โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หวนพลิกชะตาฟ้า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 28 ม.ค. 2567 เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2567 เวลา 10.59 น. • เว่ยเฟิงหวง
“ไป๋ฟางหรง” ถูกชายผู้เป็นที่รักหลอกใช้อำนาจทหารของตระกูลขึ้นเป็นรัชทายาท สุดท้ายถูกคนรักปลิดชีพ ทั้งตระกูลย่อยยับจบสิ้น พอลืมตาขึ้นใหม่ พบว่าตัวเองย้อนกลับมาในวัย 18 หนาว ชีวิตใหม่นี้ ต้องใช้ให้ดียิ่ง

ข้อมูลเบื้องต้น

ชาติก่อน….

“หรงเอ๋อ.. ช่างน่าเสียดายนัก…”

“ต้องโทษที่ตระกูลเจ้า ภักดีต่อเสด็จพ่อของเปิ่นหวางยิ่งนัก”

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่มจดจ้องไปยังใบหน้าของหญิงสาวราวต้องการจารึกทุกเส้นสายบนใบหน้างามลงในความทรงจำ ก่อนริมฝีปากแดงเย็นจัดจะบรรจงจุมพิตลงบนหน้าผากนูนสวย บรรยากาศรอบกายหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหวจากผู้คนรอบข้างราวต้องมนต์สะกด

.

“ความดื้อรั้นเช่นนี้ ช่างดูไม่สมกับตำแหน่งไท่จื่อเฟยสักนิด เห็นที… เปิ่นหวางคงต้องเปลี่ยนเจ้าของตำแหน่งแล้วกระมัง” เสียงทุ้มกล่าวทีเล่นทีจริงราวหยอกเย้า นัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาลหรี่ลงพิจารณาดวงหน้าเลอโฉมปานล่มเมืองตรงหน้า

“หากว่าเจ้าตัดใจทิ้งคนเหล่านั้นได้… เปิ่นหวางและเจ้าคงไม่จบเช่นนี้กระมัง”

“แต่ตอนนี้คงไม่ทันการ…….”

ฉับพลันมือหนาที่ลูบไล้ใบหน้างาม กลับบรรจงยกกระบี่ล้ำค่าข้างกายขึ้น ก่อนส่งแรงเสียบเข้ากลางร่างของหญิงสาว อย่างหนักแน่นแม่นยำ ตาสีน้ำตาลทอประกายเย็นเยียบ

---------------------------------------------------------

ณ จวนไป๋กั๋วกง….

เฮือก!”

ร่างบางสะดุ้งตื่น พลันดันตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หญิงสาวหอบหายใจหนัก มือเรียวเอื้อมแตะช่วงอก ยังคงรู้สึกถึงความเจ็บปวดเสียดแทงตรงกลางอกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

“หรงเอ๋อ เป็นอย่าไรบ้างลูก”

แว่วเสียงอ่อนโยน ระคนห่วงหาร้อนรนของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น พลันรู้สึกได้ถึงมือเรียวนุ่มที่ยื่นมาโอบประคองร่างเล็กที่บัดนี้สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่เข้าสู่อ้อมกอด

คือความฝันใช่หรือไม่? …..

ภาพที่ถูกกระบี่เล่มงามเสีบแทงที่หน้าอกยังคงติดตา ความเจ็บปวดที่ช่วงกลางอกยังคงรู้สึกได้ชัดเจน..

คิ้วใบหลิวขมวดมุ่นอย่างสับสน ทว่านัยน์ตากลับแดงกล่ำ หยาดน้ำตาใสร่วงกราวลงบนใบหน้านวลที่ดูอ่อนแรง แม้นสับสนเพียงใด แต่เรียวแขนสวยกลับกอดร่างของสตรีตรงหน้าแนบแน่น ราวกลัวว่าภาพเบื้องหน้าจะสลายหายไป

……………

นัยน์ตาคู่สวยมองเข้าไปในกระจก พลันเห็นใบหน้างดงามอ่อนเยาว์เลอโฉมสะท้อนกลับมา เป็นตัวเธอในวัยเพียง 18 หนาว… เรื่องเลวร้ายต่างๆ ล้วนยังไม่เกิด ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องจริงหรือ!

เมื่อทุกอย่างเป็นเรื่องจริง.. ชีวิตใหม่นี้ข้าจะใช้ให้ดียิ่ง! ร่างบางตัดสินใจอย่างแน่วแน่ นัยน์ตาสวยทอประกายเจิสจรัสสดใส ส่งให้ใบหน้าสวยยิ่งงดงามปานเทพเซียน

-------------------------------

เป็นเรื่องแรกของไรท์เลย ฝากกด Like ให้กำลังใจกันด้วยนะค้าาาา :) ฝากรีดทุกค้นคอมเม้นต์ติชมให้กำลังใจกันหน่อยน้าาาา ขอบคุณค้าบบบบบ ❤❤❤❤

เป็นเช่นดวงดาราอับแสงกลางเหมันต์ (1/2)

เมืองฝู่โจว

เสียงตีบอกเวลายามจื่อ ณ ชานเมืองที่เงียบสงบช่วงเหมันต์ฤดู ลมแรงกลางดึกพัดกรรโชก อากาศเย็นยะเยือกพัดมาอย่างรุนแรงไม่หยุดยั้ง หิมะหนาปกคลุมผืนดินเป็นสีขาวสว่างสุดลูกหูลูกตา ดูเป็นปุยนุ่มให้ความรู้สึกน่าทิ้งตัว ทว่าหนาวเหน็บยิ่งนัก ไกลออกไปบนพื้นหิมะขาวสะท้อนแสงจันทร์กลับปรากฏรอยเท้าเล็กของคนผู้หนึ่งเป็นรอยสะเปะสะปะ คละรอยเลือดเป็นจุดจ้ำย่ำไปทั่วพื้นหิมะ

ร่างระหงร่างหนึ่ง วิ่งอย่างมั่นคงไปข้างหน้า อาภรณ์สีขาวตัดฟ้าชายชุดพลิ้วปักลายวิหค พลิ้วไหวยามหญิงสาววิ่งผ่านไป ดูไกลๆ คล้ายเทพเซียนล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ชุดขาวฟ้าเมื่ออยู่บนร่างบางกลับไม่กลืนไม่กลับหิมะ ทว่ากลับโดดเด่นคล้ายร่างบางเป็นผู้ขับประกายให้เกิดความงามบริสุทธิ์เหนือธรรมชาติออกมาอย่างน่าประหลาด หากแต่เมื่อสังเกตดีๆ กลับพบว่าปลายชุดกลับปรากฏรอยเลือดสีแดง ที่เริ่มซึมออกมาทุกย่างก้าว แต่งแต้มคล้ายเกสรดอกไม้สีแดงสด แซมกับวิหคปลายอาภรณ์ ดูคล้ายวิหคเพลิงที่กำลังล่องลอยบนปุยเมฆ

เท้าเรียวสวยเดิมที่เคยขาวนุ่มนวลราวหยกชั้นดี บัดนี้กลับแตกระแหง ถูกหิมะกัด ปรากฏเป็นบาดแผลแดงม่วงช้ำ มีเลือดไหลซึมที่ควรสร้างความเจ็บปวดให้แก่หญิงสาว ทว่าร่างบางกลับกัดฟันมุ่งมั่นก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน ทิ้งรอยเลือดเป็นทางในทุกย่างก้าวที่ผ่านมา

ฟึบบ! ……. ปึก! ปึก!

เสียงวัตถุแหวกอากาศยามราตรีด้วยความเร็วสูง ปรากฏลูกธนูปักลงที่กลางหลังร่างบางอย่างแม่นยำ ก่อนตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของทั้งคนทั้งม้าไล่กวดเบื้องหลังของหญิงสาวมาอย่างกระชั้นชิด

ร่างบางถูกแรงกระแทกของธนูดอกหนึ่งที่กลางหลัง และอีกดอกที่พุ่งเฉี่ยวแก้มเนียนสวย ปรากฏเป็นริ้วบาดแผลบนใบหน้า เลือดสีแดงซึมออกมาตัดกับสีขาวซีดของผิวแก้มทันที ขับให้เห็นสีแดงชาดชัด แม้ยามราตรีที่ไร้แสงไฟ ทว่ารางบางกลับไม่ชะลอฝีเท้าสักนิด คล้ายร่างกายชินชา ไม่รับรู้ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั่วร่างแต่อย่างใด

“คงเป็นเพราะความหนาวของเหมันต์กระมัง อย่างน้อยช่วงเวลาเช่นนี้ ข้ายังคงมีความโชคดีอยู่บ้าง….”

“ขอเพียงข้า…..”

หญิงสาวคิด ก่อนเรียวปากสวยทว่าแตกแห้งจะยกยิ้มเยาะให้แก่ความโง่เขลาของตนเอง ที่ชักนำเภทภัยมาให้แก่คนในตระกูลถึงเพียงนี้ ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายราวบรรจุดวงดาวนับหมื่นพัน บัดนี้เหลือเพียงแต่ความมุ่งมั่น และความสำนึกผิดเสียใจสายหนึ่ง ทว่ากลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“เสียใจให้แก่โชคชะตางั้นหรือ… หรือความรัก ความไว้ใจแก่คนผู้นั้น…”

“ช่างโง่เขลายิ่งนัก!”

“เขาควรค่าหรือ!”

ร่างบางกัดฟันเร่งฝีเท้า แข่งกับเสียงม้าและฝีเท้าที่ดังประชิดด้านหลัง มุ่งหน้าไปยังแสงสว่างของเมืองที่เริ่มมองเห็นในระยะไกล เมืองฝู่โจว ที่จวนไป๋กั๋วกงตั้งอยู่!

ฟึบบ…..ฉึก!

เสียงลูกธนูแหวกอากาศ หญิงสาวรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกหนักหน่วงที่กลางแผ่นหลังอีกครา พร้อมกลิ่นคาวเลือด และความเจ็บปวดที่แล่นเข้าสู่โสตประสาท ก่อนร่างบางจะล้มลงบนกองหิมะหนานุ่ม พร้อมกระอักเลือดออกมากองหนึ่ง

มือเรียวยันตัวลุกขึ้นใหม่ พยายามไม่ใส่ใจความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วทั้งร่าง และเลือดสีแดงที่ไหลออกมาย้อมพื้นหิมะสีขาว หากต้องฟุบตัวล้มลงอีกครั้ง เนื่องจากความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง

เบื้องหลังได้ยินฝีเท้าคนผู้หนึ่งกำลังสืบเท้าเข้ามาใกล้ หญิงสาวเหลือบสายตาขึ้นมอง พลันปรากฏร่างสูงของบุรุษที่คุ้นเคยในครรลองสายตา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา ทอดสายตามองมายังร่างบาง จับจ้องอยู่ที่ดวงหน้างามซีดขาว ชั่วขณะหนึ่งคล้ายปรากฏร่องรอยลึกซึ้งบางอย่างพาดผ่านในแววตาสีน้ำตาลเข้มนั้น

ร่างสูงก้มตัวลงหาร่างบางบนพื้นหิมะ มือหนาโอบประคองร่างบอบบางระหงขึ้นแนบกาย กระชับร่างหญิงสาวเข้าสู่อ้อมแขน มือข้างหนึ่งตบไหล่หญิงสาวเบาๆ คล้ายต้องการขับกล่อมร่างบางให้เข้าสู่ห้วงนิทรา มืออีกข้างลูบไล้ใบหน้า ตลอดจนเส้นผมดำขลับราวเส้นไหมชั้นดีอย่างทะนุถนอม นิ้วเรียวยาวแข็งแกร่งไล้ปอยผมอย่างหยอกเย้าหวงแหน ดูคล้ายคนทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์โหดร้ายตรงหน้า พลันหญิงสาวรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวแก้ม พร้อมเสียงทุ้มอันคุ้นเคย กระซิบดังข้างหู

“หรงเอ๋อ.. ช่างน่าเสียดายนัก…”

“ต้องโทษที่ตระกูลเจ้า ภักดีต่อเสด็จพ่อของเปิ่นหวางยิ่งนัก”

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่มจดจ้องไปยังใบหน้าของหญิงสาวราวต้องการจารึกทุกเส้นสายบนใบหน้าลงในความทรงจำ ก่อนริมฝีปากแดงเย็นจัดจะบรรจงจุมพิตลงบนหน้าผากนูนสวย บรรยากาศรอบกายหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหวจากผู้คนรอบข้างราวต้องมนต์สะกด

แพขนตาหนาของหญิงสาวกะพริบปรือขึ้นอย่างอ่อนล้า ตาสวยดำขลับจ้องมองไปยังใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้ ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเธอหลงใหล และรักใคร่ยิ่งนัก ทว่าบัดนี้แม้นไม่มีกำลังกล่าววาจาใดอีก แต่นัยน์ตาคมสวยกลับทอประกายชิงชังเด่นชัด

“หึหึ”

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำ ราวสุนทรียิ่งนัก ดังเบาๆ ออกมาจากปากชายหนุ่ม ปากหนาได้รูปแย้มยิ้มอบอุ่นนุ่มนวลราววสันต์ฤดูทว่ากลับส่งไปไม่ถึงดวงตาคู่คม

“เจ้าไม่น่าเปลืองกำลังหนีเปิ่นหวางมาไกลเพียงนี้ หรงเอ๋อ”

นิ้วมือเรียวหมุนปอยผมปอยหนึ่งเล่น สลับกับไล้เรือนผมเงางาม เรื่อยลงมาจนถึงแก้มขาวซีด อ้อยอิ่งอยู่ที่รอยแผลเล็กจากคมธนูที่ตนเองเป็นผู้สร้าง ราวกับต้องการปลอบประโลมหญิงสาวในอ้อมแขน

“ความดื้อรั้นเช่นนี้ ช่างดูไม่สมกับตำแหน่งไท่จื่อเฟยสักนิด เห็นที… เปิ่นหวางคงต้องเปลี่ยนเจ้าของตำแหน่งแล้วกระมัง”

เสียงทุ้มกล่าวทีเล่นทีจริงราวหยอกเย้า นัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาลหรี่ลงพิจารณาดวงหน้าเลอโฉมปานล่มเมืองตรงหน้า มือหนาบังคับใบหน้าสวยราวเทพเซียนหันมาสบตามอง ราวกับต้องการค้นหาร่องรอยบางอย่างจากดวงตาดำขลับอย่างคาดหวัง

“หากว่าเจ้าตัดใจทิ้งคนเหล่านั้นได้… เปิ่นหวางและเจ้าคงไม่จบเช่นนี้กระมัง”

“แต่ตอนนี้คงไม่ทันการ…….”

ฉับพลันมือหนาที่ลูบไล้ใบหน้างาม กลับบรรจงยกกระบี่ล้ำค่าข้างกายขึ้น ก่อนส่งแรงเสียบเข้ากลางร่างของหญิงสาว อย่างหนักแน่นแม่นยำ ตาสีน้ำตาลทอประกายเย็นเยียบ

“ฉึก! อึก!”

กระบี่เล่มงามฝังลงกลางร่างบอบบาง ก่อนที่เจ้าของกระบี่จะดึงกระชากออกมาอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงอุ่นทะลักไหลตามปลายกระบี่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนชายหนุ่มจะบรรจงวางร่างบางลงยังพื้นกองหิมะ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็นชาขึ้นมาคราหนึ่ง พร้อมรับสั่งกับเหล่าองครักษ์เบื้องหลัง

“นำร่างไท่จื่อเฟยกลับตำหนัก”

แพขนตาหนาของหญิงสาว ขยับขึ้นลง คล้ายต้องการไล่ฝ่าหมอกที่เริ่มก่อตัวบดบังลานสายตา ร่างกายหนาวชาคล้ายไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ อีก น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากดวงตาคู่งาม

“ท่านปู่ ท่านย่า หรงเอ๋อ อกตัญญูต่อพวกท่านนัก……… หากข้ามาให้เร็วกว่านี้สักนิด”

ดวงตาสวยค่อยๆ หม่นแสงลง หากหางตายังคงเหม่อมองไปยังทิศของจวนไป๋กั๋วกง มือเรียวสวยดั่งเทียนกำหยกล้ำค่าชิ้นหนึ่งแน่น เนื้อหยกสีเขียวใสบาดลึก ปรากฏรอยแผลกรีดกลางฝ่ามือ เลือดสีแดงสดรินไหลออกมาอย่างเชื่องช้าทว่าไม่ขาดสาย ก่อนซึมเข้าไปในเนื้อหยกชั้นดี

เสี้ยววินาทีสุดท้าย ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังแผ่นหลังสูงใหญ่ ที่เดินมุ่งหน้ามั่นคงสู่ทิศทางของเมืองฝู่โจว จวนไป๋กั๋วกง ปราการแข็งแกร่งสุดท้ายที่ขัดขวางระหว่างชายหนุ่มกับบัลลังก์มังกร!

เป็นเช่นดวงดาราอับแสงกลางเหมันต์ (2/2)

จวนไป๋กั๋วกง

……….

ณ จวนใหญ่ที่ตั้งอยู่เชิงเขา รายล้อมด้วยแม่น้ำและต้นไม้ใหญ่ลึกเข้าไปในเมืองฝู่โจว อันเป็นแหล่งพึ่งพิงให้ชาวบ้านมานานกว่ายี่สิบปี ภายในจวนปรากฏแสงจากโคมเทียน และเสียงอึกทึกไม่ขาดสาย เหล่าทหาร และองครักษ์ประจำจวนเดินขวักไขว่ไปมา

ศาลาใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ รอบข้างปกคลุมไปด้วยต้นเหมยฮัว/1 และหมู่ตัน/2 แข่งกันออกดอกสีชมพูสลับแดงตัดกับสีขาวของหิมะ และสีดำของศาลาใหญ่กลางน้ำ

องครักษ์หนุ่มร่างสูง เรือนกายแข็งแกร่งก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้ามาในศาลา ใบหน้าสลักเย็นชา ผิวขาวราวหยกชั้นดี ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายราชบัณฑิตในราชสำนัก ประดับด้วยริมฝีปากแดงบางเฉียบสวยราวอิสตรี ตัดกับนัยน์ตาลุ่มลึก ก้าวย่างอย่างมั่นคงเข้าสู่ใจกลางของศาลาหลังใหญ่ ที่มีชายชรา และหญิงชราผู้เป็นนายใหญ่แห่งจวนนั่งอยู่อย่างผ่อนคลาย ดูคล้ายกำลังรื่นรมย์กับการชมทิวทัศน์ธรรมชาติยามค่ำคืน ราวกลับไม่มีสิ่งใดสามารถรบกวนคนทั้งคู่ได้

“จื่อเฉิน คารวะไป๋กั๋วกง คารวะฮูหยินผู้เฒ่าไป๋”

องครักษ์หนุ่มกล่าวทำความเคารพ ก่อนก้าวตรงไปข้างหน้า ยื่นแผ่นพับกระดาษเล็กสีขาวแผ่นหนึ่ง วางลงบนโต๊ะยาวเนื้อดีเบื้องหน้าชายชราเจ้าของจวนอย่างแผ่วเบา

ที่กลางศาลา ชายชราผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มชั้นดีนั่งตัวตรงสงบ ผมสีขาวก้าวรวบขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ประดับกวานสีเงินอย่างเรียบง่าย ดวงตาแจ่มใสเจิดจรัสดังดวงดาวบนท้องฟ้า ราวกลับสามารถมองทะลุเห็นความจริงของทุกสรรพสิ่ง และตัดสินผิดถูกได้เพียงการมองผ่าน ไร้ความพร่ามัวดังเช่นรูปลักษณ์ชราภายนอก

ชายชราพยักหน้าทีหนึ่ง รับรู้การมาถึงของชายหนุ่ม มือที่ถือม้วนตำราวางลง ก่อนคลี่กระดาษแผ่นเล็กขึ้นอ่านอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาของชายชราพลันปรากฏความเศร้าเสียใจอยากสุดแสน และความผิดหวังออกมาระลอกหนึ่ง ใบหน้าสะท้อนความเหนื่อยล้า และยิ่งดูแก่ชราอย่างมากในเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบเชียบอย่างรวดเร็ว

ข้างกายชายชราคือร่างของหญิงชราผู้เป็นนายหญิงแห่งจวน มือทั้งสองข้างกำลังยุ่งอยู่กับการชงชาหลงจิ่ง/3 สมาธิจดจ่อคล้ายตัดขาดจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นรอบกายทั้งมวล

“ฮูหยิน พร้อมหรือไม่?” เสียงทุ้มกระฉับกระเฉง ของชายชราเอ่ยถามราวกลับเอ่ยทักชวนอีกฝ่ายออกเดินทางท่องเที่ยว กระแสเสียงหนักแน่น ทว่าผ่อนคลายยิ่งนัก คล้ายสายลมยามเช้าปัดเป่าทุกเภทภัยและความกังวลอย่างที่เคยเป็นเสมอมาตลอดชีวิตคู่ของนาง นัยน์ตาสบมองดวงตาสวยเฉียบของคู่ชีวิตชั่วอึดใจ สื่อความนัยให้หญิงชราทราบโดยไม่ต้องเอ่ยแม้ครึ่งประโยค

“ท่านพี่” หญิงชราพยักหน้าน้อยๆ แววตาสวยทอประกายหม่นลง ก่อนจะบรรจงรินชาออกจากกาดินเผาลงถ้วยชาสองใบข้างกาย น้ำจากกาน้ำชารินไหลลงถ้วย บังเกิดเสียงสายน้ำกระทบแก้ว คล้ายกระดิ่งกังวานใส ควันน้อยๆ ลอยขึ้นมาจากแก้วชาส่งกระแสความอบอุ่นออกมาโดยรอบ ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วศาลาใหญ่

ชายชรายื่นมือออกมารับถ้วยชา

“ชาดี ยังคงเป็นฮูหยินที่รู้ใจข้าที่สุด”

นายหญิงใหญ่แห่งจวนไป๋กั๋วกง ยื่นแก้วชาให้แก่ชายชราข้างกาย แม้ในฤดูเหมันต์ที่หนาวสั่น แต่มือที่ยื่นแก้วชากลับนิ่งสงบ ไม่ก่อให้เกิดระลอกคลื่นสั่นไหวในแก้วชาแม้แต่น้อย ชายชรายกยิ้มอบอุ่น ดวงตาเป็นประกายสดใส ฉายประกายแจ่มจรัสถูกใจชัดออกมา

องครักษ์หนุ่มยืนนิ่ง แววตามั่นคงทอดมองสองบุคคลข้างหน้าอย่างสงบ ไร้ความกังวลในแววตา ผิดกลับทหารหนุ่มข้างกายที่ทำตัวลุกลี้ลุกลน คล้ายอยากเอ่ยขัดจังหวะอารมณ์สุนทรีย์ของเจ้าของจวนตรงหน้าแต่กลับไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำใดออกมาแม้ครึ่งคำ

“ใช่เวลาหรือไม่เล่า!” อี้โจว ทหารหนุ่มข้างกายองครักษ์อันดับหนึ่งของจวนไป๋กั๋วกงรำพึงขึ้นอย่างร้อนรนในใจ

ท่าทางลุกลี้ลุกลนนี้ ส่งผลให้แววตาเย็นเฉียบขององครักษ์หนุ่มปรายตามอง นัยน์ตาเย็นชาทอประกายหงุดหงิดขึ้นมาสายหนึ่ง ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเอ่ยวาจาใด พลันแว่วได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายชราเบื้องหน้า

“รีบร้อนอันใดเล่า” ชายชราเอ่ยพร้อมแย้มยิ้มน้อยๆ ขณะยกชาถ้วยชาขึ้นดื่ม แววตาลุ่มลึกสบมององครักษ์หนุ่มอย่างแฝงนัยสำคัญ

ฉับพลันที่ทางเข้าศาลาได้ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามา บุรุษร่างสูงสง่าสวมอาภรณ์สีดำสนิท ปลายอาภรณ์ปักดิ้นไหมสีดำเหลือบทองลายเมฆา ทุกก้าวย่างแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์น่ายำเกรง และเฉียบขาด ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักที่คล้ายบรรจงสร้างโดยจิตรกรเอกของแผ่นดิน แผ่รังสีกดดันยามก้าวย่างผ่าน คิ้วกระบี่ดกดำพาดเฉียงอย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักนั้นยิ่งงดงามโดดเด่นเหนือสามัญ นัยน์ตาสีรัตติกาลฉายแววเย็นชาทรงอำนาจ ทำให้เหล่าทหารล้วนไม่กล้าสบมองโดยตรง

“คารวะองค์ชายรอง” ทหารของจวนไป๋กั๋วกง พร้อมกันก้มทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

บุรุษร่างสูงสง่าเพียงพยักหน้าน้อยๆ คราหนึ่ง ก่อนก้าวอย่างมั่นคงไปข้างหน้าพร้อมเหล่าองครักษ์สนิททั้งสี่นายที่ล้วนสวมอาภรณ์สีดำสนิทกลมกลืนยามราตรี มุ่งหน้าเข้าไปนั่งตรงข้ามชายหญิงชรากลางศาลา นัยน์ตาสีรัตติกาลฉับพลันทอประกายอ่อนโยนมองสบกับชายชราชั่วครู่ ก่อนมือใหญ่จะยื่นออกไปรับชาที่

ฮูหยินใหญ่ของจวนรินส่งมาให้

“คารวะท่านอาจารย์ คารวะฮูหยินผู้เฒ่าไป๋”

“ท่านอาจารย์คงทราบข่าวที่เปิ่นหวางส่งมาถึงแล้วกระมัง…”

กระแสเสียงทุ้มไพเราะอบอุ่นขัดกับท่วงท่าแสนเย็นชาเอ่ยถาม ริมฝีปากหนายกยิ้มงดงามอย่างที่ยากจะตีความได้ขึ้นมาคราหนึ่ง ก่อนยกถ้วยชาสีครามเงางามเนื้อดีขึ้นจิบอย่างไม่รีบเร่ง

“จัดการตามที่องค์ชายเห็นควรเถอะ ทุกคนที่นี่ล้วนฟังคำสั่งท่าน”

“ถึงเวลาที่ข้าควรต้องวางมือ ให้คนหนุ่มอย่างท่านออกแรงแล้วกระมัง”

ชายชรากล่าวเนิบช้า ดวงตากระจ่างใสจับจ้องใบหน้างดงามดั่งหยกของบุรุษตรงหน้าอย่างภาคภูมิใจ

ชายหนุ่มแย้มยิ้มบางเบา ก่อนพยักหน้าน้อยๆ ให้องครักษ์ชุดดำข้างกายครั้งหนึ่งเพื่อสั่งการ

“รับบัญชา” บุรุษชุดดำสามนายเอ่ยพร้อมเพรียง ก่อนรีบเร่งเดินออกจากศาลา ต่างมุ่งหน้าไปคนละทิศทางอย่างฉับไว เหลือเพียงอีกหนึ่งบุรุษชุดดำยืนสงบนิ่ง แววตามั่นคงรอฟังคำสั่งจากผู้เป็นนายต่อไป

“จางอี้ นำทางท่านอาจารย์ และฮูหยินผู้เฒ่าไป๋”

เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น

หากแต่ชายชรายกมือขึ้นห้าม

“อย่าให้คนแก่ทำให้องค์ชายต้องกังวลเลย ข้ามีชีวิตอยู่จนคุ้มค่าแล้ว”

“สิ่งใดสมควรทำ ล้วนต้องทำทั้งสิ้น….”

ฉับพลันได้ยินเสียงแหลมของแตรดังก้องกังวาลออกมาท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี พร้อมเสียงระเบิดดังต่อเนื่อง ผสมผสานกับควันไฟที่เริ่มมองเห็นได้ชัดในระยะไกล

----------------------------------------------------------------

/1 เหมยฮัว คือต้นพลัม

/2 หมู่ตัน คือต้นโบตั๋น

/3 ชาหลงจิ่ง คือหนึ่งในยอดชาของจีน ในสมัยก่อนิยมดื่มกันในหมู่ราชวงศ์ จักรพรรดิของตีน และขุนนางชั้นสูง

มอดไหม้ สูญสลายกลายเป็นเถ้าธุรี (1/2)

ร่างสูงในชุดดำสนิทขององค์ชายรอง “ซ่งเหยียนหราน” ก้าวย่างอย่างมั่นคงมุ่งหน้าสู่หอคอยสูงด้านบนประตูเมืองฝู่โจวที่บัดนี้สว่างไสวไปด้วยแสงจากคบเพลิง ตาสีดำคมกริบทอดสายตามองการปะทะกันอย่างดุเดือดของกลุ่มทหารสองฝ่ายเบื้องล่าง สายตาเย็นชากวาดมองตรงไปยังชายหนุ่มในชุดสีน้ำตาลเข้มรับกับดวงตาสีน้ำตาลขององค์ชายรัชทายาท “ซ่งเหยียนหลิง” ที่มองตอบมาเช่นกัน

“น้องรองคงมาไกลได้เพียงเท่านี้… เวลานี้เสด็จพ่อก็คงไม่อาจก้าวข้ามด่านนี้ได้เช่นกัน”

เสียงทุ้มต่ำของซ่งเหยียนหลิงเอ่ยขึ้นอย่างแจ่มชัดท่ามกลางเสียงสู้รบด้านล่าง ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาคมคาย บัดนี้กลับดูโหดเหี้ยมไม่เหลือเค้าโครงชายหนุ่มผู้สุขุมอ่อนโยน หรือแม้กระทั่งกลิ่นอายความสูงศักดิ์อย่างที่เป็นมาโดยตลอด

“ผู้ที่ยอมจำนวน ล้วนไม่ฆ่า” น้ำเสียงเย็นชาก้องกังวานของซ่งเหยียนหรานที่อยู่บนหอคอยกลับเอ่ยออกมาอย่างเด็ดขาด นัยน์ตาดำสนิทมองสบนัยน์ตาสีน้ำตาลนิ่ง ไม่ใส่ใจทั้งวาจาและท่าทางโหดเหี้ยมของคนเบื้องล่าง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ให้สัญญาณกับองครักษ์สนิทที่ประจำอยู่เบื้องหลังให้เตรียมเข้าจู่โจม

ทว่าเมื่อหันหลังกลับเตรียมก้าวลงจากหอคอยสูงไปยังสมรภูมิเบื้องล่าง กลับพบกับชายชราผู้เป็นอาจารย์ยืนอยู่ในชุดเกราะขัดเงา ที่มองผ่านเพียงคราหนึ่งก็รับรู้ได้ว่าได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเยี่ยม ทว่าเสื้อเกราะเงางามนั้นเมื่อมองให้ละเอียดกลับเต็มไปด้วยร่องรอยขีดข่วนของคมดาบจากการสู้รบในกาลก่อน นัยน์ตาสีดำสนิทสบมองชายชราเบื้องหน้าที่ยกยิ้มอย่างผ่อนคลาย เรียวคิ้วกระบี่จึงพลันขมวดมุ่น นัยน์ตาดำฉายประกายเข้มขึ้นหลายส่วน

“จะให้ข้าหลบซ่อนเช่นนั้นหรือ?” ชายชราส่งเสียง “หึ” ในลำคอเบาๆ อย่างขัดใจ เอ่ยถามชายหนุ่มสูงศักดิ์ตรงหน้า

“ทุกคนในจวนล้วนฟังคำข้ามิใช่หรือ..?” องค์ชายรองซ่งเหยียนหรานเอ่ยทวนคำของชายชราที่เพิ่งประกาศชัดไม่เกินหนึ่งชั่วยามก่อน คิ้วกระบี่ดกดำข้างหนึ่งยกขึ้นราวตั้งคำถาม พลางเพ่งมองนัยน์ตาเจิดจรัสของชายชราที่สบมองตอบกลับมาอย่างแน่วแน่

“เอาเถอะ…” เมื่อเห็นว่ายิ่งเถียงไป ก็ยิ่งเปล่าประโยชน์ ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากรับคำอย่างเสียไม่ได้

“จางอี้ คุ้มครองท่านอาจารย์” เสียงเย็นเยียบของซ่งเหยียนหรานจึงเอ่ยบัญชาองครักษ์ข้างกายที่รับคำสั่งและเข้าอารักขาชายชรา ที่บัดนี้แววตากลับไปเรียบเฉยนิ่งสนิทราวกับสายน้ำดังเดิมพร้อมมีประกายแน่วแน่สายหนึ่งพาดผ่าน

ร่างสูงของซ่งเหยียนหรานพร้อมด้วยองครักษ์และทหารในกองกำลังพลันเข้าปะทะฟาดฟันอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมก้าวประชิดเข้าหาร่างในอาภรณ์สีน้ำตาลเข้มขององค์รัชทายาทซ่งเหยียนหลิงที่บัดนี้ตวัดกระบี่ไล่ฆ่าฟันทหารประจำเมืองฝู่โจวอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อประชันหน้ากันจึงได้เห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของซ่งเหยียนหลิง ที่บัดนี้ฉายแววบ้าคลั่งกระหายอำนาจ แผ่กลิ่นอายฆ่าฟันราวกับคนเสียสติ จากบุรุษหล่อเหลาคมคายผู้หนึ่งซึ่งควรจะมีอนาคตรุ่งโรจน์ยาวไกล บัดนี้คลับคล้ายชายบ้าคลั่งก็ไม่ปาน

“พี่ใหญ่ หยุดแค่นี้เถอะ” เสียงเย็นชาของซ่งเหยียนหรานเอ่ยขึ้นอย่างสงบเนิบช้า

“ให้ข้าหยุดงั้นหรือ.. น้องรองมีอะไรมาแลกเล่า… ชีวิตของเจ้าเป็นอย่างไร?” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของซ่งเหยียนหลิงจ้องมองมายังบุรุษร่างสูงตรงหน้าอย่างชิงชังเด่นชัด “หรือจะเป็นชีวิตของ… คนใกล้ตัวเจ้าดี” ริมฝีปากหนายกยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้ทหารยิงลูกศรออกมา

“ฟิ้ว..”

ลูกธนูที่ทำจากเหล็กกล้าอย่างดี พุ่งตรงด้วยความเร็วสูงฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดมุ่งหมายที่ร่างของชายชราที่กำลังกวัดแกว่งดาบกล้าในมือต่อสู้กับศัตรูอย่างไม่หยุดพัก ที่ห่างไปเพียงไม่กี้จั้ง

ร่างสูงของซ่งเหยียนหรานพลันเคลื่อนตัวอย่างว่องไวก้าวเข้าบดบังวิถีของธนูดอกเล็ก ฝ่ามือใหญ่พลิกมือคราหนึ่งตวัดดาบในมือปัดป้องลูกธนูดังกล่าวออกจากวิถีที่จะพุ่งสู่รางของชายชราอย่างรวดเร็ว ชั่วขณะที่ร่างสูงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าได้ปกป้องชายชราได้สำเร็จแล้ว กลับได้ยินเสียง “ฟึบ” ดังอยู่เบื้องหลังพร้อมกลิ่นคาวคละคลุ้ง

พริบตาที่ร่างสูงปัดป้องธนูออกจากวิถีที่วิ่งเข้าหาชายชรา กลับเป็นชายชราเองที่ก้าวเข้ามาปัดป้องคมกระบี่ที่องค์รัชทายาทแห่งแคว้นฟาดฟันมาบนตัวของชายหนุ่มและรับคมดาบนั้นไว้เอง

“ท่านอาจารย์” เสียงเข้มทรงอำนาจตะโกนเรียก ก่อนที่ร่างสูงของซ่งเหยียนหรานจะก้าวออกไปรับร่างของชายชราที่อยู่เบื้องหลัง พลันรู้สึกได้ถึงความเย็นของคมกระบี่ และกลิ่นคาวเลือดที่พาดอยู่ตรงช่วงลำคอขาว

ริมฝีปากหนาขององค์รัชทายาทซ่งเหยียนหลิงผู้เป็นเจ้าของกระบี่ที่พาดอยู่บนคอของผู้เป็นน้องชายพลันยกยิ้มเยาะ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มวาววับฉายแววชิงชังระคนสะใจ ผสมผสานแววตาแห่งชัยชนะที่เจ้าตัวใกล้จะคว้ามา มือหนากดคมกระบี่ลงไปที่ต้นคอขาว ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำจะเอ่ย “ยอมแพ้ดีหรือไม่เล่าน้องรอง… เวลานี้เสด็จพ่อกับเสด็จแม่คงผิดหวัง ที่คงไม่อาจเปลี่ยนไปยกบัลลังก์นี้ให้เจ้าได้อีก” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเยาะเย้ยอย่างสุนทรีย์

หากนัยน์ตาสีรัตติกาลของซ่งเยียนหรานกลับฉายประกายเย็นชาโหดเหี้ยมอย่างหาได้ยาก ไม่ทันให้อีกฝ่ายพูดจบ ร่างสูงของซ่งเหยียนหรานพลันดันตัวเข้าหาคนตรงหน้า ไม่สะทกสะท้านต่อคมกระบี่ที่เฉือนผิวขาวจัดเป็นรอยบาดลึกพร้อมหยดเลือดที่เปรอะเปื้อนไปทั่วอาภรณ์สีดำ มือเรียวขาวพลันตวัดดาบเล่มใหญ่ส่งแรงแทงเข้าไปที่กลางร่างขององค์รัชทายาทซ่งเหยียนหลิงอย่างหนักหน่วง

“อึก!” ดาบเล่มใหญ่แทงทะลุที่กลางอกหนาของซ่งเหยียนหลิงอย่างหนักแน่นแม่นยำ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจึงฉายแววตกใจเบิกกว้างอย่างไม่คาดคิด

“เจ้า!” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยอยากขาดห้วง ก่อนจะกระอักเลือดอุ่นออกมา พร้อมกับที่ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทของเหยียนหรานดึงกระชากดาบเล่มใหญ่ออกจากร่างคนตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายมองใบหน้าบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ล้มลงไปข้างหลังขององค์รัชทายาทซ่งเหยียนหลิงอย่างเย็นชา ไวเท่าความคิดมือหนาแข็งแกร่งจ้วงแทงดาบใหญ่เข้าสู่หน้าอกหนาอีกครั้ง ก่อนมือใหญ่จะบรรจงจับด้ามดาบดึงขึ้นพร้อมโลหิตที่พุ่งตามออกมาไม่ขาดสาย

ร่างสูงของซ่งเหยียนหรานหยัดยืนขึ้นสุดความสูง ก่อนจะก้าวเท้าอย่างหนักหน่วงเดินเข้าหาร่างไร้วิญญาณของท่านอาจารย์ที่รับคมดาบแทนตน นัยน์ตาฉายประกายเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง มือหนาแข็งแกร่งเต็มไปด้วยโลหิตยื่นอย่างสั่นสะท้านไปยังร่างของชายชราเบื้องหน้า

“รีบกลับต้าเฉิง” เสียงเย็นเยียบของซ่งเหยียนหรานเอ่ยสั่ง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...