‘บ้านอิ่มใจ’ พื้นที่สิทธิของคนไร้บ้านกลางกรุงเทพฯ
เสียงจากภาคีสะท้อนช่องว่าง Emergency Shelter การเข้าถึงงานและสุขภาพ ในการพาคนไร้บ้านเข้าสู่ระบบ เตรียมเปิด ‘บ้านอิ่มใจ’ ผ่านความร่วมมือด้านที่อยู่อาศัย งาน และสุขภาพ เพื่อการตั้งหลักชีวิตอย่างยั่งยืน
28 ม.ค. 69 “แค่ที่พักชั่วคราว…ไม่พอต่อการเปลี่ยนผ่าน บ้านอิ่มใจ ต้องมี ระบบสนับสนุน ที่ทำงานร่วมกัน” โจทย์สำคัญที่ภาคีเครือข่ายองค์กรที่ทํางานด้านคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ร่วมมือกันทำโครงการ“บ้านอิ่มใจ” ซึ่งเป็นการสนับสนุนเรื่องที่อยู่อาศัยจากปัญหาคนไร้บ้านในเขตเมืองใหญ่ ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ และโครงสร้างการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
วงคุย “บ้านอิ่มใจ: จาก ‘ที่พัก’ สู่ ‘ความมั่นคง’ บนฐานความร่วมมือ” จึงเป็นพื้นที่สื่อสารความเข้าใจต่อสังคม เกี่ยวกับสถานการณ์คนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บทเรียน และแนวทางการดําเนินงาน ระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านบนพื้นฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การพูดคุยเริ่มต้นจากประสบการณ์ขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านคนไร้บ้าน อย่าง มูลนิธิอิสรชนและมูลนิธิกระจกเงา ที่พบว่าโจทย์สำคัญที่อยากเห็นจากการเกิดขึ้นของบ้านอิ่มใจ คือ การเป็นที่พักฉุกเฉิน หรือ Emergency Shelter ที่เป็นระบบและครบวงจร พร้อมมีหน่วยสนับสนุนที่สามารถดูแลและจัดการเคสแบบตัวต่อตัว เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านได้อย่างยั่งยืน
อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน บอกว่า โครงการบ้านอิ่มใจเคยเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่งแล้วปิดตัวไป แต่ครั้งนี้เป็นการกลับมาเปิดอีกครั้งในรูปแบบใหม่และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น จากความช่วยเหลือโดยหลากหลายภาคีที่อยากเห็นการพัฒนาคนไร้บ้านให้เข้าสู่ระบบ อย่างมีความสุข ความสบายใจ ซึ่งจะเอื้อให้เขาเข้ามาใช้บริการได้จริง
พร้อมย้ำว่า หากจะออกแบบบ้านอิ่มใจให้เป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้อย่างครบวงจร ต้องมีการเปิดให้พวกเขาเข้ามาปรึกษา เพราะตอนนี้ประเทศไทยยังไม่มี Emergency Shelter หากมีเหตุการณ์ที่มีคนตกงาน ไม่มีห้องเช่า ถูกไล่ออกจากบ้าน เบื้องต้นสถานที่ตรงนี้จะต้องเป็นที่รองรับสำหรับให้คำปรึกษาและเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือต่อ เช่น การรักษาพยาบาล การช่วยเหลือเรื่องการแสดงตัวตน การเข้าสู่ระบบ เพื่อเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ
สำหรับจุดที่ยังเป็นความท้าทายในการทำงาน คือ การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและภาคเอกชน ทั้งรายละเอียดในการประสานงาน หรือการดำเนินงานบางอย่างที่อาจไม่เป็นไปตามระเบียบของราชการ ที่ต้องทลายข้อจำกัดเพื่อให้เดินหน้าต่อไปด้วยกัน
อีกหนึ่งองค์กรที่ทำงานด้านคนไร้บ้านในหลากหลายมิติ อย่างมูลนิธิกระจกเงา สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการจ้างวานข้า ระบุว่า เรื่องสำคัญหากจะทำงานร่วมกัน คือ การจ้างงานและการจัดการเคสเป็นรายกรณี เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าบางเคสที่รับเข้ามาแต่ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านเพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตต่อได้ จึงต้องมีความละเอียด ติดตามต่อเนื่อง และใช้ความอดทนในการช่วยแก้ปัญหาให้กับเคส
“เรารู้ว่าอะไรคือปัญหา แต่จะทำอย่างไรให้เขายืนระยะอยู่ในสิ่งที่เป็นกระบวนการจัดการของเรา สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ”
สิทธิพล ยังบอกอีกว่าทุกที่ที่มีการจัดสวัสดิการคนไร้บ้าน สิ่งหนึ่งที่ต้องเผชิญ คือ คำถามเรื่องงานและนี่คือโจทย์ของทีมทำงาน ที่ต้องทำให้ระบบเข้มแข็งขึ้นให้ได้ เพื่อรองรับความต้องการของเขา หากสิ่งนี้ไม่มีหรือน้อยเกินไป การจะดึงดูดให้เขาเข้ามาอยู่ในกระบวนการอาจเป็นเรื่องยาก การทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ของโอกาสและความหวังจึงจะดึงดูดให้เขาเข้ามา
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอย่างหนึ่ง คือ ปัจจัยฉุดรั้งไม่ให้เขาพัฒนาตนเอง เช่น เรื่องการติดสารเสพติด เหล้า หรือแม้แต่การมีอาการจิตเวช แม้ว่าได้งานได้เงินแล้ว แต่การจัดการตัวเองยังมีปัญหา ฉะนั้น หากสามารถหาปัจจัยที่เป็นเหตุฉุดรั้งเหล่านี้ได้แล้วนำไปสู่การออกแบบกระบวนการ เครื่องมือ และความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากสิ่งนี้
“โจทย์ของจ้างวานข้า พอจัดการตรงนี้ได้ ทุกคนไปต่อได้ หากเราค้นพบตั้งแต่แรกว่าเขามีปัญหาเรื่องเสพติดแอลกอฮอล์ ก็อาจจะมีกระบวนการคุยกับเขาว่าจะพาไปบำบัด บำบัดเสร็จกลับมาทำงานกันต่อ เราจะมีการดูแลกันแบบนี้ เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าเขาถูกผลักออกไปจากระบบ แต่จะยอมรับในเรื่องการบำบัด อาจจะต้องละเอียดอย่างที่บอกและต้องมีความอดทน เพราะการบำบัดแอลกอฮอล์หนึ่งเดือนยังไม่เห็นผล เคสของผมอย่างน้อย 3-6 เดือน จนเขารู้สึกเริ่มปรับตัวได้ ผมคิดว่าอะไรแบบนี้มันสำคัญ และมันจะทำให้เกิดความสำเร็จ และจริง ๆ ต้องอาศัยเรื่องนี้”
นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ นักวิจัยระบบสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้ก่อตั้งโครงการสุขภาวะข้างถนนเพื่อคนไร้บ้าน เห็นสอดคล้องกับสิทธิพลว่า สุขภาพเป็นหนึ่งในปัจจัยฉุดรั้งและควรบูรณาการไปพร้อมกับการดูแลเรื่องที่อยู่อาศัย กรณีตัวอย่าง บางคนไม่เคยเป็นคนไร้บ้าน อยู่คนเดียวมาตลอดชีวิต รับจ้างรายวัน แต่วันหนึ่งล้มป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลนานนับสองเดือน ทำให้ไม่มีงานและบ้านที่เช่าก็ไม่มี สุดท้ายกลายเป็นคนไร้บ้าน
“สุขภาพเป็นปัจจุบันที่เราคิดว่ากลุ่มพี่น้องที่เพิ่งไร้บ้านใหม่ ๆ อาจจะต้องการพื้นที่ให้เขาฟื้นฟู หรืออาจให้กลับมาตั้งหลักชีวิตหรืออาจเปลี่ยนผ่านให้กลับมาทำงานได้ เรามีผู้สูงอายุหลายคนมาอยู่กับเรา เราให้เขาฟื้นฟูและดูแลเรื่องการทำงานให้มีต่อไป ปัจจุบันก็มีคนที่สามารถออกจากห้องพักที่ฟื้นฟูและกลับไปทำงานได้”
ฉะนั้น นพ.อานนท์ จึงเห็นว่า วิธีการที่บ้านอิ่มใจทำประเด็นเรื่องบ้านพักฟื้น หากใส่ประเด็นเรื่องของสุขภาพเข้าไป อาจจะรองรับคนที่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ ได้
ฐาปณีย์ ศิริสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองและส่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มองว่า บทบาทหลักของของ พม. คือ การดูแลกลุ่มเป้าหมายอย่างกลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย มองว่าการเกิดขึ้นของบ้านอิ่มใจเป็นการสร้างพื้นที่แห่งโอกาส เนื่องจากการทำงานที่ผ่านมา กลุ่มคนไร้บ้านจะกลัว พม. โดยที่ผ่านมาก็ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานหลายรูปแบบ
“สิ่งที่เขาต้องการคือบ้าน ต้องการงาน เราได้ค้นพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการแก้ไขปัญหาของคนไร้บ้านให้ยั่งยืนได้ คือเรื่องของที่อยู่อาศัยและงานที่ต้องมาคู่กัน พม. พยายามปรับหลายอย่าง พยายามให้เข้ากับตัวของคนไร้บ้านที่สุด เราพยายามทำระเบียบหรือข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เอื้อกับความต้องการของคนไร้บ้านจริง ๆ”
โดยหนึ่งในโครงการที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องนี้คือ โครงการห้องเช่าคนละครึ่ง รวมถึงระเบียบของการตั้งหลักชีวิต เนื่องจากคนไร้บ้านไม่มีต้นทุนในการดำเนินชีวิต บางคนไม่มีเงิน หรือบางคนไม่มีกระทั่งบัตรประจำตัวประชาชน
ขณะที่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า บ้านอิ่มใจถูกเปิดเป็นจุดสวัสดิการมาสักระยะ มีความคุ้นเคยบางอย่างแล้ว แต่ความท้าทายต่อไป คือ ต้องเป็นมากกว่าการมาและกลับไป แต่จะมีการพักอาศัยด้วย โดยคิดว่าหลังจากการเปิดอย่างเป็นทางการ ก็ต้องเรียนรู้ร่วมกันสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะการทำให้คนที่มาใช้บริการรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นบ้านและให้โอกาสพวกเขา
สำหรับการดำเนินการของบ้านอิ่มใจ ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ก.พ. นี้ ธีรวีร์ วีรวรรณ รองผู้อํานวยการสำนักพัฒนาสังคม กทม. ระบุว่า หลังบ้านอิ่มใจปิดตัวลงไปเมื่อปี 2562 การกลับมาเปิดครั้งได้นำเอาบทเรียนและประสบการณ์ในครั้งก่อน รวมถึงนำองค์ความรู้ที่องค์กรเครือข่ายให้คำแนะนำเข้ามาใช้ปรับในการดำเนินงาน ที่ผ่านมามีการปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนข้อเสนอ โดยทั้งหมดนี้ จะนำไปให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้ความเห็นชอบในแนวแนวทางและหลักเกณฑ์การเข้าใช้บริการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหากพบว่าเมื่อเปิดดำเนินงานแล้วไม่มีกลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการ ก็จะนำไปสู่การทบทวนหรือปรับปรุงกฎเกณฑ์ เพื่อให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย
โดยรายละเอียดที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่บ้านอิ่มใจ จะมีการจ้างงาน โดยสำนักงานการส่งเสริมอาชีพ ของ กทม. เป็นผู้ดูแล พร้อมหาวิทยากรมาให้ความรู้และอบรมให้ฟรี หรือ หากเรียนจบแล้วต้องการหางานทำ ก็จะพยายามหาช่องทางเชื่อมต่อกับแหล่งงานด้วย
ส่วนห้องครัวที่จะดำเนินการโดย โครงการตั้งต้นดี จะเริ่มต้นด้วยการสอนทำอาหาร และเมื่อจบหลักสูตรแล้วต้องการหางานทำต่อ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการของโครงการตั้งต้นดีในการเข้าสู่อาชีพต่อไป
อีกส่วนงานที่ กทม. ประสานงานกับกระทรวงการคลัง คือ เรื่องการออมเงิน เพราะเมื่อมีรายได้แล้วต้องออมเป็น ไม่อย่างนั้นเงินก็จะหมดไป โดยกระทรวงการคลังจะเข้ามาให้คำแนะนำ โดยเริ่มต้นจากวันละ 50 บาท และได้รับการสมทบจากภาครัฐตามเงื่อนไข รวมถึงเมื่ออายุ 60 ปี ก็จะสามารถซื้อสลากเงินออมเพื่อรับผลตอบแทนเพิ่มเติมได้อีกด้วย
รองผู้อํานวยการสำนักพัฒนาสังคม กทม. ยังบอกอีกว่า แม้ เจ้าหน้าที่ กทม. โดยนักสังคมสงเคราะห์จะเป็นผู้ดำเนินการหลักในบ้านอิ่มใจ แต่จะมีอาสาสมัครและองค์กรภาคีเข้ามาร่วมทำงานเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ ในอนาคตมีแผนจะเปิดรับอาสาสมัครที่เป็นคนไร้บ้าน ในรูปแบบการจ้างงานเข้ามาช่วยเหลืองานในบ้านอิ่มใจด้วย
“หลาย ๆ อย่างเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่เครือข่ายช่วยกันคิด เราก็ช่วยกันปรับให้มันเหมาะสมที่สุดสำหรับพี่น้องคนไร้บ้าน เพื่อไม่ต้องไปอยู่ตามท้องถนน ให้มาอยู่กันในนี้ที่รองรับได้ 200 คน และเชื่อว่าเมื่ออยู่ไปสักเดือนสองเดือน มีงานทำ มีรายได้ จะนำไปสู่การเข้าโครงการอื่นต่อเนื่อง อย่างห้องเช่าคนละครึ่ง หรือจะกลับบ้านก็ได้ โดยจะมีห้องให้คำปรึกษาคอยรับฟังและให้คำแนะนำ ทั้งนักจิตวิทยาจากสำนักอนามัยและโรงพยาบาลกลาง รวมถึงเปิดให้ทีมสุขภาวะข้างถนนเข้ามาเติมเต็ม”