'โรคกลัวไลน์' เรื่องจริง หรือแค่แพนิค?
H.I.P Marketing Studio
อัพเดต 11 เม.ย. 2565 เวลา 10.37 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2565 เวลา 01.07 น. • H.I.P Shout
เคยเป็นไหม? กับวัฒนธรรมการทำงานผ่าน “ไลน์” ที่ได้ปรับเปลี่ยนจากรูปแบบเดิม ๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในหลายประเทศและหลายชั่วอายุคน จนส่งผลให้คนวัยทำงานได้กลายเป็นผู้ที่ทุกข์ทรมานจากโรค “Telephobia” ซึ่งจะเป็นอาการแพนิค เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือน หรือเสียงโทรศัพท์
.
โรคกลัวเสียงแจ้งเตือน หรือ Telephobia ได้มีจุดเริ่มต้นมาก่อนการถือกำเนิดของโทรศัพท์มือถือ โดยปรากฏใน The Psychology of Sales Call Reluctance ในปี 1986 โดย Robert Graves นักเขียนชาวอังกฤษ ได้เขียนเกี่ยวกับการพัฒนาความกลัวในการใช้โทรศัพท์ หลังจากได้รับบาดเจ็บขณะรับใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1
.
Michael Landers ผู้อำนวยการระดับโลกของ Culture Crossing ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ให้คำแนะนำแก่กลุ่มและบุคคลที่ทำงานในบริบททั่วโลกกล่าวว่า ในญี่ปุ่นผู้คนมักจะมีความลังเลที่จะพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก พวกเขาไม่ต้องการทำให้ใครขุ่นเคือง รวมถึงในอินโดนีเซีย คนทั่วไปส่งข้อความประมาณ 100 ข้อความทุกวัน เพราะกลัวว่าผู้คนไม่สะดวกที่จะโทรศัพท์
.
ในหลายวัฒนธรรม ความหวาดกลัวในเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นการขอนัดพบ หรือพยายามทำข้อตกลงในการคุยงาน อย่างกรณีล่าสุดของ ‘Telephobia’ ที่ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับลูกจ้างด้วยเหตุผลหลายประการ
.
จากการที่ Work From Home บริษัทที่ไม่ได้วางแบบแผนในการประสานงานผ่าน E-mail ก็จะคุยกันในแอปพลิเคชันไลน์ (Line) ทำให้พนักงานโดนสั่งงาน โดนด่าผ่านไลน์ตลอด แม้ในช่วงวันหยุดก็ต้องมาแก้งาน จึงแก้ไขโดยการเปิดการแจ้งเฉพาะในวันที่ทำงานเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ ไลน์ คือ ‘โลกส่วนตัว’ ด้วยพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานนี้อาจนำไปสู่ของโรค Ergophobia ซึ่งเป็นอาการกลัวการทำงานที่รุนแรง
.
“Ergophobia” เป็นอาการกลัวการทำงานที่รุนแรง ไร้เหตุผล และทำให้ร่างกายทรุดโทรม พวกเขาอาจรู้สึกเครียดเกินควรจากสถานการณ์การทำงานทั่วไป แม้ว่าพวกเขาจะทำงานได้ดีก็ตาม รวมถึงลักษณะการทำงานที่ย่ำแย่ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ ‘ความไร้เหตุผลของความกลัว’ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบว่าคนที่เป็นโรค Ergophobia จะเริ่มทำงานช้ากว่าเพื่อร่วมงานรอบข้าง
.
สัญญาณและอาการของ Ergophobia ได้แก่ ความวิตกกังวล ความกลัว และการหลีกเลี่ยงสิ่งเร้า ความกลัวในการทำงานหรือสถานที่ทำงานอาจปรากฏขึ้นในการเปลี่ยนงานบ่อยครั้ง การหยุดระหว่างงาน การหายไป ซึ่งการรักษาโรคนี้มีวิธีการรักษาที่หลากหลาย เช่น การบำบัดด้วยการสัมผัส EMDR หรือ CBT และบางวิธีก็อาจใช้ยารักษาโรควิตกกังวลด้วย
.
ทุกวันนี้เราแทบจะแยกกันไม่ออกระหว่างอาการกลัวโทรศัพท์มือถือ (Telephobia) หรือโรคกลัวการทำงาน (Ergophobia) ซึ่งทั้งสองอาการนี้ล้วนเป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ที่ไม่ต้องพูดผ่านกับใครแบบเฉพาะเจาะจง ทำให้ง่ายต่อการปกปิดอารมณ์และความต้องการของผู้ที่ต้องการส่งสารออกไป และในที่สุด ‘ความกลัว’ ที่จะหยิบโทรศัพท์ก็เกิดขึ้น และอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยที่คุณไม่รู้ตัว
.
แม้ว่าทั้งสองอาการนี้จะได้รับการศึกษาในผู้เชี่ยวชาญ และมีวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผู้คนในสายอาชีพต่าง ๆ เพราะอาการกลัวโทรศัพท์มือถือนั้นสามารถก่อกวนทั้งชีวิตส่วนตัวและอาชีพของคุณ และอาจทำให้เป็นโรคกลัวการทำงานได้
.รวมถึงการใช้งาน “ไลน์” ในกระบวนการทำงาน เราสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และสร้างความสะดวกสบาย เป็นงานง่าย ๆ ที่ทุกคนควรทำได้ แต่สำหรับคนที่กำลังประสบพบเจอกับโรคหรืออาการเหล่านี้ อาจจะมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ ตรงกันข้ามกับผู้คนบางกลุ่ม ซึ่งมุมมองที่แตกต่างนั้นอาจนำไปสู่สาเหตุของปัญหาที่ใหญ่กว่าที่เราคาดคิดได้ ดังสุภาษิตที่ว่า “น้ำผึ้งหยดเดียว”
.ข้อมูลอ้างอิง แหล่งข้อมูลที่ 1 : https://www.bbc.com/worklife/article/20161213-scared-of-the-phone-heres-how-to-overcome-that-fear แหล่งข้อมูลที่ 2 : https://www.verywellmind.com/afraid-making-phone-calls-tips-3024317
แหล่งข้อมูลที่ 3 : https://www.choosingtherapy.com/ergophobia/ .Read Me - We Shout l The Shout
Living Online Magazine[Life, Culture, Creative, Spirit]