BGRIM ลุย “มาเลเซีย–Data Center” พร้อมคุมต้นทุนก๊าซ หนุนรายได้โต
บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM วางยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจพลังงานระยะใหม่ โดยให้ความสำคัญกับตลาด มาเลเซีย ธุรกิจ Data Center และ LNG ซึ่งเป็นโอกาสเติบโตสำคัญของภูมิภาค ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และความจำเป็นในการบริหารต้นทุนพลังงานให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจ BGRIM กล่าวว่า มาเลเซียเป็นตลาดที่บริษัทมองเห็นศักยภาพสูง โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และต้องการพลังงานที่มีความมั่นคงเพียงพอรองรับการดำเนินงานระยะยาว
นายนพเดช ระบุว่า ปัจจุบัน BGRIM มีโครงการพลังงานทดแทนในมาเลเซียอยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาโอกาสลงทุนประมาณ 600–800 เมกะวัตต์ โดยบริษัททำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศ ทั้งในด้านการจัดเตรียมสัญญา ใบอนุญาต และการประสานงานกับภาครัฐ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ตามกรอบกติกาของมาเลเซีย
ขณะเดียวกัน ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center ในมาเลเซียอยู่ในระดับสูง โดยประเมินว่ามีดีมานด์รวมประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละประมาณ 750 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นว่ามาเลเซียกำลังเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาค
บริษัทจึงอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติรูปแบบ IPP ขนาดประมาณ 700–1,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งจาก Data Center และภาคอุตสาหกรรม โดยรูปแบบการขายไฟฟ้ามีทั้งการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับลูกค้า หรือ Direct PPA และรูปแบบ IPP ภายใต้สัญญามาตรฐานสากล
นายนพเดช กล่าวว่า อีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทให้ความสำคัญคือ LNG โดย BGRIM ได้จัดตั้งธุรกิจ LNG ในมาเลเซีย เพื่อรองรับการนำเข้าและซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงให้กับธุรกิจไฟฟ้า และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนพลังงานในอนาคต
สำหรับการจัดหา LNG บริษัทจะใช้ทั้งรูปแบบการซื้อขายระยะสั้น และสัญญาจัดหาก๊าซระยะยาว โดยมุ่งกระจายแหล่งจัดหาจากหลายภูมิภาค เช่น เอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน
ในส่วนของประเทศไทย นายนพเดชกล่าวว่า BGRIM ยังมีฐานการจัดหาก๊าซที่หลากหลาย ทั้งก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากเมียนมา และ LNG นำเข้า โดยบริษัทมีสัญญาระยะยาวกับ ปตท. ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง และรักษาระดับผลตอบแทนของธุรกิจให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Data Center ในประเทศไทยยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ โดยบริษัทมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากลูกค้ากลุ่ม Data Center เพิ่มขึ้น โดยมีสัญญาเบื้องต้นภายใต้รูปแบบ Galaxy Formula ประมาณ 200 เมกะวัตต์ และยังมีความต้องการเพิ่มเติมในพื้นที่ EEC รวมประมาณ 1,000 เมกะวัตต์
นายนพเดช ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า Data Center ในประเทศเพิ่มอีกประมาณ 300 เมกะวัตต์ภายใน 3 ปีข้างหน้า จากฐานเดิมที่มีอยู่ประมาณ 96 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ BGRIM ในระยะถัดไป
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสจากนโยบาย Direct PPA สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการ Solar ชุมชน ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการขยายธุรกิจพลังงานสะอาด โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ต้องการใช้ไฟฟ้าหมุนเวียนโดยตรง เช่น กลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
ด้านนางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี BGRIM กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนในพอร์ตให้มากกว่า 50% ควบคู่กับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยแหล่งรายได้ใหม่ของบริษัทจะทยอยเข้ามาชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ทั้งจากโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 ในเกาหลีใต้ และธุรกิจ Data Center ที่บริษัทมีลูกค้าแล้ว ซึ่งจะช่วยเสริมฐานรายได้ และเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตธุรกิจ
สำหรับการบริหารความเสี่ยงต้นทุนก๊าซ บริษัทอยู่ระหว่างปรับสูตรค่าไฟกับลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพื่อให้สามารถส่งผ่านต้นทุนก๊าซ หรือ Gas Pass-through ได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้
ปัจจุบันพอร์ตส่วนใหญ่ของบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงผ่านสูตรค่าไฟแล้วประมาณ 93% เหลือเพียงบางส่วนประมาณ 7% หรือราว 400 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างปรับสูตรเพิ่มเติม เพื่อให้โครงสร้างรายได้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เปลี่ยนแปลง
นางสาวศิริวงศ์ ยังเห็นว่า บริษัทได้เรียนรู้จากช่วงราคาก๊าซผันผวนรุนแรงในอดีต โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน ทำให้มีการเตรียมแผนบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งการทบทวนค่าใช้จ่าย การบริหารการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และการบริหาร Load Dispatch ให้เหมาะสมกับต้นทุนการผลิตในแต่ละช่วงเวลา
โดยราคาแก๊สเฉลี่ยในปัจจุบันจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทย เมียนมา และ LNG นำเข้า อยู่ที่ประมาณ 340 บาทต่อ MMBTU ซึ่งยังต่ำกว่าช่วงที่ราคาเคยปรับขึ้นไปมากกว่า 500 บาทต่อ MMBTU ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้
ในด้านกลยุทธ์การเงิน BGRIM เตรียมจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับโครงการใหม่ที่กำลังเข้าสู่ช่วงพัฒนาและเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD โดยบริษัทจะเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการในออสเตรเลีย ซึ่งอาจมีทั้งรูปแบบการเข้าซื้อกิจการ หรือ M&A และการพัฒนาโครงการใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนรีไฟแนนซ์โครงการเดิม และพิจารณาการทำ Asset Monetization เพื่อนำเงินกลับมาลดภาระหนี้ โดยตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E Ratio ให้ต่ำกว่า 1.5 เท่า จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 1.9 เท่า
นางสาวศิริวงศ์ ยังระบุว่า บริษัทจะเดินหน้าลงทุนอย่างคัดเลือกมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่มีคุณภาพ มีผลตอบแทนเหมาะสม และสามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันจะรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อให้ BGRIM มีความพร้อมต่อการเติบโตในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานใหม่
ภาพรวมกลยุทธ์ของ BGRIM จึงเป็นการขยายฐานธุรกิจจากผู้ผลิตไฟฟ้า ไปสู่ระบบนิเวศพลังงานที่กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งพลังงานทดแทน โรงไฟฟ้าก๊าซ ธุรกิจ LNG ระบบพลังงานสำหรับ Data Center และการบริหารเงินทุน เพื่อรับมือความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค