อัยการสูงสุดกลับคำสั่ง ชี้ขาดฟ้องบอสแซม-บอสมิน ดีเอสไอเปิด 2 สำนวนใหม่จ่อเอาผิดเพิ่มแบบต่างกรรมต่างวาระ
จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งไม่ฟ้อง ยุรนันท์ ภมรมนตรี (บอสแซม) และ พีชญา วัฒนามนตรี (บอสมิน) จนนำไปสู่การปล่อยตัวชั่วคราวออกจากเรือนจำ แต่ทาง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ได้ทำความเห็นแย้งยืนยันให้สั่งฟ้อง และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดตามกฎหมายนั้น
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา อัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย โดยขั้นตอนต่อไป อัยการคดีพิเศษจะนัดหมายให้ทั้งคู่มาพบเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญา หากผู้ต้องหาไม่มาตามนัด จะมีการประสานให้ DSI ติดตามนำตัวส่งฟ้องตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
ล่าสุดวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวน DSI และพนักงานอัยการ นำโดย วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดี DSI เพื่อวางแนวทางดำเนินคดีส่วนขยายผล โดยรับเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติมอีก 2 สำนวน
- คดีพิเศษที่ 17/2568 (กลุ่มผู้เสียหายต่างประเทศ): รับผิดชอบกลุ่มผู้เสียหายที่อยู่นอกราชอาณาจักร รวม 30 ราย (จาก 13 ประเทศ) มูลค่าความเสียหาย 9.44 ล้านบาท ปัจจุบันสอบปากคำแล้ว 10 ราย ถอนแจ้งความ 1 ราย และเหลืออีก 19 รายที่ต้องใช้กระบวนการความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ (MLAT) ซึ่งคดีนี้ถือเป็นความผิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดจึงได้มอบหมายให้พนักงานอัยการเข้ามาร่วมสอบสวนกับ DSI ด้วย
- คดีพิเศษที่ 18/2568 (กลุ่มผู้เสียหายในประเทศที่ตกค้าง): รับผิดชอบกลุ่มผู้เสียหายในไทยที่ตกหล่นและยังไม่ได้ให้ปากคำในสำนวนคดีหลัก (คดีพิเศษที่ 119/2567) ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 2,505 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 677 ล้านบาท
ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการสอบสวนปากคำผู้เสียหายในต่างประเทศ ว่าจะใช้วิธีการใดเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและรัดกุมที่สุด เช่น การให้พนักงานสอบสวนบินไปสอบปากคำ, การให้ผู้เสียหายมอบอำนาจ, หรือการใช้ พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศฯ
นอกจากนี้ ยังได้หารือประเด็นการนำชื่อของ บอสแซม และ บอสมิน เข้าสู่สำนวนคดีใหม่ทั้ง 2 สำนวนด้วย เนื่องจากผู้เสียหายที่ตกค้างจำนวนมากยืนยันว่า หลงเชื่อร่วมลงทุนจากการเห็นบุคคลทั้งสองเป็นพรีเซนเตอร์และขึ้นเวทีโฆษณา
โดย DSI ระบุว่า การแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มบอสในสำนวนใหม่นี้ จะยังคงเป็นฐานความผิดเดิม (เช่น ฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ) แต่จะถูกนับเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ (หลอกผู้เสียหาย 1 คน นับเป็น 1 กรรม) ซึ่งจะส่งผลต่อบทลงโทษที่อาจเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้เสียหาย