โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

มองตลาดขนส่งพัสดุ "มาเลเซีย" ผ่านกรณี Flash Express

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สัมภาษณ์พิเศษ เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ “Flash Express (แฟลช เอ็กซ์เพรส)” บริษัทขนส่งเอกชนที่เป็นยูนิคอร์นตัวแรกของไทย ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังตัดสินใจยุติกิจการ Flash Express ในมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2026 เป็นต้นไป

การประกาศปิดตัวครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดธุรกิจขนส่งพัสดุในมาเลเซีย มีความดุเดือด ร้อนแรงแค่ไหน และภาพรวมของตลาดกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นอย่างไร

“ประชาชาติธุรกิจ” คุยกับ Weihan Chen (เวยฮัน เฉิน) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insights Lead) ของ Momentum Works บริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจในสิงคโปร์ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดธุรกิจขนส่งพัสดุ ทั้งในมาเลเซีย และทั่วอาเซียน

2 รายใหญ่ ครองส่วนแบ่ง 2 ใน 3

ตลาดขนส่งพัสดุในมาเลเซีย ปัจจุบันมีผู้เล่นรายใหญ่ 2 ราย คือ J&T Express และ SPX Express จากแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ Shopee โดย 2 แบรนด์นี้ ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 2 ใน 3 และปริมาณพัสดุส่วนใหญ่ในท้องตลาด มักมาจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มีการปรับเปลี่ยนบริษัทที่ทำหน้าที่จัดส่งพัสดุ ไม่ว่าจะเป็น Shopee ที่ใช้ SPX Express ซึ่งอยู่ในเครือบริษัทเดียวกัน หรือ TikTok Shop ซึ่งมีการเติบโตต่อเนื่อง ก็หันไปใช้บริการค่าย J&T Express ด้วยเช่นกัน

เวยฮัน อธิบายหนึ่งปัญหาที่เจอในตลาดมาเลเซีย คือ ปัญหาต้นทุนการขนส่ง Last-Mile หรือการขนส่ง “ขาสุดท้าย” จากศูนย์กระจายสินค้าไปยังผู้รับปลายทาง โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในตลาดสะท้อนว่า นี่คือส่วนที่ใหญ่ที่สุดจากโครงสร้างทั้งหมด โดยเฉพาะการจัดส่งไปยังพื้นที่มาเลเซียตะวันออก ซึ่งความหนาแน่นของประชากรต่ำกว่าและมีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ที่ทำให้ต้องขนส่งทางเรือหรือทางอากาศแทน ทำให้ต้นทุนในธุรกิจสูงขึ้นอย่างมาก

ตลาดอาเซียน ยังมีแนวโน้มโต

เมื่อขยายภาพดูการแข่งขันในภาพรวมของตลาดประเทศอาเซียน เวยฮัน สะท้อนข้อมูลว่าตลาดดังกล่าว โดยรวมยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยระหว่างปี 2023-2024 ปริมาณพัสดุเพิ่มขึ้นประมาณ 25% และคาดว่าปริมาณพัสดุรวมในแถบอาเซียน อยู่ที่ประมาณ 16,000 ล้านชิ้น (ตัวเลขคาดการณ์ปี 2024) หรือคิดยอดเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 43 ล้านชิ้น (คิดเป็นประมาณ 70% ของปริมาณพัสดุเฉลี่ยต่อวันในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสูงถึง 61 ล้านชิ้นต่อวัน)

อย่างไรก็ดี แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยังคงเป็นตัวละครหลักในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจขนส่งพัสดุ เพราะแพลตฟอร์มจะเป็นผู้เลือกว่าจะขนส่งพัสดุของแพลตฟอร์มกับผู้ให้บริการรายใด ทำให้ยังมีอำนาจต่อรองสูงในการกำหนดราคาและเงื่อนไข

โดยผู้เล่นรายใหญ่สามารถเสนอราคาค่าบริการที่ต่ำกว่าเพื่อดึงดูดปริมาณงานจากแพลตฟอร์มได้ และจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง รักษาระดับคุณภาพการบริการที่ดีได้ แต่ในทางกลับกัน ทำให้ผู้เล่นรายย่อยที่อาจได้รับงานจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ในปริมาณที่น้อยลง เผชิญกับต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้น กระทบกลับมาถึงการรักษาระดับการบริการ

ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกนำมาเทียบกัน คือ ตลาดในประเทศจีน ซึ่งผู้ขายหรือร้านค้า มีอำนาจในการเลือกบริษัทขนส่งเอง สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ผู้ให้บริการรายใด ส่วนบริษัทขนส่งพัสดุ มักจะแบ่งหน้าที่กัน โดยผู้เล่นรายใหญ่ จะทำหน้าที่ดูแลการขนส่งข้ามภูมิภาค และผู้เล่นที่เป็นรายย่อยในท้องถิ่นนั้น ๆ จะเป็นผู้ทำหน้าที่ขนส่ง Last-Mile ถึงผู้รับปลายทางโดยตรง

ขณะที่การแข่งขันในตลาดเอง สิ่งที่น่าสนใจคือในมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่ผู้เล่นดั้งเดิมในตลาด กำลังเผชิญความท้าทายในการรักษาตลาดจากผู้เล่นรายอื่น ๆ ส่วนตลาดประเทศไทยและเวียดนาม ยังมีจำนวนผู้เล่นที่หลากหลายกว่า เช่น ไปรษณีย์ไทย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของไทย และยังทำหน้าที่จัดส่งพัสดุอื่น ๆ ไม่จำกัดแค่การขนส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซ

พัสดุ พัสดุสินค้า

อนาคตของ “รายย่อย”

จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเป็นความท้าทายใหญ่ที่ผู้เล่นรายย่อยต้องเผชิญ ยังไม่นับรวมถึงขนาดธุรกิจ และธรรมชาติของธุรกิจที่ต้องพึ่งพาสินทรัพย์จำนวนมาก (Asset-Heavy)

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการมีปริมาณพัสดุที่มากพอ เพื่อลดการแบกรับต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ใกล้กับผู้เล่นรายใหญ่ จนถึงการเน้นบริการในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) แต่อาจยังเป็นเรื่องยากในการแข่งขันระดับประเทศ ด้วยข้อจำกัดด้านเครือข่ายที่ครอบคลุม

อย่างไรก็ตาม เวยฮัน ยังสะท้อนว่าในตลาดยังมีโอกาสซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในตลาดอีคอมเมิร์ซ เช่น การมีแพลตฟอร์มรายใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งจะมีผลต่อการขยายจำนวนผู้เล่นในธุรกิจขนส่งพัสดุ รวมถึงการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ของตนเอง เช่น หาก TikTok Shop ตัดสินใจสร้างระบบขนส่งพัสดุเอง ก็อาจเขย่าผู้เล่นรายย่อยหรือบริษัทขนส่งต่าง ๆ ให้ต้องปรับตัวตามนโยบายแพลตฟอร์มอีกครั้ง

อีกหนึ่งโอกาสที่น่าสนใจ คือ การพัฒนาบริการจัดส่งทันที (Instant Delivery) ซึ่งเวยฮัน มองว่ายังเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสและศักยภาพ โดยใช้ประโยชน์จากกลุ่มไรเดอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ร่วมมือกับแพลตฟอร์มใหญ่ เช่น ShopeeFood หรือ Grab ในการร่วมให้บริการส่งของด่วนจากร้านค้าในท้องถิ่น และจุดนี้ ถือเป็นการใช้ความเชี่ยวชาญในพื้นที่ ให้เป็นข้อได้เปรียบที่รายใหญ่ในภูมิภาคอาจเจาะไม่เข้า

จากข้อมูลเหล่านี้ เป็นได้ทั้งภาพสะท้อนการแข่งขันในตลาดขนส่งพัสดุยุคอีคอมเมิร์ซ ที่ยังคงมีความร้อนแรง รวมถึงเป็นบทเรียนสำคัญให้หลายธุรกิจ ในการเรียนรู้และปรับตัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มองตลาดขนส่งพัสดุ “มาเลเซีย” ผ่านกรณี Flash Express

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...