โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"หอการค้าญี่ปุ่น" ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทย 63 ดีขึ้น แต่หวั่น "ไวรัสโคโรนา" ปัจจัยลบไม่คาดฝัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.พ. 2563 เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2563 เวลา 12.30 น.

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซีบี) เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ทำการสำรวจในเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยมีบริษัทญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกเจซีซีบีร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 595 ราย จากทั้งหมด 1,750 ราย โดยบริษัทส่วนใหญ่ระบุว่าสภาพธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2562 ปรับตัวแย่ลงจากหลายปัจจัย แต่มีแนวโน้มว่าสภาพธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก พ.ศ. 2563 จะปรับตัวดีขึ้น

นายอัทสึชิ ทาเคทานิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และประธานคณะวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ผลการสำรวจของเจซีซีบีใช้ดัชนีแนวโน้มทางเศรษฐกิจ (ดีไอ) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงการเปรียบเทียบสภาพธุรกิจในช่วงระยะเวลา 6 เดือนกับช่วงระยะเวลา 6 เดือนก่อนหน้านั้น ซึ่งดัชนีดีไอของบริษัทญี่ปุ่นในไทยอยู่ในแดนลบมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2562 โดยในครึ่งปีแรก พ.ศ. 2562 มีดัชนีอยู่ที่ -19

ขณะที่ครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2562 ดัชนีดีไอตกลงมาอยู่ที่ -38 เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรที่ใช้ในการขนส่งหรือยานยนต์ของไทยซบเซาอย่างมาก มีดัชนีดีไอลดลงจาก -48 ในช่วงครึ่งปีแรกเป็น -78 ในช่วงครึ่งปีหลัง และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่าง อุตสาหกรรมเหล็ก เคมีภัณฑ์ และชิ้นส่วนยานยนต์ด้วย

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์แนวโน้มดัชนีดีไอในช่วงครึ่งปีแรก พ.ศ. 2563 มีแนวโน้มที่สภาพธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้น แต่จะยังคงอยู่ในแดนลบที่ -18 เป็นผลมาจากปัจจัยบวกอย่างสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงด้วย โดยจากการสำรวจของเจซีซีบีพบว่า ผู้ประกอบการญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้ปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ใช้ในการวางแผนธุรกิจในครึ่งปีแรก พ.ศ. 2563 อยู่ที่ 30.5-31.0 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการสำรวจครั้งก่อนหน้านี้ที่ส่วนใหญ่ใช้อัตรา 32.5-33.0 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในแง่ของการส่งออก บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยมองว่าตลาดส่งออกจากไทยที่มีศักยภาพในอนาคต อันดับ 1 คือเวียดนาม (46%) รองลงมาคือ อินเดีย (32%) อินโดนีเซีย (29%) เมียนมา (24%) และญี่ปุ่น (18%) โดยมีบริษัทราว 24% ที่ระบุว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก พ.ศ. 2563 จะฟื้นตัวดีขึ้นในภาพรวมเมื่อเทียบกับการส่งออกตลอดทั้งปี 2562

การสำรวจของเจซีซีครั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นในไทยยังได้แสดงความกังวลในหลายด้านทั้ง การแข่งขันกับบริษัทอื่นที่รุนแรง ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของไทยที่ซบเซาได้กลายเป็นความกังวลของบริษัทญี่ปุ่นในไทยมากขึ้น ส่งผลให้หลายบริษัทต้องการให้รัฐบาลไทยส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และปรับปรุงระบบและการบังคับใช้ระบบศุลกากรและพิธีการศุลกากรด้วย

บริษัทญี่ปุ่นยังได้แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีบริษัทที่ระบุว่าสนใจลงทุนในพื้นที่อีอีซีราว 23% แต่บริษัทที่ไม่สนใจลงทุนมี 38% สาเหตุมาจากการที่บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงต้องการลงทุนพื้นที่ที่มีผู้บริโภคจำนวนมากอย่าง กรุงเทพฯ หรือลงทุนในพื้นที่ที่บริษัทมีฐานการผลิตสินค้าอยู่แล้วอย่าง อยุธยาและเชียงใหม่ ทั้งนี้บริษัทญี่ปุ่นต้องการให้มีการปรับปรุงนโยบายอีอีซีในหลายด้าน ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี การเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการนำเข้า/ส่งออก และการผ่อนปรนกฎระเบียบมากขึ้น

นายทาเคทานิระบุด้วยว่า การสำรวจครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ยังไม่มีการใช้ข้อมูลดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในการคาดการณ์แนวโน้มดัชนีดีไอในช่วงครึ่งปีแรก พ.ศ.2563

แต่ระบุว่าสถานการณ์ไวรัสจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ทั้งในแง่ลบอย่างจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงและการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบหนัก ส่วนในแง่บวกอย่างการอ่อนค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังคงไม่แน่นอน ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของการแพร่ระบาด ซึ่งเจซีซีบีจะการสำรวจต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...