อาจารย์เจษฎ์ เตือน"ว่านจักจั่น"ห้ามกินเด็ดขาดมีพิษอันตรายอาจถึงขึ้นเสียชีวิต
วันที่ 11 มิ.ย. 66 เพจเฟซบุ๊ก "อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์" ซึ่งเป็นเพจเฟซบุ๊กของ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เตือนพร้อมภาพว่านจักจั่น ว่า ว่านจักจั่น เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งครับ ไม่ควรนำมากินกัน อาจเป็นอันตราย เช้านี้มีการแชร์ภาพของแปลก คล้ายหนอนที่มีก้านงอกยื่นออกมา ในเพจ FB หนึ่ง โดยการตั้งคำถามว่า "กินหรือเอาไปทำอะไรดีครับ
.
สิ่งที่เห็นในภาพนั้นคือ "ว่านจักจั่น" ครับ มันเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นอยู่ในตัวอ่อนของจั๊กจั่นที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งไม่ควรนำมาบริโภค เพราะอาจจะรับสารพิษอันตรายได้ครับ "ว่านจักจั่น" นี่ บางคนก็ไปขุดเก็บกันมา โดยมองว่าเป็นวัตถุมงคล ตามความเชื่อว่าเป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ ประเภทเดียวกับพวกมักกะลีผล มีบูชาแล้วร่ำรวย
.
จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่พืช ไม่ใช่ว่าน แต่เป็นเป็นตัวอ่อนของจักจั่น ที่ตายแล้วเนื่องจากการติดเชื้อราทำลายแมลง ในขณะที่เป็นตัวอ่อน ช่วงที่ขึ้นจากใต้ดินมาลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยเหนือดิน ในระยะตัวอ่อนนี้ จักจั่นจะอ่อนแอมาก ขณะที่มีอากาศชื้นจากหน้าฝน ทำให้เชื้อราแพร่กระจายได้ดีในอากาศ เมื่อเชื้อราตกลงไปอยู่บนตัวจักจั่นที่มีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เชื้อราสามารถแทงเส้นใยเข้าไป และงอกในตัวจักจั่นได้ดี โดยดูดน้ำเลี้ยงในจักจั่นเป็นอาหาร และทำให้พวกมันตายในที่สุด
.
เมื่อจักจั่นตายแล้ว เชื้อราก็จะสร้างโครงสร้างสืบพันธุ์ ที่มีลักษณะเหมือนเขา ยืดขึ้นเหนือพื้นดิน เหมือนที่เห็นยื่นออกมาจากว่านจักจั่น โครงสร้างสืบพันธุ์นี้ จะมีสปอร์ติดอยู่บริเวณปลาย เมื่อมันยื่นขึ้นมาเหนือพื้นดิน สปอร์จะอาศัยลมหรือน้ำ ในการพัดพาให้ไปตกที่อื่น ๆ และอาจจะทำให้ตัวอ่อนของจักจั่นตัวอื่น ติดเชื้อกันต่อไป เราเรียกเชื้อราที่มีพฤติกรรมไปอาศัยอยู่ในตัวแมลงที่มีชีวิตแบบนี้ ว่าอยู่ในประเภท "เชื้อราทำลายแมลง"
.
จากการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์ไบโอเทค สวทช. พบว่า มีราทำลายแมลง ในประเทศไทยมากกว่า 400 ชนิด โดยพบได้ทั้งบนหนอน แมลงวัน มวน เพลี้ย ผีเสื้อ ปลวก แมลงปอ แมงมุม มด เป็นต้น ซึ่งพวกเชื้อราทำลายแมลงในว่านจักจั่นนี้เอง ปรกติก็ไม่ใช่เชื้อที่มีพิษ แต่อาจจะมีราอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดพิษต่อคนที่กินเข้าไป มาเจริญเติบโตอยู่ด้วยได้
.
ถ้าโชคร้ายเจอสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดพิษแรง ๆ อาจสร้างสารพิษพวก tremorgenic mycotoxin ขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายมาก เพราะไม่มียาถอนพิษ ได้แต่ประคองอาการให้รอด โดยสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ก็ระบุว่า สำหรับประเทศไทย มีรายงานว่า ว่านจักจั่นมีความใกล้เคียงกับราชนิด Ophiocordyceps sobolifera กินแล้วคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ชัก กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ดวงตาหมุนวนไปรอบ ๆ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน อ่อนแรงใจสั่น และเวียนศรีษะ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
.
นอกจากนี้ในประเทศเวียดนาม มีรายงานการกินว่านจักจั่นชนิด Ophiocordyceps heteropoda พบว่า ผู้ที่นำมารับประทานเกิดอาการเวียนหัว อาเจียน น้ำลายไหล ม่านตาขยาย กรามแข็ง ไม่สามารถขับปัสสาวะได้ตามปกติ ชัก เพ้อคลั่ง เกิดภาพหลอน ง่วงซึม โคม่า และอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
.
จากการตรวจสอบสารพิษ พบว่าเป็น ibotenic acid ซึ่งสารพิษในกลุ่มนี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ในอดีต ในปี พ.ศ.2562 มีชาวบ้านในจังหวัดอุบลราชธานี 2 คน เก็บว่านจักจั่นมากิน แต่กินแล้วเกิดอาการเป็นพิษกะทันหัน จึงนำส่งโรงพยาบาล
.
และในปี พ.ศ. 2559 ก็เคยมีข่าว ที่จังหวัดสกลนคร มีประชาชนในต.คอนสวรรค์ อ.วานรนิวาส เก็บมากิน แล้วได้รับพิษกระทันกัน เกิดอาการร่อแร่ เข้าโรงพยาบาลสกลนคร 2 ราย จนต้องเตือนกันว่าถ้าใครพบเห็นห้ามนำรับประทานเด็ดขาด
.
ส่วน "ถั่งเช่า" ที่เอามาเป็นยาสมุนไพรชูกำลังกันนั้น ถึงแม้ว่าจะมีจุดกำเนิดในแบบเดียวกับว่านจั๊กจั่น คือมีเชื้อราทำลายแมลง พวกราคอร์ดิเซปส์ ชนิด Ophiocordyceps sinensis (หรือชื่อเก่า Cordyceps sinensis) ลงไปเจริญเติบโตตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อ แต่มันเป็นฝนเชื้อราชนิดที่ไม่ได้เป็นพิษ จึงนำมากินได้ครับ
.
เพจ:ข่าวเวิร์คพอยท์ https://www.facebook.com/NewsWorkpoint