พท.ซัด รมว.ดีอีเอส 4 ปี แก้ภัยไซเบอร์ไม่ได้ กระทบความมั่นคง ปท. แนะ 6 นโยบายปราบโจร
‘เพื่อไทย’ แนะ 6 แนวนโยบายปราบโจรไซเบอร์-รัฐตั้งคณะกรรมการระดับชาติ-เร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ ปชช. ชี้ภัยโกงออนไลน์คือปัญหาความมั่นคงระดับชาติ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดเสวนา “เพื่อไทยมา ปัญหาโจรไซเบอร์ต้องจบ” โดยมี นายสยาม หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู, นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย, น.ส.จุฑาพร เกตุราทร ผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขตบางรัก และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรค พท. ร่วมเสวนา และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรค พท. เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
โดยนายสยามกล่าวว่า จากการติดตามปัญหาภัยไซเบอร์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าความเสียหายจากโจรไซเบอร์ถือเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศแล้ว ตนได้รับฟังเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายจำนวนมาก ที่พบมากคือเรื่องซื้อขายของออนไลน์ รวมทั้งมีการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ ทั้งในลักษณะของการโทรและข้อความ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กมธ.ดีอีเอส ได้พยายามแก้ไขปัญหาร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องบัญชีม้า ตัวแทนสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) มาโดยตลอด ซึ่งหลังจากได้รวบรวมปัญหาจากผู้เสียหายและอุปสรรคในการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน
นายสยามกล่าวต่อว่า จึงนำเสนอแนวทางที่ควรแก้ไขคือ 6 แนวทาง ได้แก่ 1.การออกกฎหมายที่สำคัญจำเป็น รวดเร็ว ในการระงับยับยั้งอาชญากร 2.ต้องตั้งกองกำกับการไซเบอร์ทุกจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกของประชาชนแต่ละพื้นที่ 3.กำหนดการใช้ซิมการ์ดของแต่ละบุคคล 4.การปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งมีจำนวนหลายล้านบัญชี 5.การเสริมสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ 6.การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเยาวชน ติดความรู้ให้ชาวบ้าน ไม่ให้ถูกชักชวนการลงทุนจากอาชญากร
“รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล 4 ปีมายังไม่ทำอะไร ถ้าเป็นรัฐบาลเพื่อไทยจะเสนอให้ปิดแอพพลิเคชั่นพวกนี้ไว้ก่อน เพราะถือว่าเป็นภัยความมั่นคง” นายสยามกล่าว
ด้านนายศรัณย์กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีวิธีการที่สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่รัฐบาลยังปล่อยผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ พรรค พท.ได้อภิปรายในสภาว่าเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นที่หลอกหลวงมีประชาชนเป็นผู้เสียหายแล้วมูลค่ารวมมากกว่า 10-100 ล้านบาท จนถึงวันนี้เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชัน่ดังกล่าวยังไม่ถูกดำเนินการแต่อย่างใด ทุกอย่างไม่ใช่ปัญหาที่เราไม่สามารถรับมือได้ ปัญหาตอนนี้คือรัฐบาลไม่ทำ หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบไม่สามารถปิดได้ คดีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่อาชญากรรมที่มีความซับซ้อนมากขนาดนั้น เช่น การชักชวน หรือหลอกให้ลงทุน
นายศรัณย์กล่าวต่อว่า เคยคุยกับเหยื่อหลายคน ทุกเสียงเห็นตรงกันว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาพเศรษฐกิจ การบริหารบ้านเมือง ประชาชนต้องหารายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากรายได้หลัก ซึ่งไม่ใช่เกิดจากความโลภ ประชาชนไม่เคยได้ ไม่เคยมีความหวังจากรัฐบาล ทำให้ประชาชนต้องเลือกไปหาความเสี่ยงนั้น กว่าภาครัฐจะมีท่าทีก็กินเวลานาน อย่างกรณีที่มีการเปิดเผยชื่อเว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ตอนนี้เว็บไซต์ดังกล่าวก็เปลี่ยนชื่อไปแล้ว
“ถ้าเพื่อไทยมา ปัญหาโจรไซเบอร์ต้องจบ เรามีความสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งจะอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว และความร่วมมือจากภาคเอกชน พรรคเพื่อไทยรู้วิธีและทำจริง เราจะไม่ปล่อยให้ปัญหานี้กระทบต่อพี่น้องประชาชน ขอแค่เรามีโอกาสที่จะทำ” นายศรัณย์กล่าว
ด้าน น.ส.จุฑาพรกล่าวว่า ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและบุคคล ในประเทศไทย มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมาก ข้อมูลจากศูนย์แจ้งความออนไลน์ของตำรวจ ในปีที่ผ่านมามีคดีที่แจ้งมากกว่า 200,000 คดี ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งความในเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 170,000 กว่าคดี ซึ่งประเภทที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือการถูกหลอกให้ซื้อขายของออนไลน์ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ปัญหานี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด โดยในระยะสั้น หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนควรมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ให้แต่ละกลุ่มประชากรรู้เท่าทันภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์
น.ส.จุฑาพรกล่าวต่อว่า ในระยะยาวต้องมีการทำงานร่วมกันมากขึ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย อย่าง ตร. และตัวแทนจากภาคธนาคาร ซึ่งถือเป็นผู้มีฐานข้อมูลบัญชี หากได้มีการพิสูจน์ทราบแล้วว่ามีการเปิดบัญชีม้า ให้ทำการอายัดบัญชีได้ทันท่วงที โดยการฟรีซบัญชีม้าไว้ ก่อนที่เงินจะถูกโอนออกนอกประเทศ หรือถูกโอนเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้ นอกจากนี้ หน่วยงาน กสทช.จะสามารถเข้ามาป้องกันและปราบปรามการโกงทางไซเบอร์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
น.ส.จุฑาพรกล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันการอายัดเงินยังทำได้ค่อนข้างยากมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะติดปัญหาในเรื่องของการขอข้อมูลแต่ละคดี บางคดีขอข้อมูลต้องทำหนังสือสอบถามไปยังธนาคารต่างๆ ตามเส้นทางการโอนเงิน ซึ่งทำให้เสียเวลา จึงต้องจัดตั้งกองปราบโกงออนไลน์ที่มีอำนาจจัดการการโกงมากขึ้น ขจัดอุปสรรคขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่ทันอาชญากร ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่ายิ่งนานโอกาสได้เงินคืนจะยิ่งลดน้อยลง
“ในระยะยาวควรมีหลักสูตรให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักสูตรป้องกันปัญหานี้ให้เหมาะสมกับช่วงวัย เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนภูมิปัญญาเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยทำได้ดีกว่าเดิมแน่นอน” น.ส.จุฑาพรกล่าว
ด้านนายอนุสรณ์กล่าวว่า พรรค พท.ขอเสนอแนวนโยบายของพรรคในการปราบปรามการโกงออนไลน์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ 6 ด้าน ได้แก่ 1.ให้มีคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อความรวดเร็วในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติ 2.มีการจัดตั้งกองปราบไซเบอร์ มีอำนาจจัดการปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ให้ครบวงจรมากขึ้น
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า 3.ควบคุมการใช้เครื่องมือเกี่ยวกับการอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น IP Box Generator เพิ่มความเข้มในการจดทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์ 4.เพิ่มโทษบัญชีม้า เว้นว่าถูกหลอกลวง 5.เพิ่มอำนาจสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการควบคุมจัดการเงินที่ได้มาจากโกงประชาชนที่จะแปรไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และ 6.มีกองทุนเยียวยาเหยื่อการโกง โดยนำทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดที่ถูกยึดหรืออายัดมาใช้เพื่อการนี้