โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

7 สมาคมอสังหาจี้แก้กฎหมาย ขยายเช่าที่ดิน 99 ปีดูดลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 มิ.ย. 2567 เวลา 03.45 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2567 เวลา 00.06 น.

7 สมาคมอสังหาฯ ขอแก้กฎหมาย 2 ฉบับ “พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ” ขยายเช่า 30 ปี เป็น 99 ปี บูมลงทุนบิ๊กโปรเจ็กต์ กับ “พ.ร.บ.คอนโด” ขยายโควตาต่างชาติซื้อ 75% โฟกัส “กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา” หวังต่างชาติช็อปคอนโดฯไทยเพิ่ม แบงก์แบ่งรับแบ่งสู้ ย้ำจุดยืนพิจารณาทำเลที่ดินกับเครดิตผู้กู้เป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกระแสข่าวนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ 2 ฉบับ เพื่อกระตุ้นการลงทุน รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหลั่งไหลเข้ามาตามนโยบายโปรโมตการลงทุนของรัฐบาล ล่าสุดพบว่า เป็นการติดตามงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา และเป็นไปตามข้อเรียกร้องของ 7 สมาคมวงการอสังหาริมทรัพย์

7 สมาคมอสังหาฯ ยื่นหนังสือ

นายอิสระ บุญยัง ประธานกรรมการ กานดา พร็อพเพอร์ตี้กรุ๊ป ในฐานะประธานคณะกรรมการ สมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางตัวแทน 7 สมาคมวงการอสังหาฯ ได้ร่วมลงนามและส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

รวมทั้งนำเรียนถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อเสนอขอให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายอสังหาฯ 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ กับ พ.ร.บ.อาคารชุด โดยที่ได้เคยมีปรากฏอยู่ในมติคณะรัฐมนตรี (มติ ครม.) วันที่ 9 เมษายน 2567 สั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

รายละเอียดตัวแทน 7 สมาคมที่ร่วมลงนามในหนังสือ ประกอบด้วย 1.นายอิสระ บุญยัง ตัวแทนสภาหอการค้าฯ 2.นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร 3.นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย 4.นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย 5.นายโอฬาร จันทร์ภู่ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน 6.นายปรีชา ศุภปีติพร นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และ 7.นายประวิทย์ อนุศิริ นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย

แก้ กม.ทรัพย์อิงสิทธิ-เช่า 99 ปี

สำหรับข้อเสนอขอแก้ไขกฎหมายอสังหาฯ 2 ฉบับ มีดังนี้

1.แก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ เพื่อให้ขยายสัญญาการเช่าจาก 30 ปี เป็น 99 ปี ด้วยวิธีการกำหนดให้การเช่าเป็นทรัพยสิทธิหรือ Real Right

แบ่งเป็น 1.1 แก้ไขระยะเวลาการเช่าของผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ซึ่งภาษากฎหมายเรียกว่า “การก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิ” จากที่กำหนดเวลาสัญญาเช่าไม่เกิน 30 ปี ขยายเวลาเป็นไม่เกิน 50 ปี ตามมาตรา 4 วรรค 2

1.2 เมื่อครบกำหนดเช่า 50 ปีแรกแล้ว ผู้เช่ากับผู้ให้เช่า สามารถต่อสัญญาเช่าได้อีก 1 ครั้ง ไม่เกิน 50 ปี เมื่อรวมกันทั้งสัญญาเช่าครั้งที่ 1+2 เท่ากับเช่าไม่เกิน 99 ปี โดยมีเงื่อนไขการจะผูกพันต่อสัญญาเช่าครั้งที่ 2 ต้องทำเป็นหนังสือจดทะเบียนไว้กับเจ้าพนักงานกรมที่ดิน ถ้าไม่ได้ทำไว้แต่แรกก็ให้ถือเป็นโมฆะ

แก้ กม.คอนโด-ต่างชาติซื้อ 75%

2.แก้ไข พ.ร.บ.อาคารชุด สาระสำคัญ การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ของชาวต่างชาติในปัจจุบันกำหนดไม่เกิน 49% หรือที่เรียกว่าโควตา 49% เสนอขยายเพิ่มโควตาเป็น 75% โดยมี 4 เงื่อนไขเป็นองค์ประกอบ

แบ่งเป็น 2.1 จำกัดพื้นที่การซื้อคอนโดฯ ไม่ใช่ทำได้ทั่วประเทศ แต่ให้นำร่อง 3 จังหวัดแรกที่ต่างชาตินิยมซื้อ ได้แก่ “กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา” กรณีต้องการขยายไปจังหวัดอื่น ๆ สามารถทำได้ในภายหลัง

2.2 กำหนดให้คอนโดฯ ที่จะเปิดโควตาต่างชาติซื้อ 75% ให้จำกัดพื้นที่โครงการไม่เกิน 5 ไร่ เพื่อป้องกันข้อครหาว่าต่างชาติจะถือครองที่ดินทางอ้อม

2.3 จำกัดสิทธิการโหวตบริหารจัดการนิติบุคคลของต่างชาติ แม้จะซื้อได้ถึง 75% แต่สิทธิโหวตมีไม่เกิน 49% โดยต่างชาติต้องสละสิทธิโหวตเพื่อป้องกันการครอบงำกฎระเบียบในนิติบุคคลโครงการนั้น ๆ

2.4 เปิดเงื่อนไขให้สามารถออกกฎหมายแต่ละท้องถิ่นเพิ่มเติมโดยอิสระ เช่น คอนโดฯ ที่จะขายต่างชาติ 75% อาจไปอยู่นอกเขตเทศบาล ไม่สร้างบนที่ดินเกษตรกรรม ไม่อยู่ในเขตมั่นคงทางทหาร เป็นต้น

ข้อดีที่ดินเช่าเป็นหลักประกันกู้

นายอิสระกล่าวว่า มีมุมมอง 3 แนวทางจากนโยบายแก้ไขกฎหมายอสังหาฯ คือ 1.ปัจจุบันการเช่าปรับใช้กับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ใช่กฎหมายทรัพยสิทธิ มีข้อกำหนดเป็น “บุคคลสิทธิ” ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป มีข้อจำกัด เช่น เช่า 3 ปีในระหว่างทางผู้ให้เช่าหรือเจ้าของที่ดินเกิดเสียชีวิต สัญญาเช่าจะยุติทันที

2.มีกฎหมายการเช่าที่ดินเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมปี 2542 บังคับใช้อยู่แล้ว แต่ไม่รวมที่อยู่อาศัย ออกมาบังคับใช้หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เปิดให้เช่าได้ไม่เกิน 50 ปี ต่ออายุได้อีก 1 ครั้ง รวมเป็น 99 ปี แต่ไม่เป็นที่นิยมเลือกใช้เพราะกฎหมายนี้มีความซับซ้อน เช่น มีข้อกำหนดบางเรื่องการพิจารณาอนุมัติต้องไปถึงอธิบดี บางเรื่องต้องไปถึงรัฐมนตรี

3.มีเรื่อง พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ ออกมาหลายปีแล้ว แต่กฎหมายลูกเพิ่งออกมาและแล้วเสร็จไม่นาน แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ข้อดีกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ เป็นมรดกตกทอดได้ ในระหว่างของสัญญาเช่า ผู้เช่าสามารถให้คนอื่นเช่าช่วงได้ ขออนุญาตก่อสร้างได้ เหมือนเป็นที่ดินของผู้เช่าเอง ไม่ต้องขออนุญาตต่อเติมจากเจ้าของที่ดิน ทำให้ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อนในทางปฏิบัติ

“ประเด็นขยายเช่าเป็น 99 ปี จะเป็นประโยชน์ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพราะที่ดินเช่า 30 ปี เมื่อนำไปเป็นหลักประกันเงินกู้ แบงก์ไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อมากนัก อาจจะ 50-60% เท่านั้น แต่ถ้าขยายเวลาให้ถึง 99 ปี จะทำให้ที่ดินเช่าสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้เทียบเท่าที่ดินกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้พฤติกรรมการเช่าถูกบังคับจากเจ้าของที่ดินตั้งแต่ต้นทาง กล่าวคือที่ดินกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานรัฐไม่สามารถขายโอนได้ ต้องเช่าเพียงอย่างเดียว กับที่ดินเอกชนในยุคราคาแพง โซนไพรมแอเรียวาละ 2-4 ล้านบาท ทำให้ไม่ขายและหันมาปล่อยเช่าแทน”

อิงโมเดลอดีตแก้ไขปัจจุบัน

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย หรือสมาคมคอนโดฯเปิดเผยเพิ่มเติมว่า สมาคมเป็นผู้เสนอขอขยายโควตาการซื้อคอนโดมิเนียมของลูกค้าต่างชาติ จาก 49% เป็น 75% ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะในอดีตช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 เคยมีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.อาคารชุดมาแล้วในปี 2542 และในอดีตก็เคยเปิดให้ต่างชาติถือครองได้ถึง 100% ด้วยซ้ำไป แต่รอบปี 2567 นี้มีข้อเสนอให้ขยายโควตาซื้อเป็น 75% โดยมีเงื่อนไขพิจารณาอื่น ๆ เพื่อสร้างการยอมรับให้กับสังคมด้วย

ทั้งนี้ จุดที่เหมือนกันคือ การขอขยายโควตาซื้อคอนโดฯ ของต่างชาติ จะเกิดขึ้นในช่วงมีวิกฤตเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้กำลังซื้อคนไทยอ่อนแอลง และกำลังซื้อต่างชาติกลายเป็นกำลังซื้อสำคัญ โดยมีข้อเท็จจริงว่ายอดซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ของลูกค้าต่างชาติในช่วงไตรมาส 1/67 กลับมาสูงสุดในรอบ 6 ปี หรือสูงกว่ายุคก่อนโควิดในปี 2563 (อ่านเพิ่มเติมหน้า 6 “สมาคมคอนโดขอแบงก์ชาติแก้ LTV กู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 คือความจำเป็น ไม่มีเก็งกำไร)

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ มีการลงลึกรายละเอียดบางประการที่แตกต่างจากการขอแก้ไขกฎหมายในปี 2542 เกี่ยวกับขั้นตอนปฏิบัติ จากเดิมโควตาซื้อของต่างชาติมีข้อกำหนดให้จดทะเบียนอาคารชุดอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งมีผลเท่ากับจะต้องลงทุนก่อสร้างแล้วเสร็จก่อน เมื่อนำมาปรับใช้กับสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน จึงเสนอให้ยกเว้นข้อกำหนดนี้ และเปิดให้สามารถขายโควตาต่างชาติ 75% ได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดพรีเซลโครงการ เพื่อต้องการกระตุ้นดีมานด์ในการซื้อซัพพลายโครงการใหม่ ไม่ใช่ซัพพลายที่สร้างเสร็จแล้ว

วิน-วินเกมทั้งไทยและต่างชาติ

คำถามสำคัญคือ ถ้ารัฐบาลปลดล็อกขยายโควตาต่างชาติซื้อคอนโดฯ ได้ถึง 75% จะพลิกฟื้นตลาดให้กลับมาดีขึ้นได้อย่างไร นายประเสริฐกล่าวว่า การขอขยายโควตาซื้อครั้งนี้ ไม่ได้เสนอให้ต่างชาติซื้อได้ทุกจังหวัด โดยโฟกัสแค่ 3 ทำเลฮอตคือ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และแม้แต่ในกรุงเทพฯ ลูกค้าต่างชาติก็ไม่ได้ซื้อทั่วทุกทำเล ซื้อเป็นบางจุดเท่านั้น แต่การขยายโควตาต่างชาติจะทำให้มีช่องว่างที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นสูง เช่น โครงการที่ขายดีแต่โควตาต่างชาติเต็ม 49% หากรัฐบาลปรับเพิ่มเป็น 75% ก็จะทำให้ห้องชุดรอขายสามารถระบายออกได้จากกำลังซื้อของต่างชาติ

โมเดลที่ยืดหยุ่นนี้ จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งคอนโดฯ โครงการเก่าที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และโครงการใหม่บนทำเลที่ยังมีความต้องการซื้อสะสมของต่างชาติ เช่น ทำเลห้วยขวาง สุทธิสาร พระราม 9 และโซนสุขุมวิทที่พบว่ามีหลายตึกเต็มโควตา 49% แล้ว ล่าสุด มีปรากฏการณ์ของคอนโดฯ เปิดพรีเซลใหม่ พัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ บนทำเลห้วยขวาง ทั้ง ๆ ที่เปิดจองบนกระดาษแต่ก็ทำยอดขายลูกค้าต่างชาติเต็มโควตา 49% แล้ว เป็นต้น

“กำลังซื้อเป็นเรื่องสำคัญ ต้องยอมรับว่ากำลังซื้อคนไทยมีจำกัด แถมถูกสกัดทางอ้อมด้วยมาตรการ LTV (บังคับเงินดาวน์แพงในการขอสินเชื่อซื้อหลังที่ 2 เป็นต้นไป) ของแบงก์ชาติ จึงเป็นภาคบังคับที่ตลาดอสังหาฯ ไทยในยุควิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องซ้ำซาก ต้องพึ่งพาอาศัยกำลังซื้อลูกค้าต่างชาติ ซึ่งอานิสงส์ก็จะได้กับอสังหาฯ รายเล็กรายกลาง และประชาชนที่อยู่ในคอนโดฯ ที่ต่างชาติซื้อเต็มโควตา 49% แล้ว ถ้าขยายเป็น 75% จะทำให้คนไทยที่เป็นเจ้าของห้องชุดสามารถระบายห้องชุดขายต่างชาติ ทำให้มีโอกาสในการระบายทรัพย์สินของตัวเองได้ ข้อเสนอนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสในทุก ๆ เซ็กเมนต์” นายประเสริฐกล่าว

แบงก์ชี้ดู “ทำเล-เครดิตผู้กู้”

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่รายหนึ่งเปิดเผยว่า การพิจารณาสินเชื่อโครงการให้กับดีเวลอปเปอร์ที่นำหลักประกันเป็นที่ดินเช่านั้น มีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก โดยธนาคารจะพิจารณาตามความเสี่ยงของแต่ละราย และพิจารณาจากเครดิตของผู้กู้เป็นหลัก หากเป็นผู้กู้รายใหญ่ หรือที่ดินเช่าตั้งอยู่บนทำเลยอดนิยม เช่น ติดทะเล อยู่บนย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจหรือย่าน CBD ถนนสีลม ฯลฯ รวมถึงพิจารณาจากสัญญาเช่าจะต้องมีความอิสระ หรือสามารถเปลี่ยนชื่อได้

“แบงก์ไม่ได้เข้มงวดสินเชื่อแค่ช่วงนี้ เราไม่ปล่อยกู้มานานแล้วสำหรับหลักประกันที่ดินเช่า เพราะเป็นหลักประกันที่มีอายุ โอนสิทธิและฟ้องร้องลำบาก แถมมูลค่าเสื่อมลง ถามว่า จะกลับมาปล่อยกู้ได้หรือไม่ สัญญาสิทธิการเช่าอาจจะต้องยืดหยุ่นและอิสระเปลี่ยนมือได้ รวมทั้งเครดิตผู้กู้ก็เป็นปัจจัยสำคัญมาก ตัวอย่างถ้ากู้ทำโรงแรมที่เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ธนาคารก็ไม่ปล่อยเลยในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้”

ทั้งนี้ สินเชื่อที่ผู้กู้นำที่ดินเช่าเป็นหลักประกัน ในภาพรวมวงการธนาคารไม่เน้นการปล่อยกู้ลูกค้ากลุ่มนี้มานานแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่มาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ความสมบูรณ์ในการใช้หลักประกัน เนื่องจากโครงสร้างสัญญาเช่าไม่เอื้อในการใช้หลักประกันที่ดินเช่า เช่น สัญญาเช่า 30 ปี ผู้กู้ทำสัญญาจ่ายค่าเช่าเดือนละ 1 หมื่นบาท แล้วนำสัญญาเช่ามาขอสินเชื่อกับธนาคาร หากมีปัญหาผู้กู้ไม่ชำระหนี้ ธนาคารไม่สามารถบังคับหลักประกันได้ เพราะมีประเด็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงบังคับชำระหนี้ได้ยาก

2.มูลค่าหลักประกันหรือทรัพย์สินลดลง เช่น สัญญาเช่า 30 ปี กรณีมีปัญหาระหว่างทาง อาทิ โรงแรมหรือคอนโดฯ สร้างมาแล้ว 5 ปี เริ่มมีรายได้เข้ามา แต่เกิดโควิดรายได้หายไป ผู้กู้ขอยืดชำระหนี้ 3-4 ปี รายได้ก็ยังไม่ฟื้น ธนาคารช่วยเหลือผ่อนปรนให้อีก 3 ปีแต่กลายเป็นว่ามีผลกับอายุการเช่า เพราะเวลาเช่าผ่านไปแล้ว 12 ปีโดยไม่มีรายได้ เหลืออายุเช่า 18 ปี ยิ่งถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้นต้องใช้เวลาอีก 10 ปี อายุการเช่าเหลือแค่ 8 ปี มูลค่าหลักประกันนอกจากจะลดลงแล้ว ยังมีปัญหาเพิ่มเติมไม่มีคนกล้าเข้ามาซื้อของต่อจากธนาคาร

กสิกรปล่อยกู้ “เคสบายเคส”

ด้านนายชัยยศ ตันพิสุทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” เพิ่มเติมว่า การปล่อยกู้โครงการที่นำหลักประกันเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ แบงก์ปล่อยกู้ตามกระบวนการปกติ ซึ่งส่วนนี้ไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะธนาคารเป็นคนถือครองโฉนดที่ดิน

ขณะที่หลักประกันสิทธิการเช่า ธนาคารส่วนใหญ่ไม่อยากปล่อยกู้ เนื่องจากหลักประกันมีความเสี่ยงมากกว่าการมีโฉนดชัดเจน เพราะสถาบันการเงินจะเป็นบุคคลที่ 3 ที่อาจได้รับความเสียหาย หากเกิดมีปัญหาระหว่างดีเวลอปเปอร์ที่เป็นผู้เช่า กับเจ้าของที่ดินหรือแลนด์ลอร์ดที่เป็นผู้ให้เช่า

อย่างไรก็ตาม การปล่อยสินเชื่อโครงการให้กับลูกค้านำหลักประกันเป็นที่ดินเช่า มีข้อยกเว้นในกรณีที่สิทธิการเช่ามีความมั่นคง พิจารณาแล้วมีความเสี่ยงน้อย เช่น ที่ดินเช่าบนทำเลสามย่าน-จุฬาลงกรณ์ฯ ที่ดินเช่าของการรถไฟฯ ฯลฯ ส่วนพื้นที่หลีกเลี่ยง เช่น ที่ดินเช่าบริเวณเกาะสมุย เป็นต้น

“กรณีที่มีการขยายสิทธิการเช่าจาก 30 ปี เป็น 99 ปี ปัจจุบันเป็นที่ดินเช่าในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น ทำโรงงาน หากเป็นที่อยู่อาศัยกฎหมายยังจำกัดเพดานเช่า 30 ปี แต่ถึงแม้รัฐบาลจะขยายสิทธิการเช่า แต่เชื่อว่าหลักการพิจารณาสินเชื่อคงไม่ได้แตกต่างกัน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 7 สมาคมอสังหาจี้แก้กฎหมาย ขยายเช่าที่ดิน 99 ปีดูดลงทุน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...