โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : ย้อนรอยศึก'แดงเดือด' 5 แมตช์สุดคลาสสิกใน'พรีเมียร์ลีก'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 09 มี.ค. 2561 เวลา 06.12 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 06.12 น.

วันเสาร์นี้ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีโปรแกรมเตะคู่บิ๊กแมตช์สุดสุดระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล กับศึก “แดงเดือด” ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

แมตช์นี้นอกจากจะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างทั้ง 2 ทีมแล้ว ให้แฟนบอลได้มีประเด็นฟัดกันอย่างเผ็ดร้อนแล้ว ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญสำหรับทั้งปีศาจแดงและหงส์แดงที่กำลังขับเคี่ยวแย่งตำแหน่งรองแชมป์รวมถึงการการันตีตั๋วลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าอีกด้วย

เนื่องจากปัจจุบัน แมนฯยูกับลิเวอร์พูลรั้งอันดับ 2 และ 3 ของตาราง มีแต้มห่างกันเพียง 2 แต้ม ผลแพ้ ชนะ หรือเสมอในแดงเดือดครั้งนี้ย่อมส่งผลโดยตรงกับอันดับตารางทันที

เพื่อเป็นการโหมโรงก่อนศึกใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เราจึงย้อนอดีตเกมแดงเดือดสุดคลาสสิก 5 แมตช์ที่เคยเกิดขึ้นที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดในเกมพรีเมียร์ลีกมาฝากกัน

– ลิเวอร์พูล เสมอ แมนฯยูไนเต็ด 3-3
4 มกราคม 1994

ปีศาจแดงในยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในเวลานั้น เป็นทีมสุดแกร่ง รั้งตำแหน่งจ่าฝูง และโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม บุกไปนำหงส์แดง ทีมอันดับ 9 ของตาราง 3-0 หลังผ่านไปเพียง 29 นาที

ประตูของทีมเยือนมาจากลูกโหม่งของ สตีฟ บรู๊ซ, ลูกชิพสุดสวยของไรอัน กิ๊กส์ และฟรีคิกงามๆ จาก เดนิส เออร์วิน

แต่แล้ว ไนเจล คลัฟ ก็ทำ 2 ประตูให้ทีมตีตื้น ก่อนที่ นีล รัดด็อค จะยิงประตูตีเสมอให้เจ้าถิ่นก่อนหมดเวลา 11 นาที แบ่งแต้มกันไปอย่างสุดระทึก

แมนฯยูไนเต็ด เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2
1 ตุลาคม 1995

หลังจากโดนโทษแบน 8 เดือนเต็มเพราะก่อเหตุกระโดดเตะกังฟูใส่แฟนบอล คริสตัล พาเลซ ในที่สุด เอริค ก็องโตน่า “เดอะ คิง” ของแฟนผีก็กลับมาลงสนามช่วยทีมได้อีกครั้ง

แมตช์นี้เจ้าถิ่นได้ประตูนำเร็วจาก นิคกี้ บัตต์ ก่อนที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษจะทำ 2 ประตูให้ทีมเยือนพลิกกลับมานำ 2-1

กระทั่งนาทีที่ 71 แมนฯยูได้ลูกโทษที่จุดโทษในจังหวะที่ เดวิด เจมส์ เข้าขวางการลากบอลเข้าเขตโทษของ เดวิด เบ๊คแฮม สุดท้ายก็องโต้รับหน้าที่สังหารจุดโทษไม่พลาด ตีเสมอให้ทีมฉลองการคืนสนามอีกครั้ง

-แมนฯยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 1-4
14 มีนาคม 2009

ต้องเรียกว่าเป็นชัยชนะที่ช่วยฟื้นความหวังอันริบหรี่ของลิเวอร์พูลที่จะเบียดแย่งแชมป์จากแมนฯยูไนเต็ดให้ได้ในฤดูกาลนั้น

เกมเริ่มต้นจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดจุดโทษให้เจ้าถิ่นนำกลางครึ่งแรก ก่อนที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส ดาวยิงชาวสเปน จะตีเสมอในอีก 5 นาทีถัดมา

หลังจากนั้น สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ซัดจุดโทษช่วยให้หงส์แดงขึ้นนำ 2-1 ก่อนหมดเวลาครึ่งแรก

ขณะที่เกมยังเป็นไปอย่างสูสี แมนฯยูต้องมาเสียเปรียบเมื่อ เนมันย่า วิดิช โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในนาที 76 หลังจากนั้น หงส์แดงก็มาได้อีก 2 ประตูท้ายเกมจาก ฟาบิโอ ออเรลิโอ และ อันเดรีย ดอสเซน่า เก็บชัยกลับบ้านท่วมท้น 4-1

ผลการแข่งขันดังกล่าวนับเป็นการปราชัยคาบ้านที่ย่อยยับที่สุดของปีศาจแดงในรอบ 17 ปีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วแชมป์ก็ยังตกเป็นของแมนฯยูไนเต็ด โดยมีลิเวอร์พูลจบรองแชมป์ด้วยแต้มห่าง 4 คะแนน ซึ่งแชมป์ดังกล่าวทำให้ปีศาจแดงทำสถิติครองแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยเท่ากับหงส์แดงอีกด้วย

-แมนฯยูไนเต็ด ชนะ ลิเวอร์พูล 3-2
19 กันยายน 2010

ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ กองหน้าอารมณ์ศิลปินชาวบัลแกเรียทำประตูก่อนหมดครึ่งแรกให้ทีมขึ้นนำ และมาบวกเพิ่มอีกประตูในครึ่งหลังจากการกระโดดซัดโอเวอร์เฮดคิกสุดสวย

แต่ฝั่งทีมเยือนก็มีลูกฮึดไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จจากเจอร์ราร์ดทั้ง 2 ประตู เริ่มจากลูกโทษที่จุดโทษ ก่อนจะปั่นฟรีคิกสุดสวยเข้าไปตุงตาข่ายในอีก 10 นาทีถัดมา

อย่างไรก็ตาม เบอร์บาตอฟยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ทำประตูชัยท้ายเกมก่อนหมดเวลา 6 นาที เป็นแฮตทริกที่ช่วยให้เจ้าถิ่นเอาชนะไปอย่างสุดมัน

-แมนฯยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 0-3
16 มีนาคม 2014

เกมแดงเดือดที่โอลด์แทรฟฟอร์ดหลังการอำลาตำแหน่งกุนซือของเฟอร์กี้กลายเป็นแมตช์ที่แฟนๆ ผีไม่อยากจดจำ เพราะโดนวิจารณ์เละว่าเหมือนเล่นอยู่ฝ่ายเดียว

เกมนี้ หงส์แดงได้ลูกจุดโทษถึง 3 ลูก ซึ่งเจอร์ราร์ดหวิดทำแฮตทริกได้ หลังส่ง 2 ลูกแรกเข้าไปตุงตาข่าย แต่อีกลูกดันเตะไปชนเสา แถมแมตช์นี้วิดิชยังมาโดนใบแดงอีกครั้ง เป็นใบแดงที่ 4 ของเจ้าตัวในการลงสนามเกมแดงเดือดแล้ว

สุดท้าย หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงชาวอุรุกวัยมาทำประตูปิดกล่องให้หงส์แดงเก็บชัยง่ายดายในนาทีที่ 84

ส่วนแมตช์แดงเดือดวันเสาร์นี้จะขึ้นแท่น “คลาสสิก” กับเขาหรือไม่ ต้องรอติดตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...