ท็อป พิพัฒน์ กับ 'การไม่หวังให้เขามาเลี้ยงตอนแก่' และส่วนเล็กๆที่ทำให้ตัดใจ ไม่มีลูก
ท็อป พิพัฒน์ กับ ‘การไม่หวังให้เขามาเลี้ยงตอนแก่’ และส่วนเล็กๆที่ทำให้ตัดใจ ไม่มีลูก
ห่างหายจากงานแสดงมาหลายปี โดย ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร บอกเหตุผลว่า ที่ตอนนั้นตัดสินใจเลิกรับว่าเป็นเพราะ “ทำได้ไม่ดีพอ”
“ถ้าจะไปแสดงให้ทุกคนได้เห็น ผมต้องทุ่มเทมากกว่านี้เยอะเลย ในฐานะของการเป็นนักแสดงอาจจะยังไม่ได้เหมาะกับผมในช่วงเวลานั้น”
ประกอบกับมีอย่างอื่นที่ให้ทำ เช่น การเป็นพิธีกร งานด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นความสนใจถึงขั้นตัดสินใจเปิดบริษัท
“พอมันขยับองศาหนึ่ง มันเลยฉีกมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เลยไม่ได้แสดงมา 10 กว่าปีแล้ว”
เรื่อง ‘ทำได้ไม่ดีพอ’ ท็อปบอกว่า ไม่ต้องรอให้ใครพูด เพราะแค่เห็นตัวเองเขาก็รู้แล้ว
“เรื่องแบบนี้เรามองตัวเองเราก็บอกได้แล้วครับ เราดูทีวีแล้วเราเห็นว่าแสดงไม่ดี แล้วไปด่าเขา หรือวิจารณ์คนอื่น พอเห็นตัวเองก็เหมือนกัน ไม่ต้องให้ใครบอกหรอก บอกตัวเองก็ได้”
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าบางครั้งบางคราก็คิดเหมือนกันว่าถ้ามีงานแสดงเอ็มวี ที่ใช้เวลาแค่ 1-2 วัน ก็อาจจะพอเป็นไปได้ แต่งานอื่นๆที่ใช้เวลายาวๆ “คงไม่แล้วครับ”
ในวัย 43 ปี ท็อปบอกว่าตอนนี้เขาวางแผนชีวิตตัวเองเอาไว้บ้างแล้ว หลักๆคือจะใช้ชีวิตที่เป็นสุข อยู่กับ นุ่น ศิรพันธ์ ภรรยา โดยคาดว่าจะเกษียณจากงานตอนอายุ 65
“ผมไม่มีลูกครับ ก็วางแผนเรื่องการเงินไว้เรียบร้อย แล้วพอเกษียณอยากทำอะไรบ้าง การดูแลสุขภาพก็มีซื้อประกันเอาไว้ เพื่อรออนาคต”
“เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราอยากมีชีวิตหลังเกษียณที่แฮปปี้ ณ วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ก็เลยทำให้เรารู้ว่าปีหนึ่งต้องทำอะไร แล้วให้ได้เงินประมาณเท่าไหร่”
เรื่องไม่มีลูก ท็อปบอกว่าเป็นความคิดที่มีมานาน และคงไม่เปลี่ยนใจ
“เหมือนกับผมทำเรื่องสิ่งแวดล้อมในวันที่ผมเลือกว่าผมสนใจเรื่องนี้ ผมทำเรื่องนี้จริงจังมาเรื่องเดียวเลย เวลาที่ผมตัดสินใจอะไร เราคิดมาทั้งหมดดีแล้ว
วันนี้ก็เลยคิดว่าเรื่องลูกที่ได้ถามกันมาตลอด ผมไม่เปลี่ยนใจ และคิดว่าคงจะไม่เปลี่ยนใจครับ ผมวางแผนมาแล้ว ผมรู้สึกว่าเด็กไม่ควรที่จะต้องมีหน้าที่มาเลี้ยงผมตอนแก่ คือผมว่ามันดูแล้วเหมือนผลักภาระเกินไป ผมคิดเองนะ แต่ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่ผมรู้สึกว่าถ้าเกิดจะมีลูกเพื่อหวังว่าจะให้เขามาเลี้ยงเราตอนแก่ ผมว่าคงไม่ใช่ ผมก็เคารพในการตัดสินใจ ความคิดเห็นที่แตกต่างของน้องๆ ในออฟฟิศ ถ้าเกิดผมยิ่งอายุมากขึ้น แล้วถ้าผมมีลูกอีก ผมว่าระยะห่าง ช่องว่างบางอย่างมันอาจจะไม่ได้สนุกมาก ถ้าเกิดเราคุยกันบางเรื่องที่อาจจะไม่แน่ใจ แต่ว่า ณ วันนี้พอไม่มีปุ๊บ ก็ไม่ต้องซีเรียส” ท็อปบอกพลางยิ้ม
ครั้นถามว่าจากการทำงานเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม มีส่วนทำให้มองว่าการมีลูกในยุคนี้มันอันตรายไหม?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ว่า “ผมไม่ได้มีลูก ส่วนเล็กๆ ส่วนนึงก็คือกลัวด้วยว่าเขาจะอยู่ยังไงในสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนไป เขาบอกว่าถ้าเกิด 1.5-2 องศาที่มันเปลี่ยนไปในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้น เรียกว่าเลวร้าย มันกู่ไม่กลับ ไม่ได้เหมือนกับช่วงแรกๆ ที่โควิดมาแล้วเรายังรู้สึกว่าเดี๋ยวจะมีวัคซีนสักวันนึงแหละ แล้วเราพยายามจะรีบฉีดวัคซีน เพราะกลัวตาย แต่ถ้าเกิดสิ่งแวดล้อมมันกู่ไม่กลับ มันไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย แค่รอวันตายกับสิ่งแวดล้อมแย่ๆ”
“ผมก็เลยรู้สึกว่าถ้าเกิดเรามีลูก ส่วนนึงด้วยเราก็ไม่อยากที่จะให้เขามาเจอกับอะไรแบบนั้นในอนาคต”