โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ป้องกันมะเร็งปากมดลูก แนะฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 11-12 ปี

The Better

อัพเดต 25 ม.ค. 2568 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2568 เวลา 05.00 น. • THE BETTER
รัฐบาลห่วงใยสุขภาพ! รณรงค์ป้องกันมะเร็งปากมดลูก แนะฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ชี้กลุ่มเป้าหมาย ป้องกันโรคได้ด้วยการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ

วันนี้ (25 มกราคม2568) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เดือนมกราคมเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งปากมดลูกที่องค์การด้านโรคมะเร็งทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคนี้ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 4 ของผู้หญิงทั่วโลก และอันดับ 5 ของประเทศไทย

โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการสูบบุหรี่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค ซึ่งการป้องกันมะเร็งปากมดลูกสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีน HPV สามารถป้องกันโรคได้ 70-90% อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนนี้แล้วยังคงต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและต้องรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

นางสาวศศิกานต์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่มีใช้ในประเทศไทยมีอยู่ 3 ชนิดหลัก ตามจำนวนของสายพันธุ์ที่บรรจุอยู่ในวัคซีน ได้แก่ วัคซีนชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent) ประกอบด้วย แอนติเจนของเชื้อเอชพีวี 16 และ 18 วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (quadrivalent) ประกอบด้วยแอนติเจนของเชื้อเอชพีวี 6, 11, 16 และ 18 และวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ (nonavalent) ประกอบด้วยแอนติเจนของเชื้อเอชพีวี 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 และข้อห้ามควรระวังของการฉีดวัคซีนเอชพีวี ได้แก่ ผู้ที่ภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) ต่อสารประกอบในวัคซีน

โดยเฉพาะเด็กที่มีอาการแพ้ยาง (Latex) หรือยีสต์ (Yeast) ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ผู้ที่มีอาการป่วย ติดเชื้อ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนไปก่อนจนกว่าจะหาย ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ แต่ถ้าตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ แนะนำให้ฉีดเข็มที่เหลือจนครบ 3 เข็ม ในช่วงหลังคลอด ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่เหมาะสมกับการฉีดวัคซีน เอชพีวี ได้แก่

1. กลุ่มที่น่าจะมีประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีนเอชพีวี คือ ผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ได้แก่ เด็กหญิง (วัคซีนชนิด 2, 4 หรือ 9 สายพันธุ์) และเด็กชาย (วัคซีนชนิด 4 หรือ 9 สายพันธุ์) ที่อายุ 11-12 ปี และหากไม่ได้รับวัคซีนในช่วงอายุดังกล่าวสามารถฉีดในช่วงอายุ 13-26 ปีได้

2. การฉีดวัคซีนในผู้หญิงและผู้ชายอายุ 27-45 ปี ให้พิจารณาฉีดวัคซีนเป็นรายๆ ไป ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนควรได้รับคำอธิบายถึงประโยชน์ที่จะได้รับและอาจไม่เทียบเท่ากับการฉีดในช่วงอายุ 9-26 ปี

3. ผู้หญิงที่เคยเป็น หรือกำลังมีหูดหงอนไก่ หรือรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก หรือมีผลตรวจคัดกรองทางเซลล์วิทยาปากมดลูกผิดปกติ หรือตรวจพบเชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูง ยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีเช่นเดียวกับสตรีทั่วไป

4. ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือตรวจหาเชื้อเอชพีวีกลุ่มเสี่ยงสูงก่อนเริ่มฉีดวัคซีน “รัฐบาลได้ดำเนินแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งปากมดลูก

ซึ่งมีการกำหนดนโยบายให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีแก่เด็กหญิง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อายุ 11-12 ปี และกลุ่มหญิง อายุ 11 - 20 ปี ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีน HPV ทั้งในและนอกระบบการศึกษา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน

อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่ได้รับการฉีดวัคซีนเอชพีวีครบแล้วยังคงต้องรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำ หากมีข้อสงสัยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ Line : NCI รู้สู้มะเร็ง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...