โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB EIC มองศก.ไทยปี 69 โต 1.4% ชะลอตัวต่อเนื่อง เสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค

efinanceThai

เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 07.06 น.

SCB EIC มองศก.ไทยปี 69 โต 1.4% ชะลอตัวต่อเนื่อง เสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 มิ.ย. 68 14:06 น.

SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทย ปี 69 จะขยายตัวเพียง 1.4% จากครึ่งหลังปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่า 1% และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค จากส่งออกที่ชะลอตัว ท่องเที่ยวน้อยกว่าคาด การลงทุนที่แผ่วลง

เศรษฐกิจไทยปี 68 โตต่ำที่ 1.5% ส่วนปี 69 ขยายตัว 1.4% จับตาเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ยังคงมุมมองประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตต่ำที่ 1.5% และต่อเนื่องไปในปี 2569 ที่ 1.4% จากสงครามการค้า แผลเป็นเศรษฐกิจในภาคครัวเรือนและ SMEs ที่มีอยู่เดิม และข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง

โดยเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปีนี้จะเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 1% และมีโอกาสเข้าสู่ Technical recession จากการส่งออกและการลงทุนที่จะแผ่วลง ขณะที่แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวจะน้อยกว่าคาด

มุมมองนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ปรับลดลงเหลือ 34.2 ล้านคนกลับมาหดตัวจากปีก่อน ตามเทรนด์นักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวและนักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

การลงทุนเอกชนมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง

จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนลง และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจเลือกที่จะชะลอการลงทุน แม้ตัวเลขการอนุมัติการสนับสนุนการลงทุนของ BOI ยังเพิ่มขึ้นก็ตาม มองไปข้างหน้าแรงส่งสำคัญเศรษฐกิจไทยจะแผ่วลงเกือบทุกมิติ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่จะชะลอลงมาก

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ภาคครัวเรือนยังอยู่ในช่วงการปรับลดภาระหนี้ที่สูงขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า (Deleveraging) ซึ่งจะส่งผลให้ครัวเรือนระมัดระวังในการใช้จ่าย นอกจากนั้น การบริโภคยังจะได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากความเปราะบางด้านการจ้างงานและรายได้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงมาก และภาวะการเงินที่ยังตึงตัว

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล่าช้า และยังไม่เพียงพอ

แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐวงเงิน 157,000 ล้านบาท แทนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แม้จะช่วยเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากขึ้น แต่ผลบวกสู่เศรษฐกิจจะเกิดขึ้นช้ากว่าและยังไม่เพียงพอ

SCB EIC ประเมินว่าแรงส่งเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายงบประมาณในปี 2569 จะแผ่วลง ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มติดเพดาน 70% ของ GDP ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดของการเพิ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าหากไม่มีการปฏิรูปด้านการคลังควบคู่ไปด้วย

สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปยังคงติดลบ สะท้อนราคาพลังงานที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และกำลังซื้อในประเทศที่ยังซบเซา โดยประเมินว่าเงินเฟ้อในไตรมาส 2 อาจยังติดลบอยู่ก่อนจะทยอยปรับสูงขึ้นในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องในปี 2569 จากปัจจัยอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ราคาพลังงาน รวมถึงสินค้าเกษตรขยายตัวต่ำ ทั้งนี้ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

เปิดทางดอกเบี้ยลงอีกเพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่อง

SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก เงินเฟ้อหลุดขอบล่างของกรอบนโยบายการเงิน และคุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาวะการเงินในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงที่ยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง และค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้าสำคัญปรับแข็งขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับปี 1997

แม้ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบันจะมีข้อจำกัดจากเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนสูง แต่จะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ลดภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้ และเอื้อต่อกระบวนการ Deleveraging ของภาคธุรกิจและครัวเรือน

ขณะที่ความกังวลต่อผลกระทบของการลดดอกเบี้ยลงมากที่อาจส่งทำให้มีการก่อหนี้มากเกินไปของภาคครัวเรือน น่าจะลดทอนได้จากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ และทางการสามารถออกมาตรการ Macroprudential เพิ่มเติมหากพิจารณาเห็นการเพิ่มขึ้นของหนี้ในจุดที่ไม่เหมาะสม

ธุรกิจไทยเจอศึกหลายด้าน แต่โอกาสยังพอมี

ภาคธุรกิจไทยยังมีทิศทางชะลอตัวและเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น จากความเสี่ยงหลายด้านที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีและผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงสงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นมา จะส่งผลกดดันราคาพลังงานให้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนคาดว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทั้งในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกและกลุ่มที่ผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศ

การเติบโตของภาคส่งออกและกิจกรรมการผลิตในประเทศเพื่อการส่งออกที่ไม่สอดคล้องกันชัดเจน อาจสะท้อนถึงบทบาทของธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง (High import content) และธุรกิจสวมสิทธิ์ (ธุรกิจที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ 3 เพื่ออ้างอิงแหล่งกำเนิด โดยไม่ได้มีการผลิตสินค้าจริงในประเทศ) ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อภาคธุรกิจไทยมากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญ

ประการหนึ่งที่ส่งผลให้ภาคการผลิตของไทยฟื้นตัวได้ยาก อาทิ กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศที่ยังเผชิญปัญหาความเปราะบางของภาคครัวเรือน ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจสำคัญ อาทิ ยานยนต์และอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยยังมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกลายเป็นแรงฉุดการฟื้นตัวของธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความเสี่ยงและความไม่แน่นอนยังมีบางกลุ่มย่อย (subsegment) ของธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้จากการปรับตัวพัฒนาสินค้าและบริการให้ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคศักยภาพสูงอาทิ ธุรกิจที่เน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มเติบโตใหม่ ธุรกิจที่มีสินค้าและบริการมีเอกลักษณ์เฉพาะ กลุ่มที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ ได้แก่ เทรนด์ Health and wellness เทรนด์ความยั่งยืนโลก ยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้ดีท่ามกลางวิกฤติ

เศรษฐกิจโลกปี 68 โตชะลอลงเพียง 2.3% ถึงปี 69 จากผลสงครามการค้าและความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในระดับสูง

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์, นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 2.3% ในปี 2568 และ 2569 ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อน เป็นผลจากสงครามการค้าและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นมาก โดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐเป็นปัจจัยลบด้านอุปทานต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ขณะที่สำหรับประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะเผชิญกับปัจจัยลบด้านอุปสงค์ จากการส่งออกและเงินเฟ้อที่ชะลอลง

นอกจากนั้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดการเงิน กระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ส่งผลให้มีการลดหรือชะลอการลงทุนและการใช้จ่ายออกไป

สงครามการค้าโลกยืดเยื้อ ทำตลาดการเงินโลกผันผวน

ผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนจะรุนแรงและชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เป็นต้นไป หลังจากที่หลายประเทศได้เร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

SCB EIC มองว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าอาจยืดเยื้อไม่เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลา ผนวกกับกระบวนการทางกฏหมายภายในของสหรัฐฯ ต่อประเด็นอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้นโยบายภาษีนำเข้า จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ายังอยู่ในระดับสูงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความผันผวนในตลาดการเงินจากความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์สหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น

ความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่ลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นมากจนนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงความพยายามในการแทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับสูงขึ้นมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร็์ที่สูงขึ้น เพิ่มความเปราะบางให้เศรษฐกิจโลก

จากสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้น แม้ในระยะสั้นอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นไม่มากนัก จากอุปทานส่วนเกินที่ยังมีมาก แต่หากความขัดแย้งขยายวงและกระทบต่อแหล่งอุปทานในตะวันออกกลาง ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจโลกได้

ธนาคารกลางหลักส่วนใหญ่มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่ในความเร็วที่ต่างกัน ตามทิศทางเงินเฟ้อเป็นสำคัญ โดย SCB EIC ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง (25 bps) ในช่วงปลายปีนี้ และลดดอกเบี้ยอีกเพียง 2 ครั้ง (ครั้งละ 25 bps) ในปี 2569เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงจากกำแพงภาษีและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมสู่ระดับ 1%

ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) วัฏจักรการลดดอกเบี้ยใกล้สิ้นสุด โดยในปีนี้ได้ปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว 100 bps และมีแนวโน้มจะลดอีก 25 bps ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ต่ำลง

เรียบเรียง โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์ อนุมัติ โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...