โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Buy Now Pay Later กับดักนักจ่ายเกินตัว.!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

การจับจ่ายใช้สอยบนโลกยุคดิจิทัล ถูกทำให้ง่ายขึ้นแทบไร้รอยต่อ หนึ่งในนวัตกรรมทางการเงินที่ทรงอิทธิพลสุด ขณะนี้คือ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า บริการนี้กำลังจะเปลี่ยนจากความสะดวกสบาย กลายเป็น “ภาระหนี้ในอนาคต” หากเราไม่รู้เท่าทัน..!!??

ความน่ากลัวของBNPLไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้ามีราคาสูงแต่มันแทรกซึมอยู่ใน “ของใช้ในชีวิตประจำวัน” ตั้งแต่ส้มตำ เครื่องสำอาง จนถึงมาสคาร่า การที่ผู้บริโภคสามารถผ่อนชำระยอดเงินหลักร้อยบาทได้ ทำให้เกิดมายาคติว่า “จ่ายไหว” หรือ “ไม่หนัก” แต่เมื่อความถี่การกดซื้อเพิ่มขึ้น หนี้ก้อนเล็กเหล่านี้จะก่อตัวกันเป็นพายุทางการเงิน ที่ซัดเข้าหาตัวตนในอนาคตอย่างไม่ทันตั้งตัว ยอดผ่อนต่อเดือนที่คิดว่าแค่หลักร้อย อาจกลายเป็นหลักพัน หรือเกือบหมื่นบาท ที่กระทบต่อสภาพคล่องขั้นรุนแรง

ข้อมูลจากธปท.เผยสถิติที่น่าตกใจว่า 50% ของคนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เริ่มมีหนี้สะสมแล้วและที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 1 ใน 5 ของกลุ่มนี้กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงโครงสร้างหนี้ของคนไทย ที่แตกต่างจากต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ขณะที่หนี้ของคนในประเทศพัฒนาแล้ว มักเป็นหนี้เพื่อการลงทุนหรือที่อยู่อาศัย แต่หนี้ส่วนใหญ่ของคนไทยกลับเป็น “หนี้อุปโภคบริโภค” ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กลายเป็นตัวฉุดรั้งความมั่งคั่งระยะยาว

ผลกระทบของการเป็นหนี้ ตั้งแต่อายุน้อยส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงวัยเกษียณ ปัจจุบันพบว่า คนไทยกลุ่มอายุ 60–69 ปี ยังมีหนี้เฉลี่ยสูง 450,000 บาทต่อคน และมีแนวโน้มที่จะแบกหนี้จนถึงอายุ 80 ปี

นี่คือสัญญาณของภาวะ “แก่ก่อนรวย” ที่คนทำงานในปัจจุบันต้องตระหนัก เมื่อรายได้ในวัยเกษียณลดลง แต่ภาระหนี้ยังคงอยู่ คุณภาพชีวิตช่วงบั้นปลายย่อมสั่นคลอน

ธปท.เสนอทางแก้ที่ทำได้จริงด้วยการเปลี่ยนสมการการเงินจากเดิมมักนำรายได้ไปใช้จ่าย ก่อนเหลือเท่าไหร่ค่อยออม (รายได้-รายจ่าย=เงินออม) ให้เปลี่ยนเป็น “รายได้-เงินออม=รายจ่าย”โดยเป้าหมายที่ควรทำให้ได้คือการออมอย่างน้อย 1 ใน 3 ของรายได้ เพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉินและเงินทุนหลังเกษียณ การออมก่อนใช้คือเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดบนโลกแห่งความไม่แน่นอน

หากเริ่มรู้สึกว่าผ่อนไม่ไหว “อย่าหนีหน้าเจ้าหนี้” การเผชิญหน้าและปรับโครงสร้างหนี้ คือ วิธีที่ฉลาดสุด ปัจจุบันมีโครงการช่วยเหลือมากมายเช่น “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับหนี้เสียรายย่อยหรือ “คลินิกแก้หนี้”สำหรับหนี้บัตรเครดิต รวมถึงการปรึกษา “หมอหนี้” เพื่อหาทางออกรายบุคคล การรักษาประวัติทางการเงิน (Credit Bureau) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเสียประวัติไปแล้ว การจะกลับเข้าสู่ระบบการเงินเพื่อกู้ซื้อบ้านหรือทำธุรกิจในอนาคตจะทำได้ยากอย่างยิ่ง..

การใช้บริการ BNPLจึงควรใช้เฉพาะกรณีจำเป็นและมั่นใจว่ามีกระแสเงินสดรองรับไม่ควรปล่อยให้ลิปสติกหนึ่งแท่งหรืออาหารหนึ่งมื้อ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้สินในอนาคตและเตือนความจำไว้ว่า “วงเงินสูง ไม่ได้แปลว่าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น” แต่มันคือ “โอกาสการก่อหนี้มากขึ้น” แบบไม่รู้ตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...