โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘เศรษฐกิจไทย’ ผ่านแว่นขยายธปท.!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 ม.ค. เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ศักยภาพไทยเติบโตต่ำเหลือ 2.7% เร่งเดินหน้าออกมาตรการเฉพาะจุด หลังนโยบายการเงินช่วยได้วงจำกัด มองการลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง ช่วง 2 ปี กระตุ้นจีดีพีเพียง 0.18%

มุมมองดังกล่าว..ถูกส่องผ่านจาก “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุชัดว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังอยู่บน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง”ทั้งเรื่องผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขัน ปัญหาเรื่อง Productivity ที่ต่ำ และไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ มาหลายปี ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ระยะยาว

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทย อยู่ท่ามกลางหนี้สาธารณะระดับสูง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงสุดอันดับต้น ๆ ของ โลก เช่นเดียวกันภาคธุรกิจเองมีหนี้สูงเช่นกัน ทำให้ปีนี้มีความท้าทายอย่างมาก เรื่องการรีไฟแนนซ์ (Refinance) หุ้นกู้บางส่วน ตลอดจนการเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง

ทั้งเรื่องการเงิน รายได้และโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ..!!

ขณะที่ปัญหาสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงอย่างมาก เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากเดิมเคยอยู่ที่ 3% ลดเหลือเพียง 2.7%

“เศรษฐกิจไทย” มีความไม่แน่นอนทางการเมืองจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีมากถึง 7 คน ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ที่สำคัญไทยเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันและทุนเทา รวมถึงปัญหาเรื่อง Corporate Governance (CG) และการทุจริตในเมืองไทยรุนแรงมาก รวมถึงปัญหาเรื่องทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอดีตเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 5% ลดลงมาเป็น 4%, 3% และปัจจุบันเหลือเพียง 2%

ประเด็นที่น่าห่วงและน่ากังวล คือสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) หดตัวต่อเนื่อง 3 ปี หากสินเชื่อไม่เติบโต ปริมาณเงินในระบบที่ควรจะถูกสร้างขึ้นก็หายไป สิ่งนี้สะท้อนว่า SME กำลังมีปัญหาหนักและหากไม่ได้รับการแก้ไข (Credit Cost) ที่สูง จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม..!!

ขณะเดียวกันเกิดข้อจำกัดของนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้มีการเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1.25% ถือว่าอยู่ระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น

“จากสถิติการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา รวม 1% (ปรับลด 4 ครั้ง) ช่วยกระตุ้นจีดีพีได้เพียง 0.18% ช่วงเวลา 2 ปี ถือว่าน้อยมาก เพราะปัญหาปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้แก้ได้ ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หรือหากธปท.ลดดอกเบี้ยลง 0.50% จะช่วยเพิ่มเงินเฟ้อได้เพียง 0.1% เท่านั้น”

นั่นทำให้ธปท.จึงต้องขยับบทบาทจากเดิม ที่เน้นเพียงแค่การรักษาเสถียรภาพ (Stability) มาเป็นผู้ลงมือทำมากขึ้นไม่เป็นเพียงผู้ที่นั่งวิเคราะห์ปัญหา “อยู่บนหอคอยราชา” อีกต่อไป แต่จะต้องใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) เข้าไปแก้ปัญหาใน Real Sector

ตัวอย่างมาตรการที่ธปท.ทำปัจจุบัน เช่น มาตรการแก้หนี้และพยุงเศรษฐกิจรายย่อย ทั้งการช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่าแสนบาท ที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ 1 ล้านคน ออกจากวังวนหนี้ได้หรือโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่เพื่อช่วย SME กลุ่มที่มีศักยภาพ

กลับมาสู่ประเด็นล่าสุด..กรณีธปท.ประกาศปรับลดอัตราเงินนำส่งสถาบันการเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน (FIDF) จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปีมีผลถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนระบบการเงินและประคองเศรษฐกิจ ช่วงที่ความเสี่ยงยังอยู่ระดับสูง เปิดพื้นที่ให้ธนาคารมีดูแลลูกหนี้และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น

ในทางทฤษฎีถือว่ามาถูกทาง..แต่ว่าในทางปฏิบัติเมื่อธนาคารแต่ละแห่ง “เก็บตัวอยู่ในพื้นที่เซฟโซน” คงเป็นเรื่องสูญเปล่าอีกเช่นเคย.!?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...