“วาสนา” แม่ทัพนารายา กับ Passion ที่ไม่สิ้นสุด
สัมภาษณ์
หากพูดถึงแบรนด์สิ่งทอ หรือกระเป๋าผ้าสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นแบรนด์ขวัญใจชาวต่างชาติ ก็คงหนีไม่พ้นแบรนด์ “นารายา” ที่ถึงแม้ว่าจะประสบปัญหาทางด้านกำลังการผลิตที่ลดลงจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา จนปัจจุบันเหลือโรงงานผลิตเพียงแค่ 1 แห่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ จนทำให้แบรนด์อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือ “Passion” ที่ไม่เคยสิ้นสุดของผู้บริหารหญิงสุดแกร่ง “วาสนา รุ่งแสนทอง” ในวัย 72 ปี
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “วาสนา รุ่งแสนทอง” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเป๋าแบรนด์ “นารายา” ถึงแพชชั่นที่ไม่มีวันสิ้นสุดทั้งในด้านการเรียนรู้และการทำงาน รวมถึงทิศทางและกลยุทธ์ของแบรนด์ “นารายา” ในปี 2568
“Passion” ไม่สิ้นสุดแม้ในวัย 70
“วาสนา” เริ่มเล่าให้ฟังว่า แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะเจ้าของแบรนด์กระเป๋า “นารายา” จนปัจจุบันได้กลายเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่วัยเด็กและอยากที่จะทำให้สำเร็จ นั่นก็คือเรื่องของ“การเรียน”
เพราะตั้งแต่เด็กเราชื่นชอบการหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่แล้ว ประกอบกับพอมาทำแบรนด์ “นารายา” ก็ทำให้เรารู้ว่าความรู้มันเรียนยังไงก็ไม่มีวันหมด เพราะฉะนั้นยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อเรามากขึ้นเท่านั้น เพราะในอนาคตเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ซึ่งการเรียนถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเป็นคนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นข้อดีของคนที่ทำธุรกิจ
ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาสจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มาเชิญชวนให้เรียนต่อปริญญาตรีภาคพิเศษช่วงวันเสาร์ ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็คิดว่าจะเรียนไหวไหมเพราะเราก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว ประกอบกับคิดว่ามีเพียงวุฒิการศึกษาประเภทสามัญศึกษาชั้น ม.6 หรือ มศ.5 ก็เพียงพออยู่แล้ว เพราะการทำงานทุกวันนี้ก็ใช้เพียงแค่ประสบการณ์จากการทำงานล้วน ๆ ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรเลย
แต่ทั้งนี้ ด้วย “Passion” ที่ไม่มีวันสิ้นสุดในด้านการเรียนรู้ของตัวเราเอง จึงทำให้ตัดสินใจเรียนต่อ จนล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สำเร็จในวัย 72 ปี และอีก 4 เดือนหลังจากนี้ก็จะจบปริญญาโทด้วยเช่นกัน
ซึ่งหากมองย้อนกลับไป สิ่งที่เราได้จากการเรียนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ประกาศนียบัตร หรือคอนเน็กชั่นต่าง ๆ แต่ยังรวมไปถึงการได้มีมิตรภาพที่ดี และได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน ๆ ที่เป็นนักธุรกิจ ถึงแนวทางการบริหารธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งเราก็ได้นำมาปรับใช้ในการบริหารงานของเรา โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันเราสามารถคุยกับพนักงานรุ่นใหม่ ๆ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีได้รู้เรื่องมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังสามารถนำเทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้ในการพัฒนาสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย
ก้าวต่อไปของ “นารายา”
“วาสนา” กล่าวต่อว่า สำหรับก้าวต่อไปของ “นารายา” เราจะยังคงยึดมั่นในคุณภาพ ความหลากหลายของสินค้า ควบคู่ไปกับการมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น อย่างเช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่วางแผนจะเพิ่มสัดส่วนจาก 20% ในปัจจุบันเป็น 40-45% ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มวัยทำงานอายุ 28 ปีขึ้นไป ด้วยหลากหลายยุทธศาสตร์ อาทิ การเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ 6 คอลเล็กชั่น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งแต่ละคอลเล็กชั่นจะมีสินค้าประมาณ 30-40 รายการ ที่เน้นความทันสมัยและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อายุ 18-25 ปี
หลังจากก่อนหน้านี้มีความร่วมมือกับ Bacon Time ทีม Esports ออกแบบคอลเล็กชั่นพิเศษ ที่ผสมผสานลูกเล่นที่ทันสมัย แต่ยังคงความเป็น “นารายา” ไว้อย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มการรับรู้แบรนด์ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย ด้วยการดึงดารามาร่วมโปรโมตแบรนด์ หรือร่วมออกแบบคอลเล็กชั่นพิเศษ ตามเป้าหมายที่อยากเห็นคนไทยหันมาใช้กระเป๋าผ้าของบริษัท เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าชาวไทยยังมีเพียง 30% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การขยายฐานนี้ต้องพิจารณาความพร้อมด้านกำลังการผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด โดยจะสานความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่มีความพร้อมทั้งกำลังผลิต และแรงงานที่มีทักษะด้านตัดเย็บ เพื่อช่วยเสริมกำลังการผลิตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์รายใหญ่ 3 ราย และรายย่อยอีกจำนวนมาก
การหาพาร์ตเนอร์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากงานกระเป๋าแตกต่างจากงานตัดเย็บเสื้อผ้า เพราะต้องใช้ความประณีตและฝีมือ ซึ่งกว่าจะหาพาร์ตเนอร์ที่ทำงานร่วมกันได้ ก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูก ซึ่งก็มีทั้งที่สำเร็จและก็ล้มเหลว แต่ทั้งนี้คาดว่าในปี 2568 หลังจากที่มีการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์จะส่งผลให้บริษัทมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
รุกหนักออนไลน์-ออฟไลน์
สำหรับกลยุทธ์การตลาดในปี 2568 บริษัทจะรุกหนักทั้งออนไลน์และออฟไลน์โดยในส่วนของออฟไลน์มีแผนรุกไพรมโลเกชั่นของกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยว ด้วยการปักธงสาขาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 5 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 4 สาขา และต่างจังหวัด 1 สาขา จากปัจจุบันนารายามีสาขาอยู่ทั้งหมด 17 สาขา ส่วนช่องทางออนไลน์จะเน้นการทำตลาด และสร้างคอนเทนต์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่มากขึ้น
อีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัทในปี 2568 คือการให้ความสำคัญและผลักดัน “นารายา ซิลค์” (NaRaYa Silk) ที่เป็นกระเป๋าที่ทำจากผ้าไหมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากตอนนี้แบรนด์นารายาค่อนข้างมั่นคงแล้ว จึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะผลักดัน นารายา ซิลค์ ให้เติบโตขึ้น
โดยจะเน้นทำการตลาดด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงาน “COLORS OF BURIRAM” ช่วงเดือนมีนาคมปี 2568 เพื่อสอนทักษะการเย็บกระเป๋าให้ชาวบ้าน รวมถึงจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ ๆ ในแบรนด์นี้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ในปี 2568 ตั้งเป้าการเติบโตของนารายา ซิลค์ ไว้มากกว่า 50% อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการขยายสาขาเบื้องต้นยังไม่มีแผนขยายสาขานารายา ซิลค์เพิ่ม โดยปัจจุบัน นารายา ซิลค์ จะมีสาขาอยู่ทั้งหมด 4 สาขา
ความล้มเหลวคือบทเรียน
“วาสนา” กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป ขอแค่มีความรู้ ประสบการณ์ ความมุ่งมั่น และที่สำคัญ คือ “Passion” เพราะถ้าเรามี Passion เราก็จะสนุกกับงาน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ซึ่งที่ผ่านมาแบรนด์นารายาเองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดอย่างหนักหน่วง จนทำให้ต้องปิดโรงงานไป 4 แห่ง แต่เราก็ไม่เคยย่อท้อ จนปัจจุบัน “นารายา” สามารถกลับมาพลิกฟื้นทำรายได้ได้อีกครั้ง โดยในปี 2568 ก็คาดว่าบริษัทจะมีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ได้อย่างแน่นอน เพราะเราเชื่อเสมอว่า “ความล้มเหลวคือบทเรียนที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “วาสนา” แม่ทัพนารายา กับ Passion ที่ไม่สิ้นสุด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net