ร็อคกี้เฟลเลอร์ ลดโลกร้อนสู่สุขภาพหนึ่งเดียว
ช่วงหลายปีมานี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่แปรปรวน (climate change) เป็นสิ่งที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่อดูรายงาน Lancet Countdown ปี 2565 พบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร โรคติดเชื้อ และการเจ็บป่วยจากความร้อน ทั้งยังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้นถึง 2 ใน 3 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงอุทกภัยที่คาดไม่ถึง ทำให้โลกเป็นเสมือนเตาไฟที่กำลังหลอมละลาย และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของโรคติดเชื้อ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย และไวรัสซิกา ที่กำลังแพร่ระบาดในพื้นที่ที่ยังไม่เคยมีการแพร่ระบาดมาก่อน
“ดร.นาวีน ราว” รองประธานอาวุโสฝ่ายสาธารณสุข มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (The Rockefeller Foundation) กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทุกด้านของชีวิต ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และครึ่งหนึ่งของโลกยังขาดการเข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแต่จะทำให้การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อต่าง ๆ รุนแรงขึ้น ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดในอนาคต และเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากความร้อนและมลพิษทางอากาศที่มากเกินไป
ดังนั้น The Rockefeller Foundation จึงพยายามปิดช่องว่างทางสุขภาพทั่วโลก ผ่านโครงการต่าง ๆ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยสร้างโลกที่ระบบสุขภาพชุมชนทุกแห่ง พร้อมขับเคลื่อนด้วยข้อมูลภาคพื้นดินตามเวลาจริง (real-time on-ground data collection) ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลแบบเปิด เพื่อบรรลุหลักสุขภาพหนึ่งเดียว (health for all)
“การรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ความเสี่ยง และภัยคุกคามจากวิกฤตการณ์ทางการแพทย์ที่กำลังเกิดขึ้น ต้องอาศัยแนวคิดเชิงปฏิบัติการและเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนต่าง ๆ โดยหลักสุขภาพหนึ่งเดียว เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความท้าทายการทำงานหลายภาคส่วนจากการเกิดของโรคอุบัติใหม่ และได้พิสูจน์ให้เห็นถึงแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน”
การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลกระทบโดยตรงคือความร้อนจัด จนนำไปสู่โรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ มลพิษทางอากาศ โรคหัวใจและหลอดเลือด และส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ส่วนผลกระทบโดยอ้อมคือทำให้ประเทศในเขตพื้นที่เย็น อุ่นขึ้น จนยุงสามารถขยายพันธุ์มากขึ้น กระทั่งระยะหลัง ๆ มานี้จึงพบการติดเชื้อไข้เลือดออกในยุโรป เช่น ประเทศฝรั่งเศส
จากที่ก่อนปี 2553 ไม่มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกในประเทศ แต่ในปี 2565 ณ กลางเดือนตุลาคม มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออก 65 ราย เพราะอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น และน้ำท่วมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนกระตุ้นให้ยุงแพร่กระจายไปไกลจากแหล่งเพาะพันธุ์ นำพาไข้เลือดออก มาลาเรีย และไวรัสซิกาไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยถูกคุกคามจากโรคเหล่านี้มาก่อน
ดังนั้น หากไม่ดำเนินการใด ๆ ไวรัสซิกาจะคุกคามผู้คนอีก 1.3 พันล้านคนภายในปี 2593 และโรคไข้เลือดออกจะส่งผลกระทบต่อประชากรโลกถึง 60% ภายในปี 2623 ทั้งนี้ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อัตราการเกิดโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น 30 เท่าโดยประมาณ คิดเป็นอัตราการติดเชื้อปีละ 390 ล้านรายทั่วโลก โดย 96 ล้านรายเป็นผู้ป่วยที่มีอาการ อีกประมาณ 3.9 พันล้านคนใน 129 ประเทศมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นี่ไม่ใช่ปัญหาของอนาคต แต่เป็นภัยคุกคามที่กำลังขยายตัว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว
“ดร.นาวีน” กล่าวถึงผลกระทบทางอ้อมอีกประการหนึ่งคือ การขาดสารอาหารและคุณภาพอาหาร เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้เกิดน้ำท่วมและภัยแล้ง ทำให้ไม่มีแหล่งอาหาร ร่างกายอ่อนแอ และร่างกายไม่มีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค
ดังนั้น ต้องส่งเสริมให้มี real-time on-ground data collection ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลแบบเปิด และสาธารณะแบบดิจิทัล เพื่อยกระดับไปสู่การสาธารณสุขแม่นยำ เราต้องรวบรวมข้อมูลด้านสาธารณสุข เช่น โรคระบาดในปัจจุบัน โรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นเมื่อใด ขั้นตอนต่อไปคืออะไร และขั้นตอนต่อไปที่รัฐบาลสามารถทำได้
เหตุผลที่การสาธารณสุขยังไม่สามารถสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลแบบเปิด และสาธารณะแบบดิจิทัลอย่างทั่วถึง เพราะข้อมูลด้านสาธารณสุขเรื่องส่วนบุคคล บางคนไม่ต้องการให้ข้อมูลด้านสุขภาพของตนเป็นที่รับรู้ เช่น ผู้ที่มีเชื้อ HIV นอกจากนั้นหลายประเทศยังไม่มีการวิจัยข้อมูลที่รัดกุมเพียงพอ และข้อมูลไม่ได้มาตรฐาน
สำหรับประเทศที่มีความก้าวหน้าในแง่ของการรวบรวมข้อมูลภาคพื้นดินตามเวลาจริงคือสิงคโปร์ ส่วนไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในการรวบรวมข้อมูลภายในประเทศ แต่เมื่อพูดถึงการรวบรวม แบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศยังไม่มีดีพอ
“บทบาทของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ในไทยคือ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อยกระดับและเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ โดยให้การสนับสนุนทุนมากกว่า 3 ร้อยล้านบาท (8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่าน 36 โครงการในด้านสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และโภชนาการ ตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา
ทั้งยังสนับสนุนเงินทุนกว่า 3 ล้านบาท (1 แสนห้าพันดอลลาร์สหรัฐ) ในการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ผู้กําหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อพัฒนาความมั่นคงด้านสาธารณสุขและอาหารในไทย ตลอดจนประเทศกําลังพัฒนาอื่น ๆ โดยความร่วมมือครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) อีกทางหนึ่งด้วย”
ที่สำคัญ ยังดําเนินโครงการร่วมกันอีก 2 โครงการคือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการใช้องค์ความรู้ด้านจีโนมหรือพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และการสร้างขีดความสามารถในการตรวจวัดคุณภาพทางโภชนาการ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการสนับสนุนโดยรวมจากมูลนิธิด้วยเงินจํานวนกว่า 78 ล้านบาท (2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
โดยล่าสุด ปี 2566 มีจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “Household Food Security for Nutrition Wellbeing” ให้แก่บุคลากรด้านสาธารณสุขของประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ความรู้และมุมมองแบบองค์รวมในด้านเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน
หากไม่สามารถลดการแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศได้ จึงมีโอกาสสูงอย่างยิ่งที่มนุษย์จะเผชิญกับความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มขึ้น ดังนั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นหนึ่งตัวช่วย ที่จะเปิดโอกาสให้ขับเคลื่อนวงการสาธารณสุขในศตวรรษที่ 21