โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 โบรกเตือน “การเมืองเดือด” ฉุดเศรษฐกิจ-งบปี 69 ชะงัก แนะเลี่ยง Domestic play

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 03.58 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์การเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะร้อนแรงอีกครั้ง หลังเกิดกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้นำไทยกับอดีตผู้นำกัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า การเมืองไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤติที่อาจนำไปสู่การยุบสภาซึ่ง 2 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ 1.) การปรับคณะรัฐมนตรี โดยจะเรียกคืนตำแหน่ง รมว.มหาดไทย จาก พรรคภูมิใจไทย นำไปสู่การถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

2.) ประเด็นคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กับอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.68 โดยบทสนทนาแสดงถึงความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพไทย การแทนตัวเองในฐานะหลานและแสดงความนับถือต่ออีกฝ่ายในฐานะลุง รวมถึงการรับปากจะดำเนินการตามที่สมเด็จฮุนเซนร้องขอ คลิปดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าการวางตัวไม่เหมาะสมต่อสถานะผู้นำประเทศ และมีเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภา

ฝ่ายนักวิเคราะห์ประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ ดังนี้ 1.) เปลี่ยนนายกฯเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดย เพื่อไทย และภูมิใจไทยยังคงร่วมรัฐบาล โอกาส 40%

2.) ยุบสภา โอกาส 30% โดยเฉพาะหากพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมใจกันถอนตัว, 3.) เพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ โอกาส 20% นายกฯ อาจพยายามบริหารต่อ แต่จะเผชิญแรงต้านและความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องถอดถอน อีกทั้ง การเปลี่ยนนายกฯ อาจไม่ได้รับเสียงรับรองจากรัฐสภา (ส.ส. + ส.ว.)

4.) สลับขั้ว (พรรคประชาชน + ภูมิใจไทย) โอกาส 10% พรรคประชาชนอาจเข้าร่วมรัฐบาลเฉพาะกิจ 6-12 เดือน เพื่อให้กลไกงบประมาณไม่สะดุดและเตรียมเลือกตั้ง ไม่ว่าผลจะออกทางไหน ก็ดูไม่ค่อยดี

โดยทั้งฉากทัศน์ที่ 1, 3 และ 4 แม้สามารถแก้วิกฤติการเมืองระยะสั้นได้ แต่จะเจอข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 (ยุบสภา) จะทำให้รัฐบาลเข้าสู่สถานะรักษาการ เสี่ยงที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 จะล่าช้า ซึ่งกระทบต่อการเบิกจ่ายและเศรษฐกิจในช่วงที่โลกเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า

ขณะที่กลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายนักวิเคราะห์แนะหลีกเลี่ยงกลุ่ม Domestic ซึ่งเป็นกลุ่มที่อิงการใช้จ่ายภาครัฐ (รับเหมาก่อสร้าง, สื่อสารขนาดเล็ก) และกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ (ค้าปลีก, ธนาคาร, การเงิน) มีแนวโน้มได้รับผลกระทบในทุกฉากทัศน์ที่ไม่เป็นบวก

ส่วนกลุ่มหุ้นที่อิงเศรษฐกิจต่างประเทศ (พลังงาน, บรรจุภัณฑ์, ปิโตรเคมี) และกลุ่มสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำด้านกำไร มีแนวโน้ม Outperform ตลาดในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง

ด้านผลกระทบต่อ GDP ความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบ ประมาณ หรือ ขาดมาตรการที่เหมาะสมที่จะบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นภาษีการค้า จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลด GDP ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายภายนอกต่างๆ เรามองหุ้นกลุ่มอิงปัจจัยนอกประเทศ อาทิ IVL, SCGP, RATCH, EGCO จะได้รับผลกระทบจำกัดมากที่สุด

ภาพรวมกลยุทธ์ นั้น ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า SET Index แกว่งตัวในกรอบ 1,080-1,150 จุด เข้าสู่โหมดระมัดระวัง ซึ่งแนะนำหมุนเงินลงทุนถือเงินสด หรือหมุนเงินลงทุนมายังกลุ่ม External และ Defensive อาทิ IVL, SCGP, RATCH และ EGCO หากราคาปรับลดลงมาตามตลาด เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในประเทศมากนัก แนวรับ 1,080 จุดและแนวต้าน 1,150 จุด สัดส่วนลงทุน : เงินสด 50% vs พอร์ตหุ้น 50%

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การเมืองไทยยังคลุมเครือไม่มีทางออกที่แน่ชัดในช่วงนี้ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาจากคลิปเสียงที่เผยแพร่ออกมาผ่านสื่อต่างๆ เมื่อวานนี้ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันสามารถแก้ไขและเรียกความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้ ผ่าน 4 กรณี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.) การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นแนวทางที่เบาที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยอาจมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบางตำแหน่งเพื่อให้พรรคร่วมพอใจ คาดใช้เวลาราว 7-14 วัน หากมีความเห็นร่วมกันเร็ว

2.) การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี หากพรรคร่วมถอนตัวหรือเสียงในสภาไม่พอ อาจมีการเสนอชื่อบุคคลใหม่เป็นนายกฯ ซึ่งต้องผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องได้เสียง ตั้งแต่ 248 เสียงขึ้นไป (มากกว่ากึ่งหนึ่ง) คาดการณ์ใช้เวลาราว 30-45 วัน

3.) การยุบสภา หากความขัดแย้งดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ อาจนำไปสู่การยุบสภา ซึ่งจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน เปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ผ่านการเลือกตั้ง โดยรวมกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ใช้เวลาประมาณ 75-105 วัน

4.) การรัฐประหาร มักเกิดขึ้นเมื่อการเมืองถึงทางตัน มักตามมาด้วยการตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจหรือคณะรักษาความสงบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงน่าจะสร้างแรงต้านจากฝั่งประชาชนและนานาชาติสูง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ หากการเมืองในประเทศเกิด OVERHANG และยังไม่มีแนวทางที่แก้ไขชัดเจน คาดการณ์ทำให้งบประมาณปี 69 ที่ผ่านวาระ 1 ไปแล้วติดขัดและไม่สามารถโหวตพิจารณาวาระ 2-3 ได้ ซึ่งทำให้เม็ดเงินที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปขัดสน เฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลยุคนายเศรษฐา ทวีสิน ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจะกดดันให้ GDP ในปี 68-69 อาจโตต่ำกว่าประมาณการที่หลายสำนักเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้

ในแง่มุมของผลกระทบของความไม่แน่นอนทางการเมือง จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่าส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลต่อเศรษฐกิจในสาขาการโรงแรมมากที่สุด รองลงมาเป็น สาขาการก่อสร้าง สาขาอสังหาริมทรัพย์ และสาขาบริการขนส่ง ตามลำดับ นอกจากนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพิจารณางงบประมาณปี 69 เลื่อนออกไปได้ หากเสถียรภาพในฝั่งรัฐบาลอ่อนแอลง ดัชนีความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

ส่วนมุมของผลตอบแทนตลาดหุ้น หรือ SET Index ก่อน-หลัง ความไม่แน่นอนทางการเมืองมักผันผวนช่วงสั้น แต่ระยะถัดไปมักปรับตัวขึ้นได้ดี แต่อย่างไรก็ตามภาวะการเมืองในปัจจุบันคล้ายคลึงกับความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ณ ปี 2549 (ยุบสภา) และ 2556 (ยุบสภา) ที่ 1 เดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ SET ปรับตัวลงราว -1.5% ถึง -6% บ่งชี้ว่า SET มีโอกาสผันผวนต่อ ส่งผลให้ VOLUME อาจหายลงไปอย่างมีนัยฯ และรอปัจจัยหนุนใหม่ในระยะถัดไป โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวของ SET ระดับ 1,085-1,110 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด แนะนำชะลอการลงทุนกลุ่ม Domestic play จากการรับปัจจัยเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลหลัง พรรคภูมิใจไทยลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำ เนื่องจากจำนวนเสียงสส. ของฝ่ายรัฐบาลเหลือ 257 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านอยู่ที่ 234 เสียง ห่างเพียง 23 เสียง ซึ่งมี สส.ที่พ่วงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่อีกถึง 10 คน

นอกจากนี้ พรรคร่วมรัฐบาลอื่นจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อตัดสินใจในสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดัน sentiment การลงทุนในระหว่างวันหากมีผลสรุปว่าจะออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ดี หากไม่มีการออกเพิ่มของพรรคร่วมฯ สิ่งที่ต้องติดตามในระยะถัดไปคือ การคุมเสียง และเสถียรภาพงานสภาฯให้ดี เพราะอาจถูกเล่นเกม "ล่มประชุม" โดยเฉพาะการล้มกฎหมายสำคัญอย่างร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่จะพิจารณาวาระ 2-3 ในเดือนส.ค. และ ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เป็นต้น ซึ่งตามธรรมเนียมการเมือง นายกฯ อาจต้องลาออกหรือยุบสภาหากไม่ได้รับการอนุมัติ

ทั้งนี้ฝ่ายนักวิเคราะห์ประเมิน scenario การเมืองไทยต่อ SET Index ในประเด็นการพูดคุยของกรรมการบริหารพรรคร่วมในวันนี้ ได้แก่ และพรรคประชาธิปัตย์ (21 เสียง) รวมถึงพรรคร่วมอื่นๆ ที่หากลาออกจากพรรคร่วมฯ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันหมดไป และนำไปสู่การยุบสภาหรือการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้ดังนี้

1.) กรณีพรรคร่วมยังอยู่ครบ ไม่มีลาออกเพิ่ม ยังคงทำให้เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ คาดตลาดแกว่งตัวในกรอบ 1076-1100 จุด เพราะยังมีความกังวลในเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะถัดไป 2.) กรณีพรรคร่วมฯลาออก จนเสียงรัฐบาลน้อยกว่าฝ่ายค้าน คาดตลาดต่ำกว่า 1076 จุด เนื่องจากจะเกิดสูญญากาศทางการเมืองในระยะสั้น นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการปรับลดน้ำหนักของ FTSE ในวันพรุ่งนี้ 20 มิ.ย.

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย มาสู่ความเสี่ยงหลักการผ่านร่างงบประมาณปี 2569 ที่กำลังรอพิจารณาวาระที่ 2-3 ส.ส. หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ช่วงถัดไป เราคาดการเมืองน่าจะเดินหน้า 3 ฉากทัศน์

1.) นายกฯประกาศลาออก และแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เราคาดว่าจะเป็นบวกระยะสั้นต่อตลาดที่ความเสี่ยงร่างงบประมาณปี 2569 จะกระทบจะต่ำลง แต่ยังน่าจะมี Overhang ระยะกลาง

2.) ยุบสภา เราคาดว่าจะกระทบตลาดระยะสั้น หากพิจารณาการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นและได้รัฐบาลช่วงปลายปี 68 จะกระทบกรอบการพิจารณาต่องบประมาณปี 2569 แต่จะฟื้นตัวจากความชัดเจนที่เกิดขึ้น ก่อนที่ภาพระยะกลาง ตลาดให้น้ำหนักคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับ เพื่อประเมินเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

3.) รัฐบาลปัจจุบันเดินหน้าต่อ เราประเมินเป็นกรณีที่สร้าง Overhang กับตลาดจนกว่าจะมีความชัดเจนด้านใดด้านหนึ่งออกมาเพิ่มเติม

สำหรับผลกระทบงบประมาณล่าช้าจะเกิดขึ้นในส่วนการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ (15% และ 6%ของ GDP) รวมถึงองค์ประกอบอื่น เช่น การบริโภค (61% ของ GDP) รวมถึงการลงทุนภาคเอกชน(18% ของ GDP) รวมถึงกำไรตลาดที่มีสัดส่วนหุ้น Domestic (ราว 60% ของทั้งหมด) ทั้งนี้ทุกๆ 5% ของกำไรหุ้น Domestic ที่ลดลงจากผลกระทบการเมืองจะสร้าง Downside กำไรตลาดราว 2.6 บาท (3.0% จากคาดการณ์ปัจจุบันที่ 87 บาท) และกระทบเป้าหมาย SET ที่ 40-41 จุด (จากเป้าหมายปัจจุบันที่ 1,370 จุด)

ส่วนภาพตลาด เราประเมิน SET Index ที่เริ่มสะท้อนความกังวลการเมืองตั้งแต่ 13 พ.ค.และปรับตัวลงแล้ว -10% น่าจะสะท้อนความเสี่ยงการเมืองไปพอสมควรแล้ว กอปรกับ สถานการณ์ที่ใกล้มีความชัดเจนจากวานนี้ที่เริ่มมีจุดเปลี่ยน ทำให้ประเมิน Risk Sentiment น่าจะอยู่ในขาปลายแล้ว กลยุทธ์ระยะสั้นเน้นสลับพักเงินกลุ่ม Global Plays ขณะที่ทยอยหาจังหวะสะสมหุ้น Domestic หลังตอบรับความเสี่ยงล่าสุดเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...