‘New START’ ใกล้หมดอายุ สัญญาณอันตรายโลก เสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ไร้ขอบเขต
ในระบบความมั่นคงโลกหลังสงครามเย็น สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็น “กลไกกันชน” ที่ช่วยป้องกันไม่ให้การแข่งขันด้านอาวุธระหว่างมหาอำนาจลุกลามจนเกินควบคุม ในบรรดาข้อตกลงเหล่านั้น สนธิสัญญา New START (Strategic Arms Reduction Treaty) ถูกมองว่าเป็นเสาหลักสุดท้ายที่ยังคงยึดโยงสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย สองประเทศที่ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากกว่าร้อยละ 80 ของโลกให้อยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสนธิสัญญานี้กำลังจะหมดอายุในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 (พ.ศ. 2569) โดยยังไม่มี สัญญาณชัดเจนของการต่ออายุหรือข้อตกลงใหม่ โลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตรายยิ่งกว่าที่เคยเป็นในรอบหลายทศวรรษ
New START: มรดกยุคหลังสงครามเย็น
สนธิสัญญา New START ลงนามครั้งแรกเมื่อปี 2010 โดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการลดอาวุธนิวเคลียร์หลังจากสนธิสัญญา START I เดิมหมดอายุลง
สาระสำคัญและเป้าหมาย:
• จำกัดหัวรบนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ (Deployed Warheads): ให้ไม่เกิน 1,550 ลูกต่อประเทศ
• จำกัดฐานส่ง (Launchers): ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM), ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ (SLBM) และเครื่องบินทิ้งระเบิดหนัก รวมกันไม่เกิน 800 ชุด (โดยติดตั้งพร้อมใช้งานไม่เกิน 700 ชุด)
• กลไกการตรวจสอบ (Verification): หัวใจสำคัญคือการยอมรับให้มีการตรวจตรวจสอบสถานที่ติดตั้งจริง (On-site inspections) และการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อสร้างความไว้วางใจและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่สงคราม
ประเทศที่เข้าร่วม: มีเพียง สหรัฐอเมริกา และ สหพันธรัฐรัสเซีย เท่านั้น เนื่องจากทั้งสองประเทศครอบครองนิวเคลียร์รวมกันกว่า 90% ของโลก
ข้อตกลงนี้สะท้อนความพยายามของสองมหาอำนาจในการลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าทางนิวเคลียร์ พร้อมรักษาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว และหัวใจของ New START ไม่ได้อยู่ที่การปลดอาวุธจนหมดสิ้น
หากแต่อยู่ที่ ระบบตรวจสอบและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งการเคลื่อนย้ายอาวุธ การตรวจสอบในพื้นที่จริง และกลไกหารือร่วม ซึ่งช่วยลดโอกาส “การเข้าใจผิดเชิงยุทธศาสตร์” ที่อาจนำไปสู่การตอบโต้รุนแรงโดยไม่ตั้งใจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สนธิสัญญานี้ทำหน้าที่เป็น “สายตรงนิวเคลียร์” ระหว่างสองฝ่ายในยามที่ความสัมพันธ์ตึงเครียด
สถานะปัจจุบัน: สนธิสัญญาที่ยังอยู่ แต่แทบไม่ทำงาน
แม้ New START จะถูกขยายอายุครั้งสุดท้ายไปจนถึงต้นปี 2026 แต่ในทางปฏิบัติ สนธิสัญญานี้อยู่ในสภาพ “กึ่งอัมพาต” ตั้งแต่ปี 2023 เมื่อรัสเซียประกาศระงับการเข้าร่วมกระบวนการตรวจสอบ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกจากกรณีสงครามยูเครน
สหรัฐฯ แม้จะยังยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อจำกัดเชิงตัวเลข แต่ก็ยอมรับโดยปริยายว่า กลไกสร้างความเชื่อมั่นหลักของ New START ได้หยุดทำงานไปแล้ว
เมื่อเส้นตายใกล้เข้ามา ความพยายามต่ออายุหรือสร้างกรอบใหม่ยังคงติดหล่มทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่สหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร
หาก New START หมดอายุ: โลกจะเผชิญอะไร
หากไม่มีข้อตกลงมาทดแทน โลกจะเข้าสู่ยุคที่ สหรัฐ และรัสเซียไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายใด ๆ ในการจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้คือการแข่งขันสะสมอาวุธแบบไร้เพดาน การเพิ่มหัวรบ การพัฒนาระบบส่งรุ่นใหม่ และการลดเวลาเตือนภัย (warning time) ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงของความผิดพลาดในการตัดสินใจ
ในบริบทที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรง ตั้งแต่ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง ไปจนถึงอินโด-แปซิฟิก การไม่มีกรอบควบคุมนิวเคลียร์ยิ่งทำให้ “ต้นทุนของความผิดพลาด” สูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ภาพรวมคลังนิวเคลียร์โลก: ตัวเลขที่ยังน่ากังวล
ปัจจุบันโลกมีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันประมาณ 12,200–12,300 ลูก โดยรัสเซียและสหรัฐ ครองสัดส่วนมากที่สุด โดยตัวเลขโดยประมาณการณ์จากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) และสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (FAS) ณ ปี 2025 สหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,044 ลูก แบ่งเป็น หัวรบยุทธศาสตร์ 1,670 ลูก หัวรบในคลังแสง 2,038 ลูก และหัวรบปลดระวาง 1,336 ลูก
ส่วนรัสเซียมีประมาณ 5,580 ลูก แบ่งเป็นหัวรบยุทธศาสตร์ 1,710 ลูก หัวรบในคลังแสง 2,670 ลูก และหัวรบปลดระวาง 1,200 ลูก ส่วนจีนมีรวมประมาณ 500 ลูก ตามด้วยฝรั่งเศส 290 ลูก สหราชอาณาจักร 225 ลูก อินเดีย 172 ลูก และปากีสถาน 170 ลูก
ทั้งนี้จีนเป็นประเทศที่ถูกจับตามากที่สุด เนื่องจากเป็นมหาอำนาจเดียวที่ขยายคลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ตัวเลขยังห่างจากสหรัฐ และรัสเซียมาก แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว
ท่าทีมหาอำนาจ: ต่างคนต่างคิด
สหรัฐ ต้องการกรอบควบคุมอาวุธใหม่ที่ “ครอบคลุมมากขึ้น” และรวมจีนเข้าไปด้วย ขณะที่รัสเซียมองว่าการต่ออายุหรือข้อตกลงใหม่ควรเป็นเรื่องทวิภาคี และไม่ควรถูกผูกกับความขัดแย้งทางการเมืองอื่น
ขณะที่จีนปฏิเสธการเข้าร่วมกรอบแบบ New START โดยให้เหตุผลว่าคลังนิวเคลียร์ของตนยังเล็กกว่ามาก และไม่ควรถูกจำกัดในระดับเดียวกัน ความไม่ลงรอยนี้ทำให้ความเป็นไปได้ของข้อตกลงใหม่ในระยะสั้นดูเลือนราง
New START อาจไม่ใช่สนธิสัญญาที่สมบูรณ์แบบ แต่การปล่อยให้หมดอายุโดยไม่มีสิ่งใดมาทดแทน เท่ากับการยอมรับว่าโลกกำลังถอยกลับไปสู่ยุคที่การแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่ไว้วางใจและการคำนวณเชิงอำนาจ
ดังนั้นในโลกที่ความขัดแย้งเชื่อมโยงกันมากขึ้น และเวลาตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ที่สั้นลงเรื่อย ๆ การขาดกรอบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์อาจไม่ใช่เพียงปัญหาของมหาอำนาจ แต่เป็นความเสี่ยงร่วมของทั้งระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงโลกในศตวรรษที่ 21