รู้หรือไม่ วิตามินดี ดีอย่างไร?
หน้าที่หลักของวิตามินดี คือ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
ร่างกายของเราจะได้รับวิตามินดี 2 ทางด้วยกันคือ จากการรับประทานอาหาร และ จากการได้รับแสงแดด
อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ส่วนแสงแดดนั้น ผิวหนังคนเราจะต้องสัมผัสกับแสงแดดอย่างน้อย 15 นาที เพื่อสังเคราะห์วิตามินดีจากรังสี UVB ที่มาตกกระทบผิวหนัง
หากร่างกายได้รับวิตามินดี ไม่เพียงพอ จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อร่างกายมีปริมาณวิตามินดีไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจส่งผลให้เกิดโรคกระดูกน่วม (Osteomalacia) กระดูกพรุน หรือผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscle weakness)
อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินดีในรูปแบบของวิตามินเสริม ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก โดยปริมาณของวิตามินดีที่แนะนำว่าควรได้รับต่อวัน (The Recommended Dietary Allowance – RDA) คือ 600 international units (IU)
คำแนะนำ เมื่อต้องรับประทานวิตามินดีเสริม
- อันดับแรกคือ ควรปรึกษาแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากการได้รับวิตามินดีในร่างกายมากเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียเช่นกัน เช่น กระหายน้ำมากผิดปกติ เจ็บตา คันตามผิวหนัง อาเจียน ท้องร่วง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีหินปูนแคลเซียมสะสมที่ผนังหลอดเลือด ตับ ไต ปอด กระเพาะอาหารอย่างผิดปกติ
- ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 200 - 400 IU หรือ 5 - 10 mcg.
- วิตามินดีจะทำงานร่วมกับวิตามินเอ วิตามินซี โคลีน แคลเซียม ฟอสฟอรัสได้ดีที่สุด
- วิตามินดีในรูปแบบของอาหารเสริมมักวางจำหน่ายในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล มีขนาดประมาณ 400 IU ซึ่งดัดแปลงมาจากน้ำมันตับปลา โดยขนาดที่รับประทานกันโดยทั่วไปคือ 400 - 1,000 IU
- เด็กและวัยรุ่นที่ไม่ได้ดื่มนมที่มีวิตามินดีอย่างน้อย 500 ซีซีต่อวัน ควรรับประทานอาหารอื่นที่มีวิตามินดีสูง หรือรับประทานวิตามินรวมที่มีวิตามินดีรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 200 IU