โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอกสารโบราณน่าเชื่อฟัง หรือเหลวไหลสิ้นดี?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 ม.ค. 2566 เวลา 12.35 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2566 เวลา 15.57 น.
เกาะลังกาในสมุดภาพไตรภูมิ เลขที่ ๑๐/ก. (พ.ศ. ๒๓๑๙)

ความนำ

ในหอสมุดแห่งชาติมีหนังสือ “ไตรภูมิ” สองฉบับ สมุดข่อยที่มีแผนที่โลกตามที่คนชาวสยามสมัยก่อนรู้จัก, มองเห็น, และเข้าใจ เล่มหนึ่ง (เลขที่ 10/ก.) ระบุปีคัดลอกว่า พ.ศ. 2319 (ค.ศ. 1776 ในรัชกาลพระเจ้าตาก) อีกเล่มหนึ่ง (เลขที่ 6) ไม่ระบุปีคัดลอก, แต่จากหลักฐานภายในอาจจะเก่าแก่ถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ (ค.ศ. 1656-1688)

เราอาจจะสันนิษฐานได้ว่าแผนที่ฉบับนี้ถูกคัดลอกหลายระลอก, และต้นฉบับเดิมน่าจะทำขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 หลักฐานอยู่ที่แผนที่ตอนว่าด้วยเกาะลังกา แผนที่ให้ความสำคัญกับเมือง Kotte (ที่พวกโปรตุเกสมายึดปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16) แต่ไม่ระบุเมือง Kandy ที่เป็นราชธานียุคต่อมา

ดังนี้เราเข้าใจได้ว่าแผนที่ฉบับนี้น่าจะทำขึ้นมาจากข้อมูลได้จากการเดินด้วยตีนและเห็นด้วยตาราวพุทธศตวรรษที่ 21-22

แผนที่นี้มีความผิดพลาดในการวางตำแหน่งเมืองต่างๆ เพราะสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ของผู้สำรวจด้วยตนเอง ในสมัยที่ชาวสยามยังไม่รู้จักหลักการโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ที่ฝรั่งเพิ่งเริ่มคิดในสมัยนั้น

อย่างไรก็ตามแผนที่นี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก, ดังที่เคยเสนอในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือนมกราคม 2528, ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม 2528 และปีที่ 25 ฉบับที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2547

ในบทความนี้ผมสนใจเฉพาะชายฝั่งลังกาตอนใต้ที่แผนที่ระบุชื่อสถานที่ที่ฟังเหลวไหล, เช่น “พระห้ามสมุทร”, “รามสภา”, และ“ปล่องนาค” สถานที่เหล่านี้มีอยู่บนผิวโลกจริงหรือ?

ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตว่า ในฉบับเลขที่ 6 เขียนว่า “พระห้ามสมุทร” แต่ฉบับเลขที่ 10/ก. เขียนว่า “พระมหาสมุทร” ทั้งนี้คงเป็นเพราะฉบับเลขที่ 10/ก. คัดลอกจากฉบับเลขที่ 6, และคัดลอกผิด ดังนั้น “พระห้ามสมุทร” ควรถูกต้องมากกว่า อนึ่งทั้งสองฉบับเขียนว่า “รามสภู” แต่ผมขอแก้เป็น “รามสภา” เพราะปากสิงหลชอบแปลงสระอื่นเป็นอุ-อู เช่น คามิณี เป็นแคมุณู, โรหณะ เป็นรุหุณู เป็นต้น หากผมผิดขอว่ากันทีหลัง ฉบับเลขที่ 6 เขียนปลองนาค, ฉบับเลขที่ 10/ก. เขียนปล้องนาค ที่ผมแก้เป็นปล่องนาค ตามภาษาปัจจุบันคงไม่มีใครเจ็บท้องข้องใจ

สามคำนี้ทำให้ผมปวดขมับมานานแล้ว มันช่างฟังเป็นชื่อสถานที่ในนิยายมากกว่าเป็นของจริง แต่ผมยังศรัทธาความซื่อสัตย์และช่างสังเกตของผู้ทำแผนที่นี้, จึงไม่กล้าด่วนสรุปว่าท่าน “ฝัน”

และแล้ววันหนึ่งผมอ่านหนังสือ Handbook for the Ceylon Traveller (Studio Times Publications, Colombo, 1983) ที่ทำให้ผมตาสว่างขึ้นมา หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ไกด์บุ๊กธรรมดาสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป, แต่มีรายละเอียดถี่ๆ เหมาะสำหรับคนที่รักและรู้เรื่องลังกาคดีโดยเฉพาะ

เมื่ออธิบายถึงการท่องชายฝั่งทางใต้, หนังสือระบุว่า ในระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร มีดังนี้ :-

1. ที่ Weligama มีรูปพระโพธิสัตว์ยืนยกพระหัตถ์ซ้ายขวาขนาดใหญ่สลักอยู่ในหน้าผา (พระห้ามสมุทร?)

2. ที่ Dondra มีเทวสถานพระนารายณ์ (รามสภา?)

3. ที่ Dikwella มีปล่องในหน้าผาที่มีน้ำทะเลพุ่งออกมาสูงหลายเมตร (ปล่องนาค?)

ผมอ่านแล้วอยู่ไม่สุข, ต้องไปเดินด้วยตีน, เห็นด้วยตา เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ผมไปมาแล้ว, และขอรายงานดังนี้ :-

1. Weligama (สิงหลว่าแวลิกมะ, ปาลีว่าวาลุกคาม คือ “บ้านทราย” เป็นหมู่บ้านชาวประมงอยู่ริมอ่าว ห่างชายหาดประมาณ 500 เมตร มีหน้าผาสลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์ (มหายาน) ยืนสูงประมาณ 3-4 เมตร, ยกพระหัตถ์ซ้ายขวา มุทราไม่ชัด, แต่พออนุมานได้ว่าเป็น “พระห้ามสมุทร” ตามความสำนึกของคนไทย

ชาวบ้านเรียกรูปสลักนี้ว่า “กุษฐราชา” (พระเจ้าขี้เรื้อน), แต่ไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไม

2. Dondra (สิงหลว่าเทวินุวระ, ปาลีว่าเทวนคร คือ “เทพนคร” ปัจจุบันเป็นวัดพุทธตั้งอยู่สุดแหลม เดิมเป็นเทวสถานพระนารายณ์ในนาม “อุปุลวรรณ” แต่โบราณ, เป็นหนึ่งในสี่เทพารักษ์รักษาเกาะลังกา ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 พวกโปรตุเกสมามล้างเทวสถานแห่งนี้จนเหลือเพียงเสาหินผุดขึ้นมาจากเนินดิน

เราไม่ทราบว่าพระภิกษุที่ออกแบบต้นฉบับแผนที่นี้ไปแสวงบุญในลังกาก่อนหรือหลังที่โปรตุเกสรุกราน, แต่ท่านคงไม่ถนัดชื่อ “อุปุลวรรณ”, ไกด์ชาวลังกาจึงต้องอธิบายว่า “รามะๆ”, พระคุณเจ้าจึงสรุปในใจว่า “อ๋อนี่ก็คือวังพระรามหรือ “รามสภา” ” ทั้งนี้เป็นการสันนิษฐานแท้ๆ กรุณาอย่าถือเป็นความจริง

วันที่ไปถึง Dondra นั้นเป็นวันอาสาฬหบูชาจึงมีงานเทศกาลวุ่นวายไปหมด ผมได้แต่ชักรูปเสานางเรียง (?) และซุ้มประตู

ป้ายใหม่เหนือซุ้มมกรโบราณนั้นเขียนว่า “ปุราณศรีวิษณุมหาเทวาลย”

3. Dikwella (ผมไม่รู้ความหมาย) เป็นหมู่บ้านชาวประมงปลายแหลม เลยไปประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีทางเลี้ยวไปทางใต้ไปบ้านชาวประมง Kudawella (“หาดสั้น”) อยู่ก้นอ่าว ห่างถนนใหญ่ราว 5 กิโลเมตร หลังหาดเป็นหน้าผาหินทรายสูงราว 30 เมตร ในถ้ำมีปล่องขึ้นไปทะลุข้างบน

ชาวบ้านเรียกเขาหรือผานี้ว่าหูมมาลัย (“มาลัย” คือ “เขา” หรือ “ผา”, “หูม” คือเสียงโหยหวนที่เกิดเมื่อลมเข้าปล่อง เวลาน้ำทะเลลดระดับ, ลมจะเข้าปล่องดัง “หูม! หูม!” (หรือ “อู้! อู้!”) เวลาน้ำทะเลขึ้นและมีลมหนุนในฤดูมรสุมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้, น้ำก็จะท่วมถ้ำแล้วพุ่งออกมาจากปล่องสูงถึง 7-8 เมตร

ผมไปดูในวันอาสาฬหบูชาที่มรสุมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้กำลังหมดแรง, หูมมาลัยจึงสำแดงฤทธิ์เพียงเล็กน้อย, คือดังอู้! อู้! บ้าง แล้วพุ่งน้ำแค่ 1-2 เมตร แต่เนื่องจากเป็นวันเทศกาลมีชาวบ้านและเด็กๆ มาทัศนาจรจำนวนมาก เด็กๆ ต่างตบมือกันและร้องเสียงดังที่ปากปล่องเพราะเชื่อว่าถ้าเอ็ดตะโรด่าทอพญานาคจะโมโหและเกิดปฏิกิริยา แล้วจริงดังว่า ปล่องร้อง “หูม!” ดังสนั่นแล้วพุ่งน้ำสูง 3-4 เมตรเห็นจะได้, ทำให้เด็กๆ และตายายต่างหนีกระเจิงพลางหัวเราะชอบใจ

ทำไมแผนที่ จึงระบุความรู้เหล่านี้?

พระคุณเจ้าชาวสยามที่ออกแบบแผนที่ฉบับเดิมในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 คงไปลังกาเพื่อบูชา “โสฬสมหาเจดีย์” (คือปูชนียสถานทั้ง 16) ซึ่งล้วนอยู่ตามภาคเหนือและภาคกลางของเกาะ ภาคใต้ของเกาะไม่มีเลย

ปัญหามีอยู่ว่า ทำไมท่านถึงบันทึกรายละเอียดเหล่านี้ในแผนที่ของท่าน? เราไม่มีหลักฐาน, แต่ผมขอสันนิษฐานดังนี้ :-

เมื่อพระคุณเจ้าจะกลับอุษาคเนย์ ท่านต้องอาศัยเรือสินค้า ที่ย่อมออกเดินทางในฤดูที่ลมมรสุมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้กำลังพัด (พฤษภาคม-กรกฎาคม) เพื่อข้ามอ่าวเบงกอลอย่างรวดเร็วปลอดภัย

แต่ถ้าเรือออกจากเมืองท่าบนฝั่งตะวันตกของเกาะลังกา (เช่น Colombo, Kalutara หรือ Bentota) ก็จะมีปัญหา เพราะลมจะพัดเรือเข้าฝั่งโดยมากจนกว่าเรือจะพ้นเกาะเข้าไปในอ่าวเบงกอล ดังนั้นเรือจะต้องค่อยๆ เลียบตามชายฝั่งโดยหลบค้างคืนตามอ่าวเล็กอ่าวน้อยและปากน้ำต่างๆ หากเกิดพายุเรืออาจจะต้องทอดสมอหลบอยู่หลายวัน

ดังนี้พระคุณเจ้ามีสิทธิ์พบเห็นและสำรวจสิ่งที่น่าสนใจตามอ่าว Weligama, Dondra และ Kudawella ต่อจากนั้นไปชายฝั่งลังกาค่อยเบนไปทางเหนือ, เรือจึงคงพ้นชายฝั่งแล้วแล่นไปในทะเลหลวงตรงไปถึงฝั่งตะวันตกของแหลมอุษาคเนย์

ความส่งท้าย

ข้อสันนิษฐานของผมจะผิด-ถูกอย่างไร, ผมไม่รับรอง แต่ขอร้องอย่ามาบอกผมว่า โบราณท่านเพ้อฝัน ไม่รู้เรื่องโลกแห่งความเป็นจริงจึงบันทึกความเหลวไหล โบราณท่านรู้ดี, เป็นคนช่างสังเกต, และบันทึกความอย่างซื่อสัตย์

เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องศึกษาเอกสารโบราณให้ลึกจริงๆ และใช้เวลานาน, ไม่ใช่ด่วนสรุปว่าท่านเป็นเด็กปัญญาอ่อนที่ไม่มีอะไรน่าสนใจจะบอกคนเฉลียวฉลาดสมัยปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มิถุนายน 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...