โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอกชน” ชี้โครงสร้างส่งออกไทยเสี่ยง แนะพลิกโมเดลเศรษฐกิจใหม่

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 09.40 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (31 มี.ค. 2569) ว่า ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ใน Session 3 หัวข้อ “15% Survival Strategy: Unlocking Liquidity and Restructuring Thai Economy from Inside-Out” กลุ่มผู้แทนภาคเอกชนได้ร่วมสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจไทยและข้อเสนอเชิงนโยบาย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงปี 2567–2568 เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากทั้งปัจจัยภายนอกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมีความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา ประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับสูงขึ้น และแรงกดดันจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ไทยขยับอันดับประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ จากอันดับ 11 ในปี 2567 มาอยู่ที่อันดับ 7 ในปี 2568 ด้วยมูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเร่งส่งออกล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีและนโยบายการค้า

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการค้าเริ่มสะท้อนความผิดปกติ โดยแม้มูลค่าส่งออกและการนำเข้าจากจีนจะขยายตัวสูง แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) กลับไม่ขยายตัว ซึ่งอาจทำให้ไทยถูกจับตาในประเด็นการเป็นทางผ่านของสินค้า (Transshipment)

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น โดยค่าขนส่งบางเส้นทางเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,200–1,300 ดอลลาร์ต่อตู้ เป็นมากกว่า 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ รวมถึงค่าประกันภัยสงครามที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้ภาระหนี้สาธารณะระดับสูงกว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจนำไปสู่การใช้นโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า

ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยขยายตัวเฉลี่ย 12.9% จากการเร่งส่งออก (Front-loading) ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่สอดคล้องกับ MPI ที่ยังทรงตัว สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

ทั้งนี้ การส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า ทั้งในรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี (NTBs) รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต

นายธวัชชัย ชีวานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน

ขณะเดียวกัน โครงสร้างรายได้ของภาครัฐยังสะท้อนข้อจำกัด โดยมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีประมาณ 11–12 ล้านราย แต่มีผู้เสียภาษีจริงเพียงราว 4 ล้านราย

ภาคเอกชนจึงเสนอให้ขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายใต้กรอบคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมผลักดันแนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตร การท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า การค้า และสุขภาพ

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ใช้กลไก “Supply Chain Financing” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจฐานรากไทยท่ามกลางวิกฤตซ้อน ทั้งโควิด-19 สงคราม และราคาพลังงานโลกที่ผันผวน โดยเสนอให้ “นิยามใหม่” ของเศรษฐกิจฐานรากครอบคลุมผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า SMEs ไปจนถึงแรงงานอิสระ ที่มีบทบาทเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

รายงานระบุว่า ปัญหาสำคัญหรือ “จุดตาย” ของระบบเศรษฐกิจฐานราก อยู่ที่ช่องว่างความเข้าใจระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ประกอบการ โดยฝั่งธนาคารยังใช้เกณฑ์ประเมินความเสี่ยงแบบตายตัว ขณะที่ลูกค้าจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวทันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้การเข้าถึงแหล่งทุนยังเป็นข้อจำกัด

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินเสนอแนวทางเปลี่ยน “จุดตาย” เป็น “จุดเปลี่ยน” ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาแรงงาน และปรับโครงสร้างต้นทุน ควบคู่กับการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการเงินและภาคธุรกิจในการหาแนวทางฟื้นตัวร่วมกัน

ในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญภาวะชะลอตัวและแนวโน้ม De-globalization ไทยยังมีศักยภาพจากทรัพยากรภายในประเทศ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การผลิตเพื่อใช้ภายในและสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากได้

ธนาคารออมสินย้ำบทบาทสถาบันการเงินเพื่อสังคม โดยยึดหลัก “การพึ่งพาอาศัยกัน” ระหว่างธนาคารและลูกค้า ผ่านการปล่อยสินเชื่ออย่างเหมาะสม และการสร้างวินัยทางการเงินของผู้กู้ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

ขณะที่ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฎฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยมีมูลค่าคงค้างรวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบ้านมือสองประมาณ 1 ล้านล้านบาท และบ้านใหม่ประมาณ 3 แสนล้านบาท

อัตราการดูดซับอยู่ที่ 1.3–1.4% ทำให้ต้องใช้เวลานานเกือบ 6 ปีในการระบายสต็อก ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลง 11% โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลง 15%

ธอส.จึงดำเนินกลยุทธ์ “3T” เพื่อขยายการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผ่านวงเงินสนับสนุนกว่า 75,000 ล้านบาท พร้อมใช้ Alternative Credit Scoring เพื่อรองรับกลุ่มอาชีพอิสระ

สำหรับปี 2569 ธอส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 240,000–250,000 ล้านบาท และคาดว่าจะก่อให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจในระดับ 1.5–2.5 เท่า โดยยังคงมีบทบาทในการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์และการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...