โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TDRI เตือนแรงเปลี่ยนเกณฑ์ “บัตรคนจน” ชี้ผิดจุด คนรวยมีลุ้นรับสิทธิ คนจนจริงเสี่ยงตกขบวน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 05 มิ.ย. เวลา 08.38 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. เวลา 08.38 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า กรณีการปรับเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่ ที่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูจนเป็นข้อถกเถียงของสังคมว่า ภาครัฐจะต้องวิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นแบบไหน

หากมองว่าต่อไปสังคมจะสูงวัยมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ลูกจะไม่ดูแลพ่อแม่ ก็ควรให้สิทธิพ่อแม่ที่เข้าเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อย ได้เลือกก่อนว่าจะรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ หากรับ นั่นหมายความว่าลูกจะเอาชื่อพ่อแม่ไปใช้ในการลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ที่กระทรวงการคลังเสนอมา การตัดสินใจกลับอยู่ที่ลูกก่อน ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนี้เพราะก็มีประเด็นว่าลูกอาจจะไม่เลี้ยงพ่อแม่ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีความไม่สมเหตุสมผลเรื่องตัวเลขด้วยของการลดหย่อนภาษีด้วย เช่นภาษีที่ลูกได้ลดน้อยกว่าเงินสวัสดิการที่พ่อแม่จะได้ถ้าไม่ยื่นขอลดหย่อน หรือการที่เกณฑ์ลดหย่อนกับเกณฑ์รายได้พ่อแม่รวมกันได้เพียง 6 หมื่นบาท น้อยกว่าเกณฑ์ 1 แสนบาทที่ใช้กับกรณีทั่วไป ซึ่งนี้กระทรวงการคลังสามารถปรับได้เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น

“โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ มีมาตั้งแต่สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในแง่การเมืองก็คงอยากจะเลิก เพียงแต่ว่าเรื่องประเภทนี้ อยู่ ๆ จะมาเลิกไม่ได้ เพราะเป็นสวัสดิการที่เคยได้กันมา ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องดำเนินการต่อไป แต่หาวิธีลดงบประมาณลง การกรองคนออกไปให้มากขึ้นจะช่วยลดงบประมาณ ตอบโจทย์ที่รัฐบาลไม่ค่อยมีเงิน และคงอยากใช้งบประมาณไปกับโครงการอื่นของพรรคแกนนำมากกว่า” ดร.สมชัย กล่าว

ดร.สมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหากลุ่มคนจนตกหล่น เพราะการลงทะเบียนครั้งที่ผ่าน ๆ มา เกิดปัญหาที่คนจนจริง ๆ ไม่ได้รับสิทธิจำนวนมาก ส่วนคนที่ได้รับสิทธิกลับไม่เป็นคนจนจริง ซึ่งตนเคยเรียกว่าปัญหา โดยในข่าวระบุเพียงว่ากระทรวงการคลัง กำลังแก้ไขปัญหานี้ โดยทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) โดยตนเห็นด้วย แต่อยากเห็นรายละเอียดและความมุ่งมั่นแก้เรื่องคนจนไม่จดให้เหมือนกับการมุ่งแก้ปัญหาคนจดไม่จนที่กำลังทำอยู่ ซึ่งจะรอดูความชัดเจนของกลไกที่รัฐจะใช้ต่อไป แต่เบื้องต้นคาดว่าคงเป็นการสำรวจคนจนที่ตกหล่นจากบัญชีข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย และบัญชีกลุ่มผู้เปราะบางของ พม. ทั้งนี้เห็นว่าภาครัฐควรเพิ่มช่องทางการลงพื้นที่ในแต่ละชุมชนให้ทั่วถึงว่ามีคนจนในพื้นที่ห่างไกลตกหล่นจากการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐด้วยหรือไม่

ดร.สมชัย กล่าวว่า ในส่วนการแก้ปัญหาคนจดไม่จนนั้น การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ในภาพรวมถือเป็นความก้าวหน้า มีการใช้ฐานข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าผู้มาจดทะเบียนอาจจะไม่จนจริงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรับเกณฑ์ที่ถอยหลังกว่าเดิม คือการเปลี่ยนจากการคิดรายได้เฉลี่ยของครอบครัว กลับไปเป็นรายได้ของบุคคล ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างที่คนไม่ได้จนจริงสามารถรับสิทธิได้ เช่น ลูกมีพ่อแม่ที่รวย แต่เจ้าตัวไม่ได้ทำงาน ทำให้รายได้เป็นศูนย์และพ่อแม่ยังไม่ได้ยกทรัพย์สินอะไรให้ คนแบบนี้ไม่ใช่คนจน การกลับไปใช้เกณฑ์ส่วนบุคคลนี้จะทำให้ลูกคนรวยบางคนมีสิทธิได้

ทั้งนี้ การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนั้น เห็นว่าไม่ควรสนับสนุนทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุด คือการมีงานที่ดีทำ เพราะฉะนั้น ควรพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มทักษะ อัพสกิล รีสกิล และการจัดหางานด้วย ขณะเดียวกันต้องโฟกัสดูแลคนในครอบครัวของกลุ่มคนยากจน โดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยวันนี้เด็กเกิดน้อยลง และ 70 เปอร์เซ็นต์เกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูเขาให้เติบโตมาเต็มศักยภาพ ซึ่งหากอยากจะทำลายวงจรความยากจนข้ามรุ่น จากพ่อแม่จนแล้วส่งต่อความจนให้ลูก จะต้องอย่าปล่อยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกลำพัง ภาครัฐจะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือในทุกช่องทาง เช่น ให้เงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า พัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก ทำให้โรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพใกล้เคียงโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...