โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เผย สนธิสัญญา Non-NATO ไขปมฐานทัพเรือพังงา จับตา ทหารโดดเดี่ยว รัฐบาล?

สยามรัฐ

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 05.01 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

สถานการณ์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ละเอียดอ่อน จากความเคลื่อนไหวของ สมเด็จฮุนเซนแห่งกัมพูชา รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียด ระหว่างไทยกับกัมพูชาตามแนวชายแดนอยู่แล้ว

กระแสข่าวเรื่อง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะยอมให้สหรัฐอเมริกามาตั้งฐานทัพเรือที่ฐานทัพเรือพังงาตำบลทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เพื่อแลกกับการลดภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ยิ่งเป็นประเด็นที่เปราะบางอ่อนไหวอย่างยิ่ง

เป็นที่น่าสังเกตว่า กองทัพเรือไม่มีการชี้แจงเรื่องนี้ อย่างเป็นทางการ มีเพียงแต่รายงานข่าวโดยไม่ระบุแหล่งข่าวที่ชัดเจนจากในหน้าสื่อมวลชน เท่านั้น

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย อดีตรมว.กลาโหม ที่ปัจจุบันเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ตอบแบบไม่ชัดเจน และไม่แม่นในข้อมูล จึงยิ่งโหมกระแสข่าว เพราะพูดเหมือน ยอมรับว่ามีแผนที่จะให้สหรัฐมาตั้งฐานทัพที่พังงาจริง แต่เป็นคนละเรื่อง กับการเจรจาต่อรองลดภาษีของสหรัฐฯ จนสื่อมวลชนนำไปพาดหัวว่ายอมรับมีแผนการตั้งฐานทัพจริง

จน นายภูมิธรรม ก็ต้องออกมาแก้ข่าวด้วยตนเองว่าที่พูดกับสื่อไป ไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่สื่อมวลชนไปตีความ และเข้าใจผิด บิดเบือนเอง ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหาย พร้อมแสดงความไม่สบายใจ กับการทำหน้าที่ของสื่อ พร้อมขู่ว่าถ้าหากยังเป็นแบบนี้อีกต่อไปจะไม่ให้สัมภาษณ์แล้ว

นายภูมิธรรม ชี้แจงว่าทราบแต่ว่าเป็นแผนของกองทัพเรือที่จะพัฒนาฐานทัพเรือพังงา ซึ่งเป็นฐานทัพเรือ ฝั่งอันดามันอยู่แล้วเพราะเคยคุยกับทางกองทัพเรือแต่ติดขัด เรื่องปัญหางบประมาณ

โดยยืนยันว่าสหรัฐอเมริกา ยังไม่เคยมายื่นข้อเสนอ หรือเจรจาพูดคุยกับตนเองในเรื่องที่จะขอใช้ฐานทัพเรือพังงา แต่อย่างใด ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ต่อรองในการลดภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ

ขณะที่รายงานข่าวจากกองทัพเรือ ระบุว่า กระแสข่าวว่าสหรัฐจะมาขอตั้งฐานทัพที่ฐานทัพเรือพังงาอาจเกิดจากข้อมูล ที่ทางสหรัฐ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหม ของสหรัฐฯ เคยพบปะกับตัวแทนของกระทรวงกลาโหมไทย และหารือกันนอกรอบว่า สนใจจะสนับสนุนงบประมาณให้กองทัพเรือในการพัฒนาฐานทัพเรือพังงา

โดยทางกลาโหมได้แจ้งให้พลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ รับทราบในเบื้องต้นแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้พล.ร.อ.จิรพล ได้ไปตรวจเยี่ยมฐานทัพเรือพังงาและรับทราบแผนการพัฒนาฐานทัพเรือพังงา แล้วที่พบว่าต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท โดยจะทำเป็นเฟส โดยเฟสแรก ในงบประมาณปี 2569 จำนวน 700 ล้านบาท

ปัญหาสำคัญของฐานทัพเรือพังงาคือไม่มีสนามบิน และไม่มีเนื้อที่เหลือพอที่จะสร้างเป็นสนามบินใหม่ อีกทั้งเรือขนาดใหญ่ ยังไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้เนื่องจากมีความตื้นเขิน จึงต้องมีการใช้งบประมาณในการขุดลอกดินทรายในทะเลใหม่

ดังนั้นคาดว่า สหรัฐอเมริการู้ข้อมูลตรงนี้ จึงได้เสนอสนับสนุนงบประมาณ ให้กับทางกองทัพเรือ แต่ไม่เคยขอถึงขั้นที่ว่าจะตั้งฐานทัพในประเทศไทย ที่ฐานทัพเรือพังงา เพราะสหรัฐรู้ดีว่าประเทศไทยไม่ว่ารัฐบาล ใดก็ไม่เคยยอม

เพราะก่อนหน้านี้ สหรัฐฯเคยพยายามที่จะขอตั้งฐานทัพอากาศที่กองบิน 56 หาดใหญ่สงขลา เพราะกำลังให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวของจีนและรัสเซีย ในพื้นที่อินโดแปซิฟิกและโดยเฉพาะปัญหาในทะเลจีนใต้ เพราะพบว่าจีนมาสร้างฐานทัพเรืออันดามัน ที่ประเทศเมียนมา และพบความเคลื่อนไหวของรัสเซียในการที่จะมาขอตั้งฐานทัพในเมียนมาด้วย ขณะที่จีนเองก็ได้มีฐานทัพเรือเรียม ในกัมพูชาแล้ว

ดังนั้นสหรัฐอเมริกา จึงต้องการมีฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือในภาคใต้ของประเทศไทย แต่กองทัพอากาศได้ปฏิเสธไปแล้วเพราะไม่ต้องการให้เกิดความอ่อนไหวและจะเกิดปัญหากับทางจีน

อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ได้ เคยสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนา สนามบินอู่ตะเภา และท่าเรือสัตหีบ และท่าเทียบเรือทุ่งโปรง ที่สัตหีบ มาแล้ว เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์ เมื่อสหรัฐมาขอใช้สถานที่ด้วย

เนื่องจากไทยและสหรัฐฯ มีสนธิสัญญาสนับสนุนการส่งกำลังบำรุง จึงทำให้สหรัฐฯสามารถนำเครื่องบินมาลงจอดในทุกสนามบินของกองทัพไทย ไม่ว่าเหล่าทัพใด รวมถึงการนำเรือรบมาจอดเทียบท่าเพื่อรับการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงเติมน้ำมันหรือ แม้แต่มานำกำลังพลมาพักผ่อนเช่นที่ เคยมีมาตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะสนามบินอู่ตะเภาก็เป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นเสมือนฐานทัพของสหรัฐฯ เพราะเป็นสนามบินที่สหรัฐ เคยสร้างไว้ตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม และสนับสนุนงบในการพัฒนาสร้างสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกมาตลอดโดยเฉพาะอาคารม้าแดง ที่มีการปรับปรุงใหม่

อีกทั้งไทยและสหรัฐฯ มีการฝึกอบรมร่วมกัน ตลอดทั้งปีกว่า 400 การฝึกที่ทำให้สหรัฐฯ มักมีเครื่องบินมาจอด และพักที่สนามบินอู่ตะเภา ของกองทัพเรือตลอดทั้งปี กล่าวได้ว่าประเทศไทยไม่เคยขาดทหารสหรัฐฯเลยทีเดียว

ดังนั้น สนธิสัญญาด้านการส่งกำลังบำรุง ที่ทำขึ้นในฐานะที่ไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโต Non NATO Ally ของสหรัฐอเมริกา นี้จึงทำให้สหรัฐไม่จำเป็นต้องตั้งฐานทัพในประเทศไทย แต่ประเทศไทยเป็น เสมือนฐานทัพกลายๆ ของสหรัฐอยู่แล้ว

อีกทั้งจุดยืนของประเทศไทยที่แม้บอกว่าจะเป็นกลางก็ตาม แต่ก็เอนเอียงมาทางสหรัฐโดยเฉพาะกองทัพที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางการทหาร กับสหรัฐฯ และการฝึกต่างๆรวมถึงรูปแบบการจัดกองทัพ ก็ยึดรูปแบบสหรัฐเช่นกัน

นอกจากนี้ไม่ใช่ แค่สหรัฐอเมริกาที่จะมาจอดเครื่องบินหรือนำเรือรบมาเทียบท่า ของกองทัพได้แต่มีประเทศทุกประเทศก็สามารถมารับการส่งกำลังบำรุงได้เช่นกัน ออสเตรเลีย ยุโรป อาเซี่ยน แม้แต่จีน

จะเห็นได้ว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผสมโรงกับความเคลื่อนไหวในการโจมตีรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่กองทัพเรือนิ่งเฉยไม่ได้มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการ ปล่อยให้นายภูมิธรรม และ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ต้องออกมาชี้แจงตอบโต้ด้วยตนเองว่า ไม่เป็นความจริงที่ว่า สหรัฐจะมาขอตั้งฐานทัพในประเทศไทย

สิ่งนี้อาจเป็นการสะท้อนจุดยืนของกองทัพเรือในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไร้เสถียรภาพทางการเมือง ขณะที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก็เสี่ยงที่จะพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจากคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน แห่งกัมพูชา จนถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรีมาแล้วและรอวินิจฉัยอีกไม่นานนี้

กองทัพเรือจึงไม่จำเป็นต้องออกมาปกป้องรัฐบาลนี้แต่อย่างใด

ขณะที่ท่าทีของกองทัพเหล่าทัพอื่นก็ดูจะนิ่งทำหน้าที่เฉพาะหน้าที่ของกองทัพในการรักษาอธิปไตย และความมั่นคงของชาติเท่านั้น ไม่มีการออกมาชี้แจงเพื่อช่วยรัฐบาล

แม้แต่เรื่องรั้วที่ปราสาทตาเมืองธมจังหวัดสุรินทร์ แม้จะมีการปลุกกระแสข่าวว่ารั้วไม้ที่เคยมีอยู่กั้นเป็น สัญลักษณ์เขตแดนประเทศไทย ตั้งแต่ก่อนปี 2554 แต่มีการโหมข่าวลือว่า ได้ถูกสั่งรื้อ โดยนางสาว ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น

จนถูกโจมตีอย่างหนัก แต่กองกำลังสุรนารี หรือกองทัพบกก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงแม้จะมีข้อมูลว่ารั้วไม้ดังกล่าวเสียหายในระหว่างการสู้รบของทหารไทยและกัมพูชาในปี 2554

และจากการเจรจาหยุดยิง มีข้อตกลงที่จะให้ชาวกัมพูชาสามารถมาท่องเที่ยวปราสาทตามเมืองธมได้และมีทหารชุดประสานงานฝ่ายกัมพูชาจำนวน7 คนจึงมีการต่อรองกันในระดับพื้นที่ว่าไม่ต้องมีการสร้างรั้วไม้ขึ้นมาทดแทน

ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจในการเจรจาต่อรองครั้งนั้นที่หวังสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ หลังการสู้รบจึงยอมเปิดให้ทหารกัมพูชาเข้ามาเป็นชุดประสานงานอยู่บนปราสาทตามเมืองธมได้และไม่สร้างรั้วขึ้นมาทดแทนของเก่าที่พังไป

หลายอย่างที่เกิดขึ้นในห้วงนี้เป็นการสะท้อนจุดยืนของกองทัพที่แม้จะประกาศว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและไม่รัฐประหาร

แต่ก็ไม่ได้พบข้อมูลว่ามีการช่วยเหลือหรือสนับสนุนรัฐบาลนี้แต่อย่างใด ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่จะชี้แจงแก้ข่าวกันไปเท่านั้น

เสมือนเป็นการโดดเดี่ยวรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ในเรื่องข้อมูลข่าวสารก็ว่าได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...