“ศุภชัย” อ่านเทรนด์ “ดาต้าเซ็นเตอร์” “จังหวะเหลือเชื่อ” ของประเทศไทย
หลังลงจากตำแหน่งในเครือ ซี.พี. “ศุภชัย เจียรวนนท์” ลุยบทบาทใหม่ นำ “อะไรซ์ ดิจิทัล” ผงาดกุมบังเหียนทิศทางเทคโนโลยี การเงิน เอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์ ในกลุ่มทรู
ขณะที่หมวกอีกใบหนึ่งเป็นประธานอาวุโสและผู้ร่วมก่อตั้ง สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ล่าสุดจัดการประชุม DCT Digital Policy Conference ข้อเสนอนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล
“ศุภชัย” กล่าวปาฐกถาปิดท้ายการประชุม โดยเน้นย้ำการสร้างมาสเตอร์แพลนรองรับการมาถึงของเอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ “ศุภชัย” เรียกว่า “จังหวะเหลือเชื่อ” ของประเทศไทย ด้วยมองว่าคลื่นการลงทุนเอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นสัญญาณสำคัญที่เกิดจากความเหมาะสมของประเทศไทย
แต่ประเทศไทยจะ “จับจังหวะ” เหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือธรรมาภิบาลในการใช้ข้อมูลที่จะต้องเตรียมรับมือยุคถัดไป
อ่านเทรนด์ AI-ดาต้าเซ็นเตอร์
“ศุภชัย” กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในจังหวะ “น้ำขึ้นให้รีบตัก” เนื่องจากมีศักยภาพและความคล่องตัวของหน่วยงานภาครัฐ เช่น BOI และกระทรวงดิจิทัลฯ
ปัจจุบันมีแผนการลงทุน Data Center ในประเทศไทยประมาณ 3.5-5 กิกะวัตต์ โดยการลงทุนต่อ 1 GB มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท
“มากว่าทรัพย์สินกลุ่มทรู ราว 5 แสนล้าน ที่ลงทุนมากว่า 15 ปีเสียอีก”
“ผมคิดว่าจริง ๆ ดาต้าเซ็นเตอร์ในไปป์ไลน์ควรมีมากกว่า 5 กิกะวัตต์ด้วยซ้ำ เพราะคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกล 1 เจ้า อาจต้องการกำลังถึง 1 กิกะวัตต์ และต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์อย่างน้อย 3 แห่ง ด้วยประเทศไทยมีความเป็นกลางในโลกที่มีความขัดแย้งหลายขั้ว ทำให้ทั้งยักษ์ใหญ่จากจีน Alibaba, Tencent, Huawei, TikTok และอเมริกา (Google, Amazon, Microsoft) สนใจเข้ามาลงทุน ไม่ใช่แค่สนใจแต่เขามาแล้ว จึงควรมีมากกว่านี้”
ไทยได้เปรียบสิงคโปร์และมาเลเซียในเรื่องพื้นที่ และศักยภาพการเชื่อมต่อพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและเมียนมา, โดยเฉพาะการเปิดเสรีด้านพลังงานสะอาดและการมีระบบสายส่ง (Power Grid) ที่ดี
จังหวะที่น่าเหลือเชื่อ
“ผมและสภาดิจิทัลเห็นว่าจังหวะและโอกาสนี้ ประเทศไทยควรมี Master Plan สำหรับเอไอ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยพัฒนา ทุนมนุษย์ และการสร้างความเป็นอยู่ที่ดี”
“ศุภชัย” กล่าวว่า แผนแม่บทระดับชาติ (Master Plan) และการวางระเบียบ หรือ Governance ในยุคดิจิทัล แผนนี้ต้องครอบคลุมถึงยุทธศาสตร์ Data Center และการใช้ AI เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงด้านการศึกษาและความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ AI ยังต้องถูกออกแบบให้คงคุณค่าของกฎหมาย วัฒนธรรม และค่านิยมของไทย เพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติและด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)
หลังเวที “ศุภชัย” กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำในตอนนี้คือการกำกับดูแลเอไอ ทั้งเรื่องจริยธรรม และเรื่องความปลอดภัยของถิ่นฐานข้อมูล (Data Sovereign) หรืออธิปไตยของข้อมูลเพื่อปกป้องภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
โดยเฉพาะการคุ้มครองข้อมูล ที่ปัจจุบันแพลตฟอร์มดิจิทัลให้บริการแบบข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทย และไม่รู้ว่ามีการเก็บรักษาและส่งต่อข้อมูลอย่างไร จนไม่สามารถควบคุมกำกับดูแลได้ทั่วถึง
ดังนั้นการกำกับดูแลจึงควรมีแบบแผนที่ชัดเจน และมีเจ้าภาพ เพื่อให้บริษัทแพลตฟอร์มหรือบริการดิจิทัลชาติที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขกำกับดูแล ใช้บริการคลาวด์-ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ
“แม้รัฐบาลจะบังคับแพลตฟอร์มข้ามพรมแดนไม่ได้ แต่กำกับดูแลธุรกิจไทยภายใต้กำกับดูแลไม่ให้ซื้อหรือใช้บริการ ที่ไม่มีการคุ้มครองดาต้าภายในประเทศได้”
หวังไทยเป็น Innovation Hub
เมื่อกลุ่ม Hyperscaler เช่น Google, Amazon, Microsoft, Alibaba, Tencent เริ่มเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณมาก เราควรขยับจากการเป็นเพียงผู้รับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การสร้างเงื่อนไขให้บริษัทเหล่านี้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาค ในด้าน AI และ Cloud ในประเทศไทย ซึ่งหลายประเทศภาครัฐและอุดมศึกษาจะเป็นตัวยืนในการวิจัยและพัฒนา
เมื่อตั้งแล้วควรคอลแลบส์กับภาคอุดมศึกษาทันที ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกกับมหาวิทยาลัยของไทย มีการทำสัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาไทยได้เข้าไปฝึกงานในศูนย์ R&D ระดับโลกเหล่านี้
“หากมหาวิทยาลัยไทยชั้นนำ 3-4 แห่งสามารถเชื่อมต่อกับบุคลากรระดับโลกจาก 6-7 บริษัทที่เป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยไทยถูกยกระดับขึ้นไปสู่ Top 10 หรือ Top 20 ของโลก ได้ในบางสาขา”
การจะทำให้ไทยกลายเป็น Innovation Hub ของโลก ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ความร่วมมือเท่านั้น แต่ต้องมีการสนับสนุนด้าน Match Fund หรือการสนับสนุนด้านทุนที่ไหลมาพร้อมกับการสร้างศักยภาพของมหาวิทยาลัย
“ทุนมนุษย์” โจทย์สำคัญ
“ศุภชัย” เน้นย้ำว่า “ทุนมนุษย์” คือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเม็ดเงิน หรือโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ การลงทุนในคน การพัฒนาทักษะ AI และการดึงดูด Talent ระดับโลก คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่จังหวะโอกาสที่ “เหลือเชื่อ” นี้ได้
“เป็นไปได้ไหมที่เราจะเริ่มสร้างคนตั้งแต่ในหลักสูตรการศึกษา เช่น เอสโตเนียบรรจุวิชา AI หรือ Computer Science เป็นวิชาบังคับตั้งแต่ระดับประถมศึกษา นอกจากสร้างคน การนำเข้าคนเข้ามาจะเร็วกว่า เช่น ที่เราบอกว่ามี Digital Nomad จำนวนมากในประเทศ เราอยากได้ 1 ล้านคน แต่ตั้งเป้าไว้ก่อน 10,000 คนแรก อำนวยความสะดวกให้เขา แล้วให้เขาชวนอีก 1 แสนคนเข้ามา”
ที่สำคัญคือการสร้างเมืองให้น่าอยู่ หรือสมาร์ทซิตี้ สำหรับรองรับผู้คนเหล่านี้ นำเทคโนโลยีมาช่วยด้านความปลอดภัย เช่น การติดตั้งกล้องอัจฉริยะในปริมาณที่เหมาะสม เมื่อกรุงเทพฯเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่มี 2 แสนตัว แต่กรุงเทพฯมีกล้องอัจฉริยะจริง ๆ เพียงไม่กี่ร้อยตัว ดังนั้นการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานจะทำให้ Talent ไหลเข้ามา
ประเทศไทยเรามีโอกาส เป็นช่วงจังหวะเวลาโอกาสของประเทศเราจริง ๆ ที่ทั้งเรื่องภูมิศาสตร์ พลังงาน เงินทุนที่ไหลมา ทุนถ้าเราสามารถเข้าสู่จังหวะนี้ได้ อาจจะ “เหลือเชื่อ” ก็ได้
ประเทศไทยอาจเป็นไปตามที่มีคนบอกว่า เราจะเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจก็เป็นไปได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ศุภชัย” อ่านเทรนด์ “ดาต้าเซ็นเตอร์” “จังหวะเหลือเชื่อ” ของประเทศไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net