โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์” เลือกไทย ตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรองรับตลาดสมาร์ทโฟน-EV

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ต.ค. 2566 เวลา 17.35 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2566 เวลา 10.35 น.

"มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์" เลือกไทย โดยตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน ตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรองรับตลาดสมาร์ทโฟน-EV คาดเกิดการจ้างงานกว่า 2,000 ตำแหน่ง และจะเริ่มเปิดดำเนินการ ต.ค.66

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนของบริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลกจากประเทศญี่ปุ่น มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ในกิจการผลิตผลิตภัณฑ์ตัวเก็บประจุแบบเซรามิกหลายชั้น (Multilayer Ceramic Chip Capacitor หรือ MLCC) กำลังการผลิตกว่า 9 หมื่นล้านชิ้นต่อปี ซึ่ง MLCC เป็นชิ้นส่วนสำคัญในเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า ที่ปริมาณการใช้มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคัน จำเป็นต้องใช้ MLCC ประมาณ 3,000 - 8,000 ชิ้น/คัน ส่วนในสมาร์ทโฟน ประมาณ 500 -1,000 ชิ้น/เครื่อง การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและสมาร์ทโฟนจึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ตลาด MLCC เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับโรงงานผลิต MLCC ของมูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ระดับเรือธงของมูราตะที่ครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกกว่าร้อยละ 40 ซึ่งโรงงานแห่งนี้ ถือเป็นโรงงานนอกญี่ปุ่นแห่งที่ 3 และเป็นการขยายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากฐานเดิมที่ประเทศจีน และสิงคโปร์ โดยจะทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 2,000 ตำแหน่ง และจะเริ่มเปิดดำเนินการในเดือนตุลาคม 2566

"นักลงทุนญี่ปุ่น ถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญของไทยตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น และยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตสมัยใหม่เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้ กรณีมูราตะได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2531 และยังได้เลือกไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคเพื่อดูแลบริษัทในเครือในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีของนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทยมาอย่างยาวนาน" นายนฤตม์ กล่าว

ขณะที่สถิติการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 8 เดือน (ม.ค. - ส.ค. 66) ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริมการลงทุน จำนวน 156 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 40,554 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...