โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัปเหร่อ : เมื่อความรักกับความตาย กลายเป็นความทรงจำ ในเมตาเวิร์สแบบไทบ้าน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 พ.ย. 2566 เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2566 เวลา 11.34 น.

ใครจะไปนึกว่าหนังบ้านๆ ที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในหนังชุดไทบ้านเดอะซีรีส์นั้นทำรายได้ถึง 400 กว่าล้านในการเข้าฉายไม่กี่วัน และยังมีกระแสต่อเนื่องแบบปากต่อปาก ทำให้มีคนเข้าไปดูเต็มทุกโรงทุกรอบ ต้องเพิ่มรอบถึงตีสองคนดูก็ยังล้น

ทั้งที่หนัง ‘ไทบ้าน’ ภาคก่อนหน้านั้นมีคนดูเฉพาะกลุ่ม บางภาคทำรายได้น้อยมาก

บางภาคทำรายได้พอสมควรแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก

หรือบางคนดูตัวอย่างหนังภาคก่อนๆ อาจจะคิดด้วยซ้ำว่า หนังแนวนี้เข้ามาฉายในโรงทั่วไปได้อย่างไร

“สัปเหร่อ” หนังลำดับที่ 8 ในชุดจักรวาลไทบ้านหากรวมภาคแยกต่างๆ ด้วย หนังได้เล่าถึงเรื่องราวชาวบ้านหรือไทบ้านแบบปกติทั่วไปของหมู่บ้านๆ หนึ่งในอีสาน แม้คนดูจะรู้ว่าหมู่บ้านนี้ชื่อโนนคูณ หรือบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อเลยก็ตาม แต่เชื่อว่าหลายคนย่อมคุ้นเคยกับหมู่บ้านทำนองนี้ดี

ไม่ใช่เพราะได้ดูหนังจากภาคก่อนๆ แต่มันเป็นหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จัก เคยเห็น คุ้นเคยกับหมู่บ้านลักษณะนี้ที่แทบจะมีอยู่ทุกจังหวัดในอีสานหรือแม้แต่ภาคอื่นๆ ของไทย

บ้านโนนสูงจึงเป็นตัวแทนของสังคมคนชนบทท่ามกล่างความแปรเปลี่ยนของยุคสมัย

ไม่ว่าจะเป็นการคืบคลานเข้ามาของทุนและเทคโนโลยี ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม พ่อแก่แม่เฒ่าเฝ้าบ้านอยู่ที่บ้านนอก

คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาก็เลือกใช้ชีวิตชนบทต่อไป ไม่ว่าจะเป็น รับจ้างทั่วไป ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ฯลฯ

สำหรับหนุ่มสาวส่วนใหญ่ที่เข้ามาเรียนต่อ ทำงานที่กรุงเทพฯ ต่างก็ปากกัดตีนถีบเพื่อจะส่งเงินกลับไปต่างจังหวัด บางคนพลาดหวังหรือทดท้อต่อชะตากรรมก็ต่างทยอยกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด

บางคนเหมือนคนแปลกหน้าของผู้คนในหมู่บ้าน

บางคนเคยชินกับวิถีคนเมืองไปแล้ว ก็จะกลายเป็นความประดักประเดิดในบ้านเกิดของตน

สภาพของสังคม “ไทบ้าน” ในหนังเรื่องสัปเหร่อจึงสะท้อนออกมาให้เราเห็นถึงคุณค่าหรืออุดมคติของชีวิตที่หลากหลายผสมปนเปกันไป

เป็นไทบ้านที่วันๆ เอาแต่ตั้งวงเหล้าเมามายไปวันๆ ก็มี

เด็กวัยเรียนที่ความรักเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดแล้วในชีวิตตอนนี้

พ่อแก่แม่เฒ่าเข้าวัดวายึดถือฮีตคองตามครรลองที่ยึดถือปฏิบัติมา

หนุ่มสาวที่พยายามครองตนตามอาชีพอันได้รับการนับหน้าถือตาในสังคม

ชายหนุ่มผู้อยากก่อตั้งกิจการเฝ้าฝันถึงความร่ำรวย

คนหนุ่มสาวที่ไขว่คว้าหาความรักที่ตนหมายปอง ฯลฯ เหล่านี้แทบไม่ต่างจากความเป็นจริงในสังคมต่างจังหวัดของไทยในปัจจุบัน

หากดูจากชื่อเรื่อง “สัปเหร่อ” ตามหน้าหนังก็จะตรงไปตรงมาที่หนังเล่าถึงชีวิตและการทำงานของสัปเหร่อที่เป็นอาชีพที่ผู้คนสมัยนี้ไม่มีใครอยากจะทำต่อไปอีกแล้ว

หนังเล่าถึง “เจิด” ผู้ที่เพิ่งเรียนจบนิติศาสตร์จากกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาร่ำเรียนถึง 8 ปี ระหว่างรอสอบใบอนุญาตทนายที่ตนใฝ่ฝันก็กลับมาบ้านพร้อมกับความไม่เข้าใจในอาชีพของพ่อที่เป็นสัปเหร่อ มองการทำงานของพ่อด้วยสายตาที่เห็นว่าเป็นเรื่องล้าสมัย

แต่เมื่อพ่อไม่สบาย ไม่อาจทำหน้าที่สัปเหร่อต่อไปไม่ไหว เจิดจึงรับอาสาทำหน้าที่แทนอย่างเสียมิได้เพื่อให้พ่อสบายใจ

เมื่อเจิดได้เรียนรู้งานที่พ่อทำมาตลอดชีวิต จึงเปลี่ยนความเข้าใจทั้งที่มีต่อตัวเอง พ่อและชาวบ้าน ตลอดจนเปลี่ยนทัศนะต่อเรื่องความตายไปอย่างสิ้นเชิง

หนังได้พาเราไปสำรวจความตายรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าคนแก่เฒ่า คนหนุ่มสาว ตลอดจนเด็กหญิงชายความตายไม่เลือกเว้นให้เรา คนต่างศาสนา ต่างความเชื่อศรัทธา ผี พุทธ คริสต์ อิสลาม ล้วนต้องเผชิญความตายเช่นเดียวกัน แตกต่างกันตรงพิธีกรรม

ซึ่งหนังก็เล่าให้รายละเอียดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นพิธีซ้อนขวัญคนตายให้วิญญาณกลับบ้านตรงจุดเกิดเหตุ

การเสี่ยงทายโยนไข่ไก่เลือกจุดเผาศพ

งานศพชาวพุทธรูปแบบและรายละเอียดที่แตกต่างกัน

พิธีฝังศพชาวคริสต์ การเตรียมศพของชาวมุสลิม ฯลฯ

หนังเล่ารายละเอียดของความเชื่อแต่ละศาสนาแตกต่างกันออกไป ราวกับจะบอกว่า วิถีไทบ้านทุกวันนี้เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายไม่ได้ต่างจากความเป็นเมืองในปัจจุบันแต่อย่างใด

แต่สิ่งที่แทบจะเหมือนกันของทุกคน ทุกวัฒนธรรมประเพณีเมื่อพูดถึงความตายก็คือความโศกเสร้าเสียใจ

ความคิดถึง โลกหลังความตายที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมา

จึงเป็น “จักรวาล” ของความทรงจำที่เราอยากมีปฏิสัมพันธ์กับ “ความตาย” ของผู้คนที่เรารักและคิดถึง

หนังให้ตัวละครตัวหนึ่งที่ชื่อป่อง แสดงออกถึงความหมกหมุ่นอยู่กับเทคโนโลยีและความก้าวหน้าสมัยใหม่ ไม่ว่าในภาคก่อนๆ จะอยากเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อ สโตร์ผัก สมาทานความคิดบริหารจัดการของยุคสมัยและคิดว่าชีวิตนี้จัดการปัญหาและสิ่งต่างๆ ได้ด้วยเทคโนโลยี

สำหรับเรื่องสัปเหร่อนี้ ป่องต้องบวชเป็นพระตามเงื่อนไขของผู้เป็นพ่อ แต่ก็บวชไปอย่างนั้น ไม่ได้เชื่อว่าศาสนาจะเป็นทางออกแต่อย่างใดสำหรับชีวิต

เขาจึงคลุกตัวอยู่กับคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตตลอดเวลา พร้อมทั้งหลุดคำว่า “เมตาเวิร์ส” (metaverse) ออกมาบ่อยครั้งทั้งจากป่องและเซียงตัวละครอีกตัวก็พูดเชิงล้อเลียนถึงคำว่า “มัลติเวิร์ส” (multiverse) โดยจงใจยั่วล้อตามสไตล์ของหนังถึงความคลั่งไคล้เทคโนโลยีและความคิดสมัยใหม่ของตัวละครหรือแม้กระทั่งตัวสังคมเองก็ตาม

แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กำลังอยากสื่อสารกับคนดูถึง “พื้นที่” บางอย่างของชาวบ้านที่เป็นพื้นที่ของความทรงจำของคนที่เรารักไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ หรือแม้กระทั่งคนรัก

มีหลายฉากที่เห็นได้ชัดว่าหนังกำลังพูดถึง “เมตาเวิร์ส” หรือ “โลก” อีกโลกหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหลังความตาย หรือโลกอีกใบของความทรงจำก็ตาม

ในทำนองเดียวกัน “เซียง” ชายหนุ่มผู้ผิดหวังกับความรักและฝังใจกับ “ใบข้าว” คนรักเก่าที่ตายจากไป

เซียงต้องการกลับไปแก้ไขความสัมพันธ์ในครั้งก่อน จึงต้องหาวิธีการเพื่อเข้าไปในโลกหลังความตาย ซึ่งเซียงใช้วิธี “ถอดจิต”ซึ่งหมายถึงการพาสำนึกรู้ของเราไปยังบางที่ บางเวลา เพื่อจะได้พบกับคนที่เรารักและคิดถึง

เซียงจึงต้องอ้อนวอนร้องขอจากสัปเหร่อผู้เป็นพ่อของเจิดให้สอนการถอดจิตให้ โดยแลกกับการสัญญาว่าจะมาเป็นผู้ช่วยสัปเหร่อให้กับเจิด

“โลก” ที่เซียงถอดจิตได้ออกไปพบกับใบข้าว อดีตคนรักที่ตายไป โลกใบนั้นจึงเป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่เซียงสร้างขึ้น

เป็นเมตาเวิร์สของความทรงจำแห่งความรักที่เซียงมีต่อใบข้าว เป็นมัลติเวิร์สของความเป็นไปได้

ฉากที่เป็นโลกของการถอดจิตนี้ผู้กำกับฯ จงใจให้แตกต่างจากฉากที่เป็นเนื้อเรื่องทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนหน้านี้ฉากทั่วไปอื่นๆ จะถ่ายทำแบบเรียบง่ายตามมาตรฐานของหนังซีรีส์ไทบ้าน แต่พอเป็นฉากถอดจิตนี้หนังถ่ายทำได้สวยงาม

บางฉากที่คล้ายเป็นทะเลทรายนั้นจัดให้เป็นฉากหนึ่งในหนังฮอลลีวู้ดได้สบาย เข้าใจว่าหนังคงอยากให้เราเห็นว่าเป็นอีก “จักรวาล” จักรวาลหนึ่งนั่นเอง

เป็นเมตาเวิร์สของการกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ในทางปรัชญาอาจเรียกได้ว่าเป็นเป็นโลกที่อาจเป็นไปได้ (possible worlds) นั่นเอง

บางครั้งการที่เราอยากละทิ้งโลกที่เราอยู่จริงเพื่อหลบลี้หนีเข้าไปในโลกที่เต็มไปด้วยความสุข ความทรงจำแม้จะชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม โลกหลังความตาย โลกของความเชื่อก็เป็นจักรวาลอีกจักรวาลหนึ่งที่สร้างขึ้นมา

แม้จะดูงมงาย ไม่ทันสมัย แต่แล้วมันจะแตกต่างอะไรจากเมตาเวิร์สเล่า ที่มนุษย์สมัยใหม่ก็ใช้ไปหลบลี้หนีจากโลกจริงไปมีความสุข ไปหาผลประโยชน์ต่างๆ จาก “จักรวาล” อีกใบที่เราสร้างขึ้นมาเช่นเดียวกัน

หนังเรื่อง “สัปเหร่อ” จึงสร้าง “จักรวาล” ขึ้นมาใหม่ พาเราไปยังโลกของความทรงจำจากความรักที่ได้สิ้นสุดลงในโลกนี้จากความตาย

ให้กลายมาเป็น “โลก” อีกโลกหนึ่งที่ความรักและสัมพันธภาพของมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ของเรายังดำรงอยู่และดำเนินต่อไปในหลายโลกที่อาจเป็นไปได้

และท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของสังคม ไม่ว่าจะเป็นคุณค่า อุดมคติ ความคิดความเชื่อ ฯลฯ โลกทางความคิดที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเรียกว่า ศาสนา อุดมคติทางการเมือง ชีวิตที่ดี ฯลฯ ก็แทบจะไม่ต่างจาก “เมตาเวิร์ส” “มัลติเวิร์ส” “จักวาลนฤมิต” “พหุภพ” หรือ “โลกที่อาจเป็นไปได้” ฯลฯ

จะเรียกว่าอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะเป็น “พื้นที่” ที่ทุกคนมีส่วนร่วมและเข้าถึงได้และเปิดโอกาสให้มีการปะทะสังสรรค์ทั้งความเหมือนและความแตกต่าง

หากเราเปิดโอกาสให้มี “พื้นที่” แห่งความเป็นไปได้ที่หลากหลายเช่นนี้ อาจบางทีสงครามหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่นำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...