โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายๆ ด้วยข้อจำกัดของรายได้และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยากขึ้นกว่าเดิม สะท้อนให้เห็นได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึงราว 50% ยิ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมได้ และต้องวนเวียนอยู่กับการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวโดยไม่มีสินทรัพย์เป็นของตนเอง

จากปัจจัยดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ชื่อ ‘บ้านชาวไทย’ ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ แต่เป็นกลไกในการขยายโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้เริ่มต้นทำงานสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง โดยได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการบ้านชาวไทยนับเป็นการกลับมาลงสนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังในรอบกว่า 30 ปี หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงเป็นเวลาหลายปี ก่อนกลับประเทศไทยและพลิกบทบาทมาบุกเบิกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนในระบบรถไฟฟ้าเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะยาว ซึ่งนับแต่นั้นบริษัทก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม หลังจากกรุงเทพมหานครได้ชำระหนี้คืนแล้ว ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการต่อยอดโครงการใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง จึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการบ้านชาวไทย โดยแนวคิดของโครงการถูกพัฒนาขึ้นภายในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น จากการตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้คนที่เพิ่งจบการศึกษา ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่จำเป็นต้องเช่าอยู่อาศัยเพราะไม่สามารถกู้สินเชื่อผ่าน สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพได้จริง

ทั้งนี้ในระยะแรก โครงการบ้านชาวไทยจะเริ่มพัฒนาใน 3 ทำเลหลัก ประกอบด้วย

  • ทำเลศรีนครินทร์ ใกล้สถานีศรีเอี่ยม ภายใต้โครงการนำร่อง D:CODE SRI NAKARIN บนพื้นที่ 42 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวนประมาณ 24 อาคาร รวม 4,150 ยูนิต ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเพียง 300 เมตร
  • ทำเลปทุมธานี บริเวณคลองหลวง ภายใต้โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ทำเลธนาซิตี้ จังหวัดสมุทรปราการ ย่านถนนบางนา–ตราด ใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและศูนย์การค้าต่างๆ

สำหรับโครงการแรกจะปักหมุดที่ศรีนครินทร์ จะมีรูปแบบห้องพักให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ 30 ตารางเมตร 45 ตารางเมตร และ 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.6 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงเดือนกันยายน 2569 และแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 โดยโครงการทั้งหมดจะเปิดขายให้เฉพาะผู้ถือสัญชาติไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ หลังจากเปิดให้ลงทะเบียน หากมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก บริษัทจะใช้วิธีจับสลาก โดยกำหนดให้ 1 บัตรประชาชนต่อ 1 สิทธิ์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง และในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าว่าโครงการบ้านชาวไทยจะไม่จำกัดอยู่เพียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่จะขยายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยแต่ละโครงการจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปี

ในด้านการขอสินเชื่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การให้คำปรึกษาไปจนถึงการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของผู้ซื้อ โดยอัตราดอกเบี้ยจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะโครงการและสภาวะตลาดในช่วงเวลานั้น เบื้องต้นประเมินว่าถ้าซื้อราคาเริ่มต้น ยอดผ่อนชำระจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเช่าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไป

คีรี กล่าวต่อว่า ในตัวโครงการตนเป็นผู้ออกแบบแนวคิดด้วยตนเองทั้งหมด และสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าตลาดไม่ต่ำกว่า 25% โดยยืนยันว่าราคาที่เข้าถึงได้ไม่ได้เกิดจากการลดคุณภาพหรือวัสดุก่อสร้าง แต่เกิดจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โครงการยังคงเลือกใช้วัสดุเกรด A พร้อมกับมีระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร

ขณะเดียวกัน โครงการบ้านชาวไทยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขายคอนโดมิเนียมในเชิงพาณิชย์แบบเดิม หากเป็นคอนโดทั่วไปอาจไม่ได้รับความสนใจในระดับนี้ แม้ชื่อโครงการจะไม่หวือหวา แต่สะท้อนเป้าหมายที่ชัดเจนของบริษัทในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยของคนไทย โดยย้ำว่าโครงการนี้ไม่ใช่การทำเพื่อขาดทุน แต่เป็นการยอมลดอัตรากำไรลง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

พร้อมทิ้งท้ายว่า สถานะการเงินของบริษัทยังแข็งแกร่งและยังมีเงินสดในมือระดับหลายหมื่นล้านบาท และไม่มีภาระหนี้ผูกพัน แม้ก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครจะเคยค้างชำระค่าจ้างเดินรถไฟฟ้ามานานกว่า 3 ปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.6 หมื่นล้านบาท แต่บริษัทก็ยังคงให้บริการเดินรถแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความมั่นคงของบริษัทได้อย่างชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...