โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

หนี้ครัวเรือนลดหลังสินเชื่อชะลอ

ไทยโพสต์

อัพเดต 20 ก.ค. 2568 เวลา 18.25 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจและความกังวลจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะหลังวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ การจ้างงาน และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทย สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยพุ่งสูงขึ้นแตะระดับใกล้ 90% ซึ่งนับเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

แม้ในปี 2568 จะเริ่มเห็นสัญญาณของการลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเล็กน้อย แต่ปัญหานี้ยังคงเป็น “โจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย” ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หนี้ที่อยู่ในระดับสูงไม่เพียงแต่เป็นภาระต่อครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังกดทับการบริโภคภายในประเทศ เสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย และกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)ระบุถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 1/2568 ลดลงมาอยู่ที่ 87.4% คิดเป็นมูลค่า 16.35 ล้านล้านบาท หดตัว -0.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นการหดตัวครั้งแรก! ตั้งแต่มีการเปิดเผยข้อมูลเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนในปี 2555 หลังจากชะลอตัวลงต่อเนื่องในหลายไตรมาสก่อนหน้า ตามความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ท่ามกลางคุณภาพสินเชื่อครัวเรือนที่ทยอยปรับด้อยลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยสินเชื่อเพื่อรถยนต์และจักรยานยนต์ หดตัวรุนแรงถึง -10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามสภาวะตลาดยานยนต์ที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่อครัวเรือนประเภทอื่นๆ ชะลอลงทั้งหมด

ทั้งนี้ หากพิจารณาการหดตัวของสินเชื่อครัวเรือนตามประเภทของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ พบว่า “การหดตัวเกิดขึ้นในสินเชื่อที่ปล่อยโดยสถาบันการเงินเอกชน” เป็นหลัก ตามความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทเครดิต ลีสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่ภาคครัวเรือนทั้งหมด

โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวถึง -3.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของบริษัทเครดิต ลีสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล หดตัว -1.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 สำหรับสถาบันการเงินของรัฐ และสหกรณ์ เป็นแหล่งปล่อยสินเชื่อหลักที่ยังคงเติบโต ส่งผลช่วยให้ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไม่หดตัวมากนัก

ซึ่งในระยะข้างหน้าสถาบันการเงินของรัฐจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงให้หนี้ครัวเรือนไทยไม่หดตัวลงมาก จากมาตรการสินเชื่อต่างๆ ของภาครัฐ ขณะเดียวกันต้องติดตามการเติบโตของสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะคุณภาพของสินเชื่อที่จะมีนัยต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยต่อไป

อย่างไรก็ดี SCB EIC คาดการณ์ว่า หนี้ครัวเรือนไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะอยู่ในช่วง Deleveraging หรือการลดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ ภายหลังภาระหนี้ต่อจีดีพีที่สูงขึ้นมากจากผลกระทบของโควิด-19 โดยกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในรอบวัฏจักรนี้อาจไม่ได้สะท้อนสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจไทยเช่นในอดีต เพราะ Deleveraging ในรอบนี้กำลังแสดง “อาการความเปราะบาง” ของเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ที่ยังมีแผลเป็นเศรษฐกิจเหลืออยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไข

ในภาพรวมSCB EIC ชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำก็เพียงพอที่จะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีทยอยปรับลดลง โดยกระบวนการลดหนี้อาจไม่ได้ช่วยให้ครัวเรือนปลดล็อกจากปัญหาหนี้สินได้ดีมากนัก เนื่องจากรายได้ครัวเรือนจะฟื้นตัวช้า นอกจากนี้การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนก็มีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหามากขึ้น ตามความระมัดระวังในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และมีแนวโน้มกดดันการบริโภคภาคเอกชนไทยในระยะต่อไป ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้เศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังโควิด-19.

ครองขวัญ รอดหมวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...