โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมรสเท่าเทียม-ศาสนา-ความรัก ในมุมมอง “ปอแน” LGBT+ มุสลิมชายแดนใต้

TODAY

อัพเดต 14 ก.พ. 2565 เวลา 09.55 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 05.20 น. • workpointTODAY

วันแห่งความรักที่เกิดขึ้นไม่กี่วันหลัง ‘พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม’ ซึ่งเป็นความหวังของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในการที่จะมีสิทธิแต่งงานกันได้เช่นเดียวกับคู่รักตรงเพศ ถูกครม. ‘อุ้ม’ ไปอ่านก่อน 60 วัน

โอกาสนี้ workpointTODAY พูดคุยกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ 3 คน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงประเด็นเรื่องเพศ ความรัก ศาสนา และสมรสเท่าเทียม โดยบางคนขอไม่เปิดเผยตัวตน เพราะกลัวว่าการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนจะไม่ปลอดภัย เมื่อยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เคร่งศาสนา

CONTENT WARNING: เนื้อหาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเหยียดเพศ การกลั่นแกล้ง และการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจ

แค่เป็นตัวเองยังแทบไม่ได้ ความรักก็เลยมักไปไม่รอด?

ที่แห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี workpointTODAY พบเจอกับธาม (นามสมมติ) หลังเลิกงาน เขาใส่ชุดยูนิฟอร์มชายในสายงานบริการ ในช่วงแรกของการสัมภาษณ์ ธามลงท้ายบางประโยคว่า “ครับ” ก่อนที่สักพักเขาจะเปลี่ยนเป็นคำว่า “ค่ะ” แทนในบางครั้ง โดยธามยินดีให้เราใช้คำว่า “เขา” ในการแทนสรรพนามมากกว่าคำว่า “เธอ”

ธามเล่าให้เล่าฟังว่าการหาแฟนเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับ LGBT+ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ต้องใช้วิธีแอดเฟซบุ๊กไป และทักไปคุยกัน ถ้าบางคนไม่เล่นด้วยเขาก็จะปฏิเสธ ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนในพื้นที่ด้วยกัน แต่ต้องเป็นความลับมากๆ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ธามยังไม่กล้าตกลงกับใครเป็นแฟน แม้จะมีคนเข้ามาคุยอยู่บ้าง

ความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อคนรอบข้างได้นี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ให้การคบหาดูใจกันของเพศหลากหลายในสามจังหวัดมัก “ไปไม่รอด” ตามความเห็นของ ขนมปัง ที่เล่าให้ workpointTODAY ฟังผ่านโทรศัพท์ แม้ว่าจะอยู่ที่จังหวัดยะลา แต่แฟนเก่าที่ผ่านมาของเขามีทั้ง จ.ชุมพร จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส

“คนแรกที่ชุมพร ผมเจอกันตอนที่ไปแข่งวอลเล่ของระดับภาคใต้ เราก็คุยกัน พอนานๆ ทีเราก็ไปเจอกันอีกรอบนึง แต่ด้วยความที่เขาอยู่ไกล คือไปหามันก็ไม่สะดวกสำหรับเรา พอเวลาเขาจะมาหาบ้านเรา เราก็รู้สึกไม่โอเคกับสังคมแถวๆ บ้าน” ขนมปัง เล่าถึงสาเหตุการเลิกกับแฟนคนแรก ส่วนคนต่อๆ มาก็มีปัญหาทำนองเดียวกันคือสังคมในพื้นที่ยังไม่เปิดรับ

ไม่ใช่แค่เรื่องการมีแฟนที่ยาก แต่เพียงแค่การใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ก็ยังแทบเป็นไปไม่ได้ ดาด้า LGBT+ ในพื้นที่ จ.ยะลา เปรียบเทียบการใช้ชีวิตในพื้นที่กับตอนที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ ให้ workpointTODAY ฟังผ่านโทรศัพท์

“หลายๆ ครั้งที่ได้ไปกรุงเทพฯ ก็คือไม่อยากกลับบ้าน อยากอยู่ต่อเรื่อยๆ เพราะว่ามันดูแบบเราสามารถเป็นตัวของเราได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องกังวล…ตอนนี้ยังต้องสำรวม ตอนนี้ประมาณ 90% ยังไม่เต็มร้อย ยังไม่สามารถทำอะไรที่มันนอกเหนือจากที่สังคมที่นี่ยอมรับค่ะ” เธอเล่าไปถึงอดีตที่เธอเคยไว้ผมยาว แต่ต้องตัดให้สั้นลง รวมถึงต้องเลิกแต่งหน้าหลังครอบครัวไม่โอเค

กิจกรรมของกลุ่ม 'Look South' เป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

บทลงโทษ (?) ของการเป็น ‘ปอแน’

‘ปอแน’ ในภาษายาวีหรือภาษามลายูปาตานี หมายถึง ‘กะเทย’ คำนี้กลายเป็นคำที่ ธาม ขนมปัง และ ดาด้า ถูกเพื่อนและครูล้อมาตั้งแต่ประถมจนเรียนจบจนกลายเป็นความชินชาไปแล้ว นอกจากการถูกล้อด้วยวาจา ทั้งสามเล่าว่าเคยถูกกลั่นแกล้งทางร่างกาย บ้างถูกผลักลงพุ่มไม้ บ้างถูกเตะ และโดนครูสอนศาสนาลงโทษ

“ใครเป็นกะเทยลุกออกมา” เสียงไมค์ประกาศดังหน้าเสาธงตอนเช้า กดดันให้นักเรียนระดับชั้น ม.2 นิ่งเงียบ ยิ่งสำหรับผู้ที่รู้ตัวเองว่าเป็นเพศหลากหลาย บรรยากาศกดดันแบบนี้วนเวียนมาให้เห็นหลายครั้งตลอดการศึกษาของดาด้า เธอระบุถึงความถี่ว่า 2-3 ครั้งต่อเทอม

เสียงคำถามดังกล่าวจาก ‘อุสตาซ’ หรือครูสอนศาสนาชายดังซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ครั้งหนึ่งเธอตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกไปหน้าเสาธง เธอเล่าว่าหากไม่ยอมลุกออกไปก็จะโดนชี้ให้ออกไปอยู่ดีเพราะเธอไม่สามารถปิดบังอัตลักษณ์ตัวเองเอาไว้ได้

“หนูก็คือเดินออกไปเอง คือเรายอมรับว่าเราเป็นแบบนี้ ก็เลยเดินออกไปเองแล้วก็ยอมรับชะตาที่เราต้องโดน เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะโต้แย้งกับเขาได้…คือเราไม่ได้เต็มใจอยู่แล้ว ในใจคือเราเศร้ามาก แต่มันทำอะไรไม่ได้ คือเราต้องยอมจำนนตรงนั้น” เธอเล่าความทรงจำอันเลวร้ายในช่วงวัย 14 ที่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้เธอกลายเป็นคนที่เงียบๆ และเก็บตัวไประยะหนึ่ง

บทลงโทษของ ‘การเป็นกะเทย’ ในครั้งนั้น เธอถูกครูใช้กรรไกรตัดผมหน้าม้าออก เช่นเดียวกับนักเรียนซึ่งมีความหลากหลายทางเพศอีกหลายคนที่โดนตัดโคนผมออก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ไว้ผมยาวเพราะว่าดูตุ้งติ้งเกินไป ดาด้าเล่าให้ฟังว่ารุ่นพี่บางคนยังถูกลงโทษให้แบกก้อนหิน และให้ตะโกนว่า “จะไม่เป็นกะเทยแล้วๆๆ” วนไปเรื่อยๆ ทั้งน้ำตา

ในวันหนึ่งขณะที่ขนมปังนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้กับเพื่อนผู้หญิง -ซึ่งเขาเคยถูกเตือนและถูกเรียกเข้าห้องปกครองมาแล้วหลายรอบจากการที่อยู่กับเพื่อนผู้หญิงแทนที่จะเป็นผู้ชาย- ครูสอนศาสนาเดินเข้ามาถามขนมปังว่าทำไมต้องใช้กระเป๋าเป้สีชมพู

“มันเกิดคำถามกับใจเราว่า แล้วทำไม สีมันเกี่ยวอะไรด้วย มันคือความชอบของเรา แต่ตอนนั้นก็คือยังเป็นเด็ก ยังไม่สามารถโต้เถียงอะไรมาก” ขนมปังกล่าว ครั้งนั้นเขาเลือกที่จะเงียบและแยกย้ายกับครูไป แต่เขาเล่าว่าเขาเคยถูกลงโทษให้ล้างจานหนึ่งสัปดาห์เพียงเพราะใส่กางเกงขาสั้น

กิจกรรมของกลุ่ม 'Look South' ผู้ให้สัมภาษณ์เล่าว่าในผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ชายแดนใต้มักเคยโดยกลั่นแกล้งทั้งวาจาและร่างกายด้วยเหตุแห่งเพศ

‘คนบาป’ หรือแค่ ‘มนุษย์คนนึง’

ธาม ขนมปัง และ ดาด้า นับถือศาสนาอิสลาม และทั้งสามยังคงปฏิบัติตามหลักศาสนามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขาและเธอไม่ตรงตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม

“ส่วนตัวพี่ พี่คิดเสมอว่าเราเป็นปอแน แต่บอกพระเจ้าเสมอว่าฉันเป็นปอแน แต่ฉันอยู่ในกรอบของศาสนา ฉันจะไม่อยู่นอกกรอบของบทบัญญัติที่ได้วางไว้ของศาสนา แต่จะพยายามทำให้มากที่สุด ถึงแม้ฉันจะเป็นปอแนแต่ฉันก็จะเป็นผู้ชายเรียบร้อยก็แล้วกัน” ธามกล่าว

คำพูดที่ดาด้าได้ยินผ่านหูมาตั้งแต่เด็กคือการเป็นปอแน “เป็นคนบาปทางศาสนา เป็นคนที่ไม่น่าคบด้วย น่ารังเกียจ โตขึ้นทำอะไรก็ไม่เจริญรุ่งเรืองถ้าเราไม่เชื่อฟังตามหลักศาสนา”

“เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคนบาปคนนึง เรารู้สึกว่าเราคือมนุษย์คนนึงที่นับถือศาสนาอิสลามแค่นั้นค่ะ เราก็ปฏิบัติตามคำสอนทุกอย่างที่พระองค์ได้สอนไว้ บางอย่างที่เราไม่สามารถทำได้เราก็ละไว้” เธอสะท้อนมุมมอง

“ถ้าเกิดว่าเอาศาสนามาอ้างคือเราแพ้เลยแหละ” ขนมปังสรุปความ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “เรารู้สึกว่าศาสนาก็คือศาสนา ศาสนาคือความเชื่อของบุคคลบุคคลหนึ่ง แล้วความหลากหลายทางเพศคือการเป็นตัวตนของเรา คือมันไม่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ผิดบาปเป็นเรื่องของคนๆ นึงต้องใช้มัน พอเวลาเขาเอาศาสนามาอ้าง เรารู้สึกว่ามันไม่โอเคกับเรา ไม่ยุติธรรมกับเรา” 

กิจกรรมของกลุ่ม 'Look South'

‘Look South’ ครอบครัว ‘ลูกสาว’ ชาวใต้

เรื่องราวที่ทั้งสามเล่ามาเป็นเพียงบางส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะเมื่อ ดาด้าและขนมปัง เข้าไปเป็นอาสาในกลุ่มที่มีชื่อว่า ‘Look South Peace’ ทั้งคู่ได้รับฟังเรื่องราวของเพื่อนในชุมชน LGBT+ อีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน

กลุ่ม ‘Look South’ สามารถอ่านออกเสียงเป็นภาษาไทยได้ว่า “ลูกสาว” ซึ่งเป็นคำนิยมเรียกกันเองในชุมชน LGBT+ กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มย่อยของสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กลุ่มลูกเหรียง’ โดย ‘Look South’ เน้นเป็นชุมชนรับฟังปัญหาของผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่สามจังหวัด

ดาด้าเล่าว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ เมื่อมีปัญหาหรือข้อกังวลจะลำบากใจที่จะปรึกษากับพ่อแม่ โดยหากเป็นในโรงเรียนก็อาจจะมีการเกาะกลุ่มกันเป็น “ครอบครัว LGBT+ เล็กๆ” ส่วนครูก็ยากที่จะปรึกษาได้ การมีกลุ่มให้เข้าร่วมก็จะเป็นผลดีในการเปิดให้มีที่พึ่งและเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับเพศหลากหลาย 

เหตุผลในการเข้าร่วมกลุ่ม 'Look South' ของดาด้าและขนมปังก็แสนเรียบง่าย คือต้องการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ และต้องการให้ทุกคนมองว่า LGBT+ ก็เป็นมนุษย์เช่นกัน แม้ว่าการทำงานในพื้นที่จะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ดาด้าให้ความเห็นว่าเริ่มที่จะมีกลุ่มที่ยอมรับมากขึ้น เมื่อมีการจัดกิจกรรมในที่สาธารณะ

“เราแค่อยากให้เขามองว่าเราคือมนุษย์คนนึงที่เป็นกลุ่ม LGBT+ ไม่ได้แตกต่างจากพวกเขา เป็นมนุษย์คนนึงที่สามารถใกล้ชิดได้ พูดคุยได้” ดาด้าเล่าถึงเป้าหมายของการออกมาขับเคลื่อน

ความหวัง ‘สมรสเท่าเทียม’ ในมุมมองของ LGBT+ มุสลิม

“ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชาติไม่สามารถที่จะรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ได้ เนื่องจากเรามาดูในหลักการของกฎหมายที่เขียนไว้ในข้อที่หนึ่งให้ชายและหญิง หรือบุคคลสองคนซึ่งเป็นเพศเดียวกันสามารถหมั้นและสมรสกันได้ตามประมวลกฎหมาย นี่ข้อที่หนึ่งนะครับ ก็ขัดต่อหลักการ ศรัทธา และหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลาม…กฎหมายใดก็ตามที่ตราขึ้นมาแล้วขัดและแย้งกับพระมหาคัมภีร์อัลกุร-อานซึ่งได้มีการถือปฏิบัติมา 1,400 กว่าปีและไม่มีการแก้ไขนั้น เราไม่สามารถที่จะรับได้ในหลักการ”

ส่วนหนึ่งของคำอภิปรายเรื่อง ‘พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม’ จาก ซูการ์โน มะทา ส.ส. จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ที่ออกโรงไม่เห็นด้วยให้มีกฎหมายที่เพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ โดยให้เหตุผลว่าขัดแย้งกับหลักศาสนา พร้อมเสนอให้มีบทเฉพาะกาลเพื่อยกเว้นไม่บังคับใช้ต่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์บนโซเชียลมีเดียที่มองว่าหลักศาสนาควรแยกออกจากหลักกฎหมาย ผู้มีความหลากหลายทางเพศซึ่งนับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก

“ถ้าไม่ได้มองในมิติของศาสนาก็เห็นด้วย ควรให้มี เพราะว่าอย่างน้อยเขาก็จะได้มีที่ยืนในสังคม คนๆ นึงไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรถ้าเขารักกันเราก็ควรให้สิทธิ์เขาได้แต่งงานได้สมรสกัน แต่ถ้ามองในมิติของศาสนาอิสลาม พี่ก็ยังไม่เห็นด้วย เพราะมันยังขัดต่อบทบัญญัติ” ธามพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

ดาด้า ซึ่งเป็นผู้ที่ออกตัวว่าร่วมสนับสนุน พ.ร.บ.ฉบับนี้มาตลอด บอกว่าอยากให้ พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นได้จริงๆ ในฐานะ LGBT+ เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ แต่เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับบทเฉพาะกาลที่ยกเว้นผู้นับถือศาสนาอิสลามที่ ส.ส.พรรคประชาชาติเสนอ ดาด้ามองว่าอาจ “ได้อยู่” สำหรับมุมมองตามหลักศาสนา

“เราก็ต้องการเสรีภาพของเราในอีกทางหนึ่ง แต่พอมุมกลับกันมันก็ยังขัดแย้งกับศาสนาของเรา…คือหนูยังเคารพในตัวพระองค์ท่าน หนูก็บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะพี่” เธอตอบตะกุกตะกัก

“(การละเว้นในบทเฉพาะการ) ถ้าในมุมมองของศาสนามันดี แต่อยากจะให้มีสิทธินี้ เพราะว่าในประเทศไทยอิสลามมันน้อยมาก…พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมนี้ กลุ่มเป้าหมายเขาก็คือกลุ่ม LGBT+ ไทยพุทธก็มีกลุ่ม LGBT+ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมาห้ามด้วยในการที่จะมี พ.ร.บ.นี้ ในประเทศไทยก็มีไทยพุทธเยอะมาก เขาไม่ได้คำนึงถึงตรงนี้ เขาคำนึงถึงแค่หลักศาสนา แต่อยากให้เขามองด้วยมุมกว้าง มองด้วยวิสัยทัศน์มากกว่าในการที่จะตัดสินใจ” ขนมปัง กล่าว

ขนมปังเสริมว่าเขาสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างยิ่งให้ ‘พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม’ ผ่าน เนื่องจากมองว่าเป็นสิทธิและความรักไม่จำกัดเพศอยู่แล้ว และมองว่าจะช่วยทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น อย่างไรก็ตามเขาแสดงความกังวลว่าอาจจะมีกระแสต่อต้านจากผู้นับถือศาสนามากขึ้นเช่นกัน

ความคืบหน้าล่าสุดของร่าง ‘พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม’ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ใจความสำคัญหลักคือการเปลี่ยนเป็นใช้คำว่า ‘บุคคล’ แทนคำว่า ‘ชาย-หญิง’ ตอนนี้ถูกส่งไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนส่งกลับมาให้สภาฯ ลงมติรับหลักการในวาระแรก ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสมัยประชุมหน้า (ปลายเดือน พ.ค. 2565)

คงไม่ง่ายเลยที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีชุดความเชื่ออีกแบบหนึ่ง แต่จะทำอย่างไรให้มนุษย์ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้ ในมุมมองของผู้ให้สัมภาษณ์กับ workpointTODAY ทั้งสามมองว่า คำตอบคือการเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงเห็นความสำคัญในความเป็นมนุษย์

“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ทุกคนเข้าใจ แล้วก็ยอมรับในกลุ่มของ LGBTQ+ ว่าเขาคือคนๆ หนึ่งที่เขามีความหลากหลาย มีความแตกต่าง แต่มีความเหมือนกันก็คือสิทธิความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเขาคนนึงก็มีจิตใจ มีร่างกายที่เหมือนๆ กัน มีความรู้สึกเหมือนกัน แต่อีกคนมาต่อต้านการเป็นตัวเองของเขามันไม่ถูกต้อง” ขนมปังทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...