โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ธปท.ชี้กลไกสินเชื่อพังฉุดเศรษฐกิจ เผยทุนใหญ่จ่ายดอกเบี้ยต่ำ 3.9%-SME แบกสินเชื่อสูง 7.8%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 59 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 59 นาทีที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่บทความจากการใช้ข้อมูลงบการเงินระดับนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ในช่วงปี 2542–2567 ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาจากสถาบันการเงิน เพื่อติดตามว่าเงินทุนในระบบเศรษฐกิจกำลังไหลไปสู่กิจการประเภทใด และพบสัญญาณการจัดสรรเงินทุนผิดพลาด หรือ “ทุนอยู่ผิดที่” (Capital Misallocation) ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังสะสมและรุนแรงขึ้น

เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอตัวลงต่อเนื่องตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะมีคำอธิบายจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมสูงวัย การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การลงทุนที่ซบเซา และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก แต่ปัจจัยดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายการสูญเสียศักยภาพการเติบโตของไทยทั้งหมด เนื่องจากในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การเติบโตขึ้นอยู่กับทั้งปริมาณทรัพยากร และประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด

ทั้งนี้ งานวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง“จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” พบว่า ปัญหาสำคัญของไทยอาจไม่ใช่การมี “ทุนน้อยเกินไป” แต่เป็นภาวะที่ “ทุนอยู่ผิดที่” ซึ่งนำไปสู่โจทย์สำคัญเชิงนโยบายในการทำให้เงินทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับประเด็นสำคัญจากงานวิจัย พบว่า ประการแรก เศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัวสะท้อนผ่านภาคธุรกิจที่เติบโตช้าลงและมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ลดลง โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของภาคธุรกิจไทยลดลงจาก 8.3% ในปี 2556 เหลือ 6.3% ในปี 2567 ซึ่งไม่ได้เกิดจากกำไรที่ลดลง แต่เกิดจากประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Asset Turnover) ที่ถดถอยจากระดับ 1.24 รอบ เหลือเพียง 0.88 รอบในแทบทุกภาคธุรกิจ สะท้อนว่าสินทรัพย์ 1 หน่วยในปัจจุบันสร้างรายได้น้อยกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน

ประการที่สอง ทุนของเศรษฐกิจไทยกำลัง “อยู่ผิดที่” และธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำกลับเติบโตมากกว่า โดยเม็ดเงินทุนไหลไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มกิจการที่มีประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ลดลง ขณะที่กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกลับเติบโตได้จำกัด หรือมีอัตราหดตัวลงอย่างสวนทาง สะท้อนถึงทรัพยากรที่ไหลไปหล่อเลี้ยงกิจการที่ด้อยประสิทธิภาพ แทนที่จะสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพสูงกว่า

ประการที่สาม กลไกสินเชื่ออาจยังจัดสรรทุนไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพของธุรกิจ โดยระบบการเงินไทยพึ่งพาสินเชื่อธนาคารเป็นหลัก (Bank-based System) ในสัดส่วนมากกว่า 50% ขณะที่กิจการมากกว่า 80% ในระบบไม่ปรากฏข้อมูลการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงได้รับสินเชื่อในสัดส่วนน้อย และยังต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่ากลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ สะท้อนกลไกสินเชื่อที่ยังจัดสรรเงินทุนไม่สอดคล้องกับศักยภาพของธุรกิจอย่างแท้จริง

ประการที่สี่ ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ต้องเผชิญข้อจำกัดสองด้าน ทั้งการเข้าถึงเงินทุนที่ยากกว่า และการถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าระดับความเสี่ยงจริง (Premium) ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (SiCorp) ได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับความเสี่ยงจริง (Discount)

โดยพบว่า SMEs ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก มีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้รับสินเชื่อ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 60% ขณะเดียวกัน SMEs ยังต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 7.8% ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่จ่ายเพียง 3.9% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SMEs ซึ่งมีการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน และพึ่งพาเงินทุนภายนอกเป็นหลัก

ประการที่ห้า สินเชื่อมีความกระจุกตัวสูง โดย 3 ใน 4 อยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs นับแสนรายได้รับส่วนแบ่งเพียง 1 ใน 4 ของสินเชื่อทั้งหมด โดยโครงสร้างสินเชื่อมากกว่า 75% กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 15,000 แห่ง และในจำนวนนี้ราว 1,000 แห่ง จ่ายดอกเบี้ยต่ำเพียง 3–4%

ส่วนสินเชื่ออีก 25% ที่เหลือต้องกระจายไปยัง SMEs มากถึง 110,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อย และต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 6% สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร และส่งผลให้พลังขับเคลื่อนของธุรกิจเกิดใหม่ถูกจำกัดลงอย่างน่ากังวล

ดังนั้น โจทย์ของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การมีทุนน้อยเกินไป แต่เป็นการที่ “ทุนอยู่ผิดที่” โดยแนวนโยบายสำคัญควรมุ่งยกระดับคุณภาพของการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน ทั้งการลดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (Information Frictions) ผ่านการพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมมากขึ้น และส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเลือกในกระบวนการประเมินสินเชื่อ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ต้องปรับกลไกค้ำประกันสินเชื่อให้สะท้อนความเสี่ยง โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันในอัตราเดียว (Flat Rate) แต่กำหนดต้นทุนในการเข้าร่วมโครงการตามระดับความเสี่ยงจริง และให้กิจการที่ได้รับประโยชน์ร่วมรับภาระตามความเสี่ยงที่แท้จริงของตน เพื่อรักษาแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้

รวมถึงส่งเสริมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงจริง (Risk-based Pricing) ด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สะท้อนความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เงินทุนไหลไปสู่กิจการที่มีผลตอบแทนดี

นอกจากนี้ ควรเพิ่มทางเลือกและส่งเสริมการแข่งขัน ด้วยการมีผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน เปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้มากขึ้น และลดการพึ่งพาช่องทางสินเชื่อธนาคารเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ต้องเฝ้าระวังการตั้งราคาต่ำกว่าความเสี่ยง (Underpricing of Risk) ด้วยการติดตามพฤติกรรมการคิดดอกเบี้ยต่ำเกินจริงในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ภาคการเงินเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในการส่งผ่านทรัพยากร การดำเนินนโยบายจึงต้องเดินหน้าควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจยกระดับผลิตภาพของตนเอง รวมถึงการสนับสนุนสภาพคล่องที่ผูกโยงกับเป้าหมายการปรับตัวทางธุรกิจ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ทุนของประเทศกลับมาทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...