ชบาโตสวนตลาด ทุ่ม 1,200 ล้านผุดโรงงานที่ 3 รับแผนลุยขายในประเทศ-ส่งออก
The Bangkok Insight
อัพเดต 31 พ.ค. 2562 เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 08.25 น. • The Bangkok Insightหลังจากแบรนด์ ชบา เปิดตัวเข้าสู่ตลาดน้ำผลไม้มากว่า 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นน้องใหม่เมื่อเทียบกับพี่ใหญ่อย่าง มาลี หรือ ทิปโก้ แต่ผลงานกลับเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำรายได้อยู่ที่ 2,300 ล้านบาท และปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายเป็น 2,600 ล้านบาท หรือเติบโต 20%
การตั้งตัวเลขรายได้เติบโตถึง 20% ของชบา ถือได้ว่าสวนทางกับตลาดรวมน้ำผลไม้พร้อมดื่มที่เติบโตติดลบ โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา ตลาดรวมติดลบถึง 14% แต่ชบายังเติบโตได้ที่ 12% แผนธุรกิจที่วางไว้ว่าจะทำให้เติบโตได้ถึง 20% ในปีนี้ จึงนับว่าน่าสนใจทีเดียว
นางสาวนริศรา กุลปิยะวาจา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ชบาบางกอก จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้ แบรนด์ชบา (CHABAA) และ คิซซ์ (QIZZ) เปิดเผยว่า การเติบโตของบริษัทเป็นผลมาจากการให้ความสำคัญกับคุณภาพ และการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภค รวมถึงการขยายตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
เห็นได้จากในปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ คิซซ์ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมโซดา เพื่อรองรับเทรนด์การรักษาสุขภาพของผู้บริโภคในปัจจุบัน และต้องการเข้าไปทดแทนสินค้าน้ำอัดลม โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา และได้อานิสงส์ส่วนหนึ่งมาจากการที่สถาบันการศึกษาบางแห่งห้ามจำหน่ายน้ำอัดลม ส่งผลให้แบรนด์คิซซ์เติบโตเป็นที่น่าพอใจ
ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมาได้เริ่มรุกทำตลาดในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์และเวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในแง่เศรษฐกิจและรายได้ประชากร ขณะที่ตลาดหลักในอดีตอย่างยุโรป กลับตกลงอย่างมาก โดยเป็นผลมาจากอัตราภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 5% เป็น 21.5% ทำให้สินค้าเครื่องดื่มจากไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยปัจจุบันชบาส่งออกในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มีตลาดหลักอยู่ที่ สหรัฐ, ญี่ปุ่น, จีน และ ซีแอลเอ็มวี
สำหรับแผนงานในปีนี้ เพื่อผลักดันยอดขายให้เติบโตตามเป้าหมาย บริษัทจะเน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด โดยปีนี้ได้วางตลาด น้ำแตงโม 100% แบรนด์ชบา ในไทยหลังจากทดลองจำหน่ายในญี่ปุ่นแล้วพบว่าได้รับการตอบรับดีมาก และวางตลาด คิซซ์ รสลิ้นจี่ผสมโซดา ซึ่งจะเน้นการสร้างแบรนด์เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีอย่างต่อเนื่อง
“เทรนด์น้ำแตงโมจะเข้ามาเสริมตลาดให้คึกคักขึ้น หลังจากเทรนด์น้ำมะพร้าวที่บูมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มตกลง ซึ่งแตงโมสามารถทดแทนได้ เพราะเป็นสินค้าที่มีประโยชน์คล้ายกัน หวานน้อย และดีต่อสุขภาพ สอดรับกับเทรนด์รักสุขภาพของผู้บริโภค”นางสาวนริศรากล่าว
นอกจากนี้ยังได้ลงทุนเพิ่มอีก 1,200 ล้านบาท ลงทุนเปิดโรงงานแห่งที่ 3 ที่นิคมอุสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี คาดเริ่มผลิตได้ภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ โดยจะส่งผลให้กำลังการผลิตสินค้าชนิดกล่องยูเอชที เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หรือจากวันละ 250,000 กล่องเป็นวันละ 5 แสนกล่อง เพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และรองรับธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าของบริษัทหรือโออีเอ็มอีกด้วย