แตงโมรสหวาน แต่ความหมาย “สุดขม” ของการเหยียดชนชั้น
หน้าผลไม้ของปี ฤดูแห่งผลผลิตทุเรียนกำลังผ่านไป ส่งต่อความฮิตมาที่แตงโม ผลไม้เขียวแดงลูกโตแสนชุ่มฉ่ำที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม อยู่ในไทยก็เป็นผลไม้ซอฟต์พาวเวอร์ชั้นเยี่ยมอย่างเมนู “น้ำแตงโมปั่น” ที่เกาหลีก็มี “ซูบักฮวาแช” ขนมหวานดับร้อนประจำชาติที่ใส่แตงโมกับน้ำอัดลมเย็น ๆ แถมยังเป็นผลไม้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ขายได้ถึงลูกละ 80,000 บาท นับเป็นผลไม้ที่สร้างเม็ดเงินชั้นดีให้กับประเทศอย่าง “แตงโมเดนสุเกะ”
แต่ทำไมกัน ผลไม้สีแดงสดนี้กลับกลายเป็นความหวานฉ่ำที่สุดจะขื่นขมของคนบางคนเสียได้
Freepik
ใครต่อใครก็พูดถึงแตงโม แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่โตเมื่ออยู่คู่กับคนผิวดำ
ครั้งหนึ่งเคยมีการ์ตูนล้อเลียนทำเนียบขาวจากข่าวการโดนบุกรุกด้วยการวาดภาพเสียดสี เป็นการเล่าเรื่องในสถานการณ์ที่อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา กำลังจะแปรงฟันในตอนเช้า แต่กลับมีผู้บุกรุกคนหนึ่งกำลังขัดสีฉวีวรรณอยู่ในอ่างอาบน้ำข้าง ๆ กัน พร้อมกับถามประธานาธิบดีว่า “เขาได้ลองยาสีฟันรสแตงโมรสใหม่หรือยัง”
ทันทีที่มีการเผยแพร่การ์ตูนภาพนี้ออกไป มุกตลกประโยคนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ตลกเสียแล้ว เพราะอย่างที่ทั่วโลกทราบกันดีว่า อดีตประธานาธิบดีโอบามาเป็นคนผิวดำ เมื่อมีการสร้างประโยคแบบนั้นขึ้นมาทำให้สังคมต่างวิจารณ์ว่า “ยาสีฟันรสแตงโมคือมุกตลกร้ายของการเหยียด” และกระแสวิจารณ์ที่ล้นหลามนี้ทำให้นักเขียนการ์ตูนการเมืองอย่างเจอร์รี่ ฮอลเบิร์ต (Jerry Holbert) ต้องออกมาขอโทษสำหรับภาพการ์ตูนที่เขาได้วาดขึ้นมา
Twitter@NECN
แม้แต่มาดอนน่า นักร้องสาวผู้โด่งดังก็ยังเคยพลาดพลั้งไปกับเรื่องราวของแตงโมด้วย แต่ชนวนของเธอเองเกิดขึ้นจากภาพถ่ายเพียงไม่กี่ภาพที่ถ่ายขึ้นมาเพื่อหยอกเล่นกับลูกสาวบุญธรรมของเธอ โดยที่ในภาพไม่ได้มีข้อความที่สื่ออะไรออกมา มีเพียงแค่แตงโมหนึ่งชิ้นที่กำลังถูกทาบไปที่ตัวของลูกสาวเป็นการเปรียบว่า เด็กคนนั้นกำลังสวมใส่กระโปรงแตงโมชิ้นนี้อยู่ และสิ่งที่มาดอนน่าทำก็ดูเป็นเทรนด์ The Watermelon Dress ทั่วไปที่ใครต่างก็ทำกัน แต่ลูกบุญธรรมของเธอดันเป็นคนผิวดำเสียนี่
แน่นอนว่าด้วยบัญชีโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามหลักสิบล้านนั้น ทำให้ไม่นานผู้คนก็เห็นภาพนี้และนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างแสดงความคิดเห็นนานาต่อการกระทำนี้ของเธอ และทำให้มาดอนน่าถึงกับถูกวิจารณ์ขนาดที่ว่า “เธอกำลังใช้ลูกบุญธรรมของตัวเองเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงการเหยียดผิว”
yahoo.com
แต่แตงโมกับคนผิวดำไม่ได้เป็นของคู่กันอยู่ในมุกตลกสักมุกเท่านั้น เพราะมันยังเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกใช้ระหว่างการเดินขบวนของนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องสิทธิให้แก่คนผิวดำอย่างไมเคิล บราวน์ (Michael Brown) ที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในรัฐมิซซูรี โดยแตงโมไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่ในขบวน แต่เป็นการแสดงออกของผู้คนบริเวณนั้นที่ใช้ต้อนรับขบวนของนักเคลื่อนไหวที่กำลังเดินผ่าน หรือเรียกให้ถูกว่า เป็นการเหยียดและด่าพวกเขาผ่านการชูสิ่งของเหล่านี้ขึ้นมาเช่น เหล้า ไก่ทอด และผลไม้สีแดงสดอย่างแตงโม
จากทั้ง 3 กรณีตัวอย่างจะว่าเป็นการเหยียดเรื่อง “ผิวดำ” กับ “สีแดง” ก็ดูไม่น่าใช่ เพราะในบริบทสังคมอเมริกันต่างกับบริบทของสังคมไทยที่ล้อเลียนกันเรื่องสีผิว เปรียบว่าคนที่ผิวเข้มใส่สีแดงเป็น “อีกาคาบพริก” หรือวรรณกรรมที่เงาะป่าตัวดำแต่นุ่งโจงกะเบนและมีริมฝีปากสีแดงสด เพราะสำหรับสังคมอเมริกันแล้ว แตงโมกับคนผิวดำเป็นการเหยียดที่หยั่งลึกลงไปมากกว่าแค่เรื่องสีผิว ทั้งที่มันเป็นผลไม้ที่ทำให้พวกเขาได้รับอิสรภาพด้วยซ้ำ
แตงโมคือผลไม้ที่ทำให้ทาสผิวดำมีอิสรภาพ
ในช่วงยุคที่มีการค้าทาสของอเมริกา คนผิวดำในอเมริกาได้ตกเป็นทาสของคนผิวขาว หน้าที่ของทาสคือการรับใช้ทำงานต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทาสต้องทำคือ การทำไร่ฟาร์ม ปลูกฝ้าย โดยงานหลักในช่วงหนึ่งคือการทำฟาร์มปลูกแตงโมเพื่อให้คนผิวขาวนำผลแตงโมไปขาย แต่จนแล้วจนเล่าเมื่อสงครามการเมืองจบลง มีการประกาศเลิกทาส ทำให้วันสิ้นสุดในการเป็นทาสของชาวแอฟริกัน-อเมริกันก็มาถึง แต่สิ่งที่ทำให้คนผิวดำเป็นอิสระโดยแท้จริงนั้นไม่ใช่คำประกาศปลดปล่อยพวกเขา แตงโมต่างหากที่ทำให้พวกได้มีอิสรภาพในชีวิตของตัวเอง
เพราะแตงโมเป็นสิ่งที่เดียวที่คนผิวดำได้ทำในตอนที่ยังเป็นทาสและเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถทำเองได้ ชาวแอฟริกัน-อเมริกันจึงเลือกปลูกแตงโมขายเป็นอาชีพแรกหลังจากถูกปลดปล่อย การขายแตงโมทำให้พวกเขามีรายได้ สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่พวกเขาต้องการ และมีชีวิตเป็นของตัวเองโดยที่ไม่ต้องผูกมัดกับใคร แต่ติดตรงที่ว่าความอิสระของคนแอฟริกัน-อเมริกันมันดันไปขัดหูขัดตาของใครบางคนเสียได้
จากสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ สู่เครื่องมือในการเหยียดชนชั้น
เมื่ออิสรภาพที่ล้นหลามของคนผิวดำเริ่มทำให้อดีตเจ้านายผิวขาวอยู่ไม่เป็นสุข เพราะการเห็นอดีตทาสของพวกเขาสามารถมีชีวิตที่ลืมตาอ้าปากได้ การเป็นอยู่และการเงินที่ดีขึ้นทำให้ชาวอเมริกันผิวขาวเริ่มหวั่นเกรงในอิสรภาพของคนผิวดำ อยู่ดี ๆ แตงโมก็เริ่มกลายเป็นตัวแทนของการเหยียดเชื้อชาติ เพียงเพราะความกลัวของคนผิวขาว ทำให้พวกเขาเริ่มป้ายสี ตีตรา และยัดเยียดความน่ารังเกียจให้กับชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ค้าขายและกินแตงโม
ชาวอเมริกันผิวขาวรู้สึกว่า ธุรกิจการขายแตงโมที่กำลังเติบโตกำลังเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา ทั้งที่คนผิวดำไม่ได้มีการทำอะไรไปมากกว่าการปลูก ขาย และกินแตงโม กระทั่งสวนของตัวเองก็ไม่เคยมี ได้เพียงแค่เช่าพื้นที่แปลงเล็ก ๆ ในการทำอาชีพของพวกเขาเท่านั้น แต่คนผิวขาวเลือกที่จะต่อต้านภัยคุกคามจากความกลัวที่ว่าด้วยการด้อยค่า ว่าสิ่งนี้คือสัญลักษณ์ของความยากจน ตกต่ำ เพื่อทำให้พ่อค้าแตงโมนั้นอับอาย และปลูกฝังให้ผู้คนรังเกียจแตงโมขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
en.wikipedia
แตงโมเป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดชนชั้นคนผิวดำที่บอกเป็นนัยว่า “สกปรก” เพราะแตงโมเป็นผลไม้ที่กินแล้วทำให้เนื้อตัวสกปรก มือและปากของพวกเขาเปื้อนไปด้วยน้ำแตงโมสีแดงในระหว่างที่พวกเขากำลังกิน แถมยังดู “ขี้เกียจ” เพียงเพราะแตงโมเป็นผลไม้ที่เพาะปลูกง่าย ไม่ต้องพิถีพิถันในการปลูกเหมือนกับผลไม้อื่น การเลือกปลูกแตงโมเลยดูเหมือนเป็นการทำเกษตรกรรมที่มักง่าย อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีแต่ความหวานแต่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร ทำให้คนกินแตงโมเป็นเหมือนพวก “คนที่ไม่โต” เพราะไม่ได้รับสารอาหาร และเป็นอาหารแห่งความจน เพราะคนผิวดำก็ซื้อกินได้แค่แตงโม
แม้ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครหรือชนชั้นไหน การกินผลไม้ที่ฉ่ำไปด้วยน้ำขนาดนั้นโดยที่ไม่ให้ริมฝีปากหรือนิ้วมือเปื้อนน้ำแตงโมก็ดูจะไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เพราะขนาดปัจจุบันที่มีการหั่นชิ้นแตงโมอย่างพอดีคำ ทั้งมือและปากของพวกเราก็ยังหนีไม่พ้นความชุ่มฉ่ำของน้ำแตงโมเลย แถมการกินแตงโมสักชิ้น ไม่ว่าใครก็ต้องวางมือจากสิ่งอื่นเพื่อมาจับชิ้นแตงโมให้อยู่มือเป็นปกติอยู่แล้ว คงเป็นเพราะความเกลียดชังเสียมากกว่าที่ต่อให้คนผิวดำจะกินแตงโมด้วยวิธีไหนก็ดูเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจของคนผิวขาวอยู่ดี
แต่วาทกรรมเหยียดคนผิวดำกับแตงโมไม่ได้เป็นแค่คำซุบซิบกันขำ ๆ
ทั้งหนังสือพิมพ์ การ์ตูน ภาพยนตร์ หรือแม้แต่โปสการ์ดต่างก็มีการตีพิมพ์ภาพของคนผิวดำและแตงโมของพวกเขา ที่ไม่ว่าสถานการณ์ในภาพจะเป็นอย่างไรก็ต้องมีแตงโมอยู่ด้วยเสมอ ยกตัวอย่างจากภาพหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ได้ตีพิมพ์ภาพล้อเลียนของคนผิวดำที่กำลังกินแตงโม และให้คำบรรยายว่า “คนผิวดำไม่ได้มีความนิยมที่หรูหรามากไปกว่าการชื่นชอบแตงโม”
theatlantic.com
หรือโปสการด์ในช่วงเทศกาลวาเลน์ไทน์ที่มีการล้อเลียนคนผิวดำถึงการกินแตงโมของพวกเขา สัญลักษณ์การล้อเลียนที่เป็นความตลกร้ายนี้มีเห็นให้อีกมากกระทั่งบนภาพแผ่นเพลงล้อเลียนของยุคสมัยนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่างค่าย Disney หรือค่าย Universal Pictures ที่ก็เคยสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันป้ายสีและแฝงการเหยียดคนแอฟริกัน-อเมริกันลงไปในนั้นด้วย ซึ่งการที่นานาสื่อในยุคนั้นมีการกระทำแบบนี้ ยิ่งเป็นเหมือนการยืนยันว่า คนอเมริกันผิวขาวยอมรับการเหยียดชนชั้นอย่างเป็นทางการ ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดเสียดสีเกลียดชังที่ผู้คนซุบซิบในวงนินทากันทั่วไป
en.wikipedia
แม้หลายร้อยปีให้หลัง สังคมจะมีการตระหนักรู้เพิ่มขึ้น มีการเรียกร้องสิทธิให้แก่ชนชั้นคนผิวดำมากขึ้น เกิดการต่อต้านการเลือกปฏิบัติระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาว และการที่ใครสักคนเอ่ยถึงคนผิวดำกับแตงโมกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมากกว่าเรื่องขำขันแบบยุคก่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าทัศนคติที่ไม่ดีที่มีต่อคนผิวดำนั้นยังไม่ได้หมดไปจากสังคมโลก ในทุกยุคสมัยยังมีการแบ่งแยกเกิดขึ้นเสมอมา เพียงแค่ต่างกลุ่มคนออกไป ไม่ได้มีเพียงคนผิวดำที่ถูกเกลียดชัง คนเอเชียเองเจ็บปวดจาก “Asian Hate” ที่เกิดจากคนผิวขาวและคนผิวดำ กระทั่งในคนเอเชียด้วยซ้ำที่ยังมีการจัดลำดับชนชั้นเอเชียกันเอง หรือไม่ว่าจะเป็นชนชาติที่สูงส่งขนาดไหน หากคุณเป็น LGBTQIA+ ก็อาจจะถูกเลือกปฏิบัติและถูกเหยียดหยามในทันที แม้แต่ในสังคมไทยเองยังมีการเหยียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการยัดเยียดเหมารวมว่าคนอีสานต้องกินปลาร้า ซึ่งไม่ต่างกับคนอเมริกันที่เหมารวมว่าคนผิวดำต้องกินแต่แตงโมเท่านั้น
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ปัจจุบันสังคมโลกยืนหยัดเรื่องความเท่าเทียมเป็นสิ่งสำคัญที่ประชากรโลกควรตระหนักและปลูกฝังให้เกิดความเข้าใจต่อผู้คนที่แตกต่างจากเรา แต่การเหยียดนั้นก็ถูกฝังรากลึกกับมนุษย์มานานนับร้อยปีแล้วเหมือนกัน คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เรื่องเหล่านี้จะหมดไปได้เสียในทีเดียว เพียงแค่ทุกวันนี้สังคมคอยช่วยกันขัดรอยด่างพร้อยนี้ให้จางลง ร่องรอยเหล่านี้คงจะจางหมดไปในสักวัน
ที่มา : บทความ “How Watermelons Became a Racist Trope” โดย William R. Black จาก www.theatlantic.com
บทความ “How Watermelon”s Reputation Got Tangled In Racism” โดย Nneka M. Okona จาก www.huffpost.com
บทความ “How the watermelon stereotype came to be weaponized against Black Americans” โดย Angelica Cheyenne จาก www.insider.com
บทความ “Boston Herald apologizes for Obama cartoon after backlash” โดย Ashley Killough จาก edition.cnn.com
บทความ “Journey for Justice runs into hostile counter-protest, keeps marching” โดย HANNAH จาก www.columbiamissourian.com
บทความ “Madonna sparks web fury for posing adopted African daughters in pics with slices of watermelon” โดย Ny Magee จาก thegrio.com
บทความ “Watermelon stereotype” จาก en.wikipedia.org
เรื่อง : นัฐวรรณ วุทธะนู