหุ้น ณ วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ปิดที่ 195.60 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวน มี 3 เทคนิคที่สามารถปรับใช้กับการลงทุนได้ ดังนี้

1. อย่าถอดใจ

ความผิดพลาดประการหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ ถือหุ้นในช่วงตลาดปรับตัวลงแล้วก็ตัดสินใจขายออกทั้งหมดก่อนตลาดหุ้นจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง ทำให้มูลค่าของพอร์ตลงทุนไม่ฟื้นตัวกลับขึ้นตามตลาด พูดง่าย ๆ คือ ขายหุ้นบนความกังวลในช่วงตลาดหุ้นปรับลดลง (ไม่รวมกรณีที่มีการกำหนดราคาขายตัดความเสี่ยง หรือ Cut Loss เอาไว้ล่วงหน้า) ดังนั้น คำแนะนำ คือ หากถือหุ้นที่ดีมีอนาคต มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีกระจายการลงทุนที่เหมาะสม ควรถือลงทุนต่อเนื่อง และหากมีเงินลงทุนเพิ่มก็ให้ทยอยลงทุนต่อเนื่อง (DCA) ซึ่งเป็นวิธีการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต่อเนื่องและถือยาว ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีโอกาสชนะและได้รับผลตอบแทนที่ดีเมื่อตลาดกลับมาสดใสอีกครั้ง

เทคนิคการลงทุน

2. อย่าตัดสินการลงทุนจากข่าวร้าย

นอกจากความผิดพลาดจากการถอดใจด้วยการตัดสินใจขายหุ้นและออกจากตลาดในวันที่มีแต่ข่าวร้าย นักลงทุนหลายคนจะรอลงทุนเมื่อมั่นใจว่าตลาดกลับมาสดใสอีกครั้ง ผลลัพธ์อาจทำให้พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เช่น หากลงทุนตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จากนั้นถือจนถึงปัจจุบันก็จะได้ผลตอบแทนรวม (TRI) 49.03% ต่อปี หรือหากลงทุนในช่วงเกิดวิกฤติ COVID-19 เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากนั้นถือจนถึงปัจจุบันก็จะได้ผลตอบแทนรวม (TRI) 26.75% ต่อปี

3. อย่าเน้นผลตอบแทนระยะสั้น

การลงทุนระยะสั้นจะมีการซื้อและขายบ่อย ๆ เพื่อทำกำไรระยะสั้น แต่ก็ต้องตัดสินใจเด็ดขาดและสามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูง และหากราคาไม่เป็นไปตามคาด ก็มีจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่แน่นอน อย่างไรก็ตาม อาจเกิดความผิดพลาดหรือเกิดความกังวลได้ง่ายเมื่ออยู่ท่ามกลางตลาดผันผวน และผลลัพธ์อาจทำให้เกิดความสูญเสียกับพอร์ตลงทุน

คำแนะนำ ควรลงทุนระยะยาวที่เหมือนกับการวิ่งมาราธอน เป็นการค่อย ๆ สร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคง ที่สำคัญยิ่งลงทุนได้ยาวนานมากเท่าไหร่ โอกาสขาดทุนยิ่งน้อยลง ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงขึ้นอีกด้วย

โดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lief Capital Asset Management

ขอบคุณ : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...