‘กรมควบคุมมลพิษ’ ยก ‘ร่องบอนโมเดล’ จ.เชียงรายต้นแบบชุมชน ‘ปลอดเผา’ เผย 17 จังหวัดภาคเหนือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 แนวโน้มดีขึ้น
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ จ.เชียงราย นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนบ้านร่องบอน “ร่องบอนโมเดล” ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย ซึ่งถือเป็นชุมชนแบบอย่างที่ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า คืนความชุ่มชื้นให้กับธรรมชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ภายใต้การนำของผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ประชาชนให้ความร่วมมือ จนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่าง ๆ
โดยนายสุรินทร์ กล่าวว่า เดิมบ้านร่องบอนในอดีตเป็นชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง การตัดไม้ ทำไร่ในป่า จนสภาพพื้นที่ชุมชนและบริเวณโดยรอบไม่มีต้นไม้ ขาดความชุ่มชื้นในพื้นที่ แต่มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชุมชน โดยแรกเริ่มจากผู้นำชุมชนได้เล็งเห็น ตระหนักและให้ความสำคัญกับการคืนผืนป่าของชุมชนให้มีความอุดมสมบูรณ์ ชุมชนและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ จึงได้กำหนดแนวทาง กฎ ข้อบังคับ เช่น ใช้กฎระเบียบสังคม การสร้างการมีส่วนร่วม การสร้างแรงจูงใจ และให้ความสำคัญมาตรการห้ามเผา เพื่อนำไปสู่แนวทางการอนุรักษ์
นายสุรินทร์ กล่าวว่า โดยได้ขอคืนพื้นที่ป่าในเขตหมู่บ้าน ซึ่งเป็นป่าดอยป่าซางที่เสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกทำลาย มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณกลางหมู่บ้าน โดยชุมชนได้ร่วมกันฟื้นฟูผืนป่าแห่งนี้ให้กลับมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งน้ำ แหล่งอากาศ และดูแลป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าลุกลามเข้ามาในพื้นที่ ทำให้ป่าชุมชนบ้านร่องบอนไม่เกิดไฟป่ามาตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ปัญหาหมอกควันลดลงและคุณภาพอากาศในบรรยากาศดีขึ้น
"ปัจจุบันชุมชนบ้านร่องบอน ได้มีการจัดการป่าชุมชนบ้านร่องบอน ภายใต้ “ร่องบอนโมเดล” และเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง จำนวน 422 ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ 2,361 ตัน/ปี โดยต้องมีการจัดทำแผนดูแลรักษาป่า ห้ามให้เกิดไฟป่า และก่อตั้งกองทุนพัฒนาป่าและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อได้มาเห็นความตั้งใจของผู้นำชุมชน คุณแม่ปราณี ราชคมน์ ประธานป่าชุมชนบ้านร่องบอน และคณะกรรมการดูแลรักษาป่าชุมชนบ้านร่องบอน รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ก็ต้องขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง" นายสุรินทร์ กล่าวว่า
ทั้งนี้นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการ คพ. ติดตามการดำเนินงานตามมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤติฝุ่นละออง
นายสุรินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จากการตรวจวัดโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกัน 2 ปี ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2567-18 ก.พ. 2568 และวันที่ 1 พ.ย. 2568-18 ก.พ. 2569 พบว่า ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยค่าฝุ่นเฉลี่ยลดลงจาก 32 เหลือ 24 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ลดลง 25% ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลงจาก 95 วัน เหลือ 65 วัน หรือลดลง 32%
นายสุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับจุดความร้อนในประเทศเมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-18 ก.พ. พบว่า ปี 2569 มีจุดความร้อนจำนวน 7,418 จุด ลดลงกว่า 59% (ปี 2568 ที่มีจำนวน 17,929 จุด) โดยส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่า 2,449 จุด (33%) รองลงมาคือพื้นที่นาข้าว 2,066 จุด (27.8%) พื้นที่ปลูกข้าวโพดและไร่หมุนเวียน 1,136 จุด (15.3%) ในขณะที่จุดความร้อนภายนอกประเทศ ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 เริ่มพบจุดความร้อน โดยเฉพาะกัมพูชา ต่อมาในช่วงเดือน ก.พ. พบจำนวนจุดความร้อนเพิ่มขึ้นในเมียนมาและ สปป.ลาว
นายสุรินทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจุดความร้อนสะสมในอนุภูมิภาคแม่โขงมีจำนวนลดลงทุกประเทศ ยกเว้นเมียนมา แต่ขณะนี้ กัมพูชา และเมียนมา ยังคงเป็นพื้นที่หลักที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องการเผา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน
นายสุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศการเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ. 2569 ในวันที่ 22 ก.พ. 2569 อาจส่งผลให้พื้นที่มีความแห้งแล้ง มีโอกาสที่การจุดติดไฟเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องมีการเฝ้าระวังการเผาอย่างเข้มงวด โดยรัฐบาลได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยมีมาตรการครอบคลุมทุกมิติ ทั้งป่า เกษตร เมือง หมอกควันข้ามแดน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมและบูรณาการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากในช่วงนี้จุดความร้อนในพื้นที่ป่าเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จึงมีการยกระดับมาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่ป่าให้เข้มข้นขึ้น