โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากอรุณรุ่งสู่รัตติกาล : อัลบั้มคู่เปลี่ยนโลกของ Smashing Pumpkins

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2568 เวลา 02.19 น.

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

จากอรุณรุ่งสู่รัตติกาล

: อัลบั้มคู่เปลี่ยนโลกของ Smashing Pumpkins

ในช่วงที่วง Smashing Pumpkins แถลงข่าวว่าจะปล่อยผลงานเพลงในรูปแบบแผ่นคู่ออกมา

ทาง Virgin Records ค่ายเพลงต้นสังกัดที่ทุ่มเงินให้กับการทำอัลบั้มชุดที่ 3 ของวงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐมีความวิตกกังวลว่านี่อาจจะเป็นการ “ฆ่าตัวตายทางการตลาดครั้งมโหฬาร”

เพราะในประวัติศาสตร์วงการดนตรีโลก อัลบั้มแผ่นคู่จากศิลปินที่มีชั่วโมงบินน้อยแทบจะไม่เคยประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายและคำวิจารณ์เลย

มีการคาดเดาว่าอนาคตของวง Smashing Pumpkins กำลังจะดิ่งลงเหวเข้าสู่ “ความเศร้าโศกตลอดกาล” เหมือนชื่ออัลบั้ม

แต่พออัลบั้มวางจำหน่าย คำครหาทั้งหมดก็พลันมลายสิ้น เพราะงานเพลงชุดนี้ทำยอดขายในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่ายได้เกือบ 2 แสนห้าหมื่นก๊อบปี้ และมียอดขายรวมทั่วโลกมากกว่า 10 ล้านก๊อบปี้

ถือเป็นงานเพลงที่ประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายสูงสุดของวงมาจนถึงทุกวันนี้

คอนเซ็ปต์ของอัลบั้ม Mellon Collie and the Infinite Sadness แบ่งออกเป็น 2 พาร์ตหลัก

พาร์ตแรกที่มีชื่อว่า “ย่ำรุ่งถึงย่ำค่ำ” (Dawn to Dusk) อยู่ใน 14 เพลงของแผ่นที่ 1 เนื้อหาเพลงโดยรวมของพาร์ตนี้พูดถึงความท้อแท้สิ้นหวังในชีวิตวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความสับสน

แต่ในเวลาเดียวกันพลังในวัยหนุ่มสาวก็เป็นแรงผลักดันให้พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะเดินตามความฝันของตัวเองต่อไป

ส่วนพาร์ตสองที่มีชื่อว่า “พลบค่ำสู่รัตติกาล” (Twilight to Starlight) อยู่ใน 14 เพลงของแผ่นที่ 2 ที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับความผิดหวัง, ความเดียวดายและการไถ่บาป

แสงอาทิตย์มอบความอบอุ่นให้กับโลก แต่ถ้าหากมันร้อนระอุจนเกินไปก็ทำให้โลกเดือดได้

แสงจันทร์มอบความเย็นสงบให้ในยามราตรี แต่ในค่ำคืนอันรื่มรมย์แรงลมอันเหน็บหนาวก็ทำให้เราสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายในยามนิทราได้เช่นกัน

บิลลี่ คอร์แกน (ร้องนำ, กีตาร์) ประสบกับภาวะซึมเศร้าอย่างหนักหลังจากที่จบทัวร์คอนเสิร์ตสนับสนุนอัลบั้มชุด Siamese Dream ที่กินเวลานานถึง 13 เดือน

และเพื่อเป็นการเยียวยาอาการเจ็บป่วยทางใจของตัวเอง บิลลี่ได้ใช้เวลาราวๆ 4 เดือนในช่วงปลายปี 1994 ถึงต้นปี 1995 เพื่อแต่งเพลงสำหรับอัลบั้มใหม่

โดยบิลลี่แต่งเพลงได้เป็นจำนวนถึง 56 เพลงก่อนที่จะตัดออกจนเหลือ 28 เพลงสำหรับบันทึกเสียงในสตูดิโอ

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนแต่งเพลง มันเหมือนมีบางอย่างแล่นผ่านตัวอยู่ตลอดเวลา มันทำให้ผมแต่งเพลงแบบไม่หลับนอนตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ผมพยายามจะนำทุกสิ่งที่อยู่ในหัวมาร้อยเรียงเป็นบทเพลง ผมหมกมุ่นกับมันแบบสุดตัว และรู้ดีว่านี่คืออัลบั้มที่ผมจะต้องทำมันออกมาให้ได้”

บิลลี่ คอร์แกน ได้นำความรู้สึกในขณะแต่งเพลงในช่วงกลางวันและกลางคืนที่มีความแตกต่างกันทางด้านอารมณ์มาใช้ในการกำหนดภาพรวมของอัลบั้มด้วย

ส่งผลให้ทิศทางดนตรีในพาร์ตที่สองมีความอ่อนโยนมากกว่าพาร์ตแรกที่ซาวด์ดนตรีเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด

Flood และ อลัน โมลเดอร์ ที่เคยร่วมงานกับวงอย่าง Depeche Mode และ My Bloody Valentine ที่ต่างก็เป็นวงโปรดของ บิลลี่ คอร์แกน เข้ามานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์แทนที่ บุทช์ วิก โดย Flood ปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานของวงใหม่ด้วยการเรียกให้สมาชิกวงมาซ้อมดนตรีแบบไม่ให้เตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อเป็นการฝึกการด้นสด (Improvise) ซึ่งเป็นรูปแบบการทำเพลงในแบบวงดนตรีแจ๊ซ

เพื่อความต่อเนื่องในการทำเพลง Flood ใช้สตูดิโอ 2 ห้องที่อยู่ใกล้ๆ กัน ห้องแรกเซ็ตอุปกรณ์ให้เหมาะกับเล่นสดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาคริธึ่มเพื่อคุมจังหวะดนตรีให้มีความแม่นยำและหนักแน่นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

พอวงซ้อมเสร็จก็ย้ายเข้ามาบันทึกเสียงในอีกห้องหนึ่งที่เซ็ตอุปกรณ์แบบห้องอัดเพื่อบันทึกเสียงโดยเฉพาะทันทีเพื่อให้พลังหรือไดนานิกของเพลงยังคงอยู่

ส่งผลให้ทิศทางดนตรีในอัลบั้มชุดนี้เหมาะสำหรับการแสดงสดมากที่สุดชุดหนึ่งของวง

ในอัลบั้ม Gish บิลลี่ คอร์แกน กำหนดทิศทางดนตรีเองเกือบทั้งหมด แต่ก็ยังให้เพื่อนร่วมวงอย่าง เจมส์ อิฮะ (กีตาร์), ดาร์ซีย์ เร็ตซกี (เบส) และ จิมมี่ แชมเบอร์ลิน (กลอง) อัดเสียงเครื่องดนตรีด้วยตัวเอง (ถึงแม้ว่าบิลลี่จะถือวิสาสะอัดเสียงเบสและกีตาร์ทับของเดิม ซึ่งเป็นชนวนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในวงในภายหลัง)

แต่สำหรับอัลบั้ม Siamese Dream บุทช์ วิก เคยยืนยันว่า บิลลี่อัดเสียงกีตาร์และเบสเองถึง 90 เปอร์เซ็นต์ มีเพียงพาร์ตกลองเท่านั้นที่บิลลี่ไว้ใจให้จิมมี่อัดเสียงเอง

บิลลี่ คอร์แกน เป็นศิลปินที่บ้าความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ว่ากันว่าเขาอัดเสียงกีตาร์ซ้อนกัน (Guitar Overdubbing) ในเพลง Soma, Mayonaise และ Hummer จากอัลบั้ม Siamese Dream หลายสิบรอบเพื่อให้ซาวด์กีตาร์มีความหนา, ลึกและมีมิติ โดยในการอัดบางรอบมีการเล่นโน้ตและใช้เอฟเฟ็กต์ที่แตกต่างกันเพื่อสร้างสำเนียงกีตาร์ให้มีความเฉพาะตัวมากที่สุด

เขาได้นำเทคนิคนี้มาใช้อัดกีตาร์ในเพลงอย่าง Jellybelly, X.Y.U. และ Zero ในอัลบั้ม Mellon Collie เพื่อให้ผลลัพธ์ในแบบเดียวกัน ส่วนการใช้เอฟเฟ็กต์กีตาร์อย่าง Chorus, Reverb และ Delay โดยเล่นแบบอัดซ้ำหลายสิบรอบในเพลงอย่าง Tonight Tonight, Cupid de Locke, Porcelina of the Vast Oceans และ Thru the Eyes of Ruby ก็เพื่อให้ได้ซาวด์ล่องลอยชวนฝัน

ซึ่งเสียงกีตาร์ที่สร้างภูมิทัศน์ทางเสียงอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้สร้างแรงบันดาลใจในการทำเพลงให้กับวงอัลเทอร์เนทฟีร็อกและดรีมป๊อปฝีมือดีรุ่นต่อมาอย่างวง Feeder, Silversun Pickups, Deerhunter, M83, Beach Fossils ไปจนถึงวงไซคีเดลิกป๊อปชื่อดังอย่าง Tame Impala ด้วย

เสียงเปียโนที่ไพเราะแบบซึมๆ ในแทร็กเปิดอัลบั้ม Mellon Collie and the Infinite Sadness ที่คำว่า Mellon Collie แปลงมาจากคำว่า Melancholy (เศร้าโศก) เป็นเหมือนคมมีดที่กรีดลงไปในบาดแผลของ บิลลี่ คอร์แกน

ก่อนที่ใบมีดนี้ก็ค่อยๆ ชำแหละความทุกข์โศกของเขาให้ปรากฏชัดขึ้นในแต่ละเพลงหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็น Bullet With Butterfly Wings ที่สื่อให้เห็นว่าอิสรภาพของวัยรุ่นได้ถูกกฎระเบียบของสังคมกักขังเอาไว้ไม่ให้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอย่างไร

เพลง Jellybelly, Zero, Love และ F**k You (An Ode to No One) ที่พูดถึงความโดดเดี่ยวและสิ้นหวังถูกตีความผ่านริฟกีตาร์หนักๆ ที่อัดซ้อนกันจนกลายเป็น Wall of Sound อันสูงชันไม่ต่างไปจากกำแพงเรือนจำ

การตีกลองในสไตล์ฟิวชั่นแจ๊ซส, เฮฟวี่เมทัล และโปรเกรสซีฟของ จิมมี่ แชมเบอร์ลิน ที่มีเปลี่ยนจังหวะอยู่ตลอดเวลาสะท้อนอารมณ์สับสนหลงทางของวัยรุ่นได้อย่างน่าทึ่ง

ด้าน บิลลี่ คอร์แกน สร้างซาวด์กีตาร์ที่มีมวลเสียงหนักกว่าปกติหลายเท่าด้วยการวางแอมป์ห่างจากกีตาร์เพียงหนึ่งก้าว โดยกีตาร์และแอมป์ที่อยู่ห่างในระยะประชิดเช่นนี้ทำให้เกิดฟีดแบ็กซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่สะท้อนจากแอมป์ไปยังปิ๊กอัพกีตาร์จนทำให้เกิดเสียงหวีดซ้ำๆ ไปมา

สมดุลเสียงที่ล่มสลายนี้เป็นกระจกเงาที่สะท้อนอีกด้านของวัยรุ่นที่ต้องสู้กับความไม่มั่นคงภายในใจของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

โดยวิธีการสร้างซาวด์ทะลวงประสาทโดยใช้ฟีดแบ็กนี้เป็นวิธีเดียวกับที่มือกีตาร์แนวทดลองอย่าง เทิร์สตัน มัวร์ สร้างสรรค์งานเพลงแนว Noise Rock ให้กับวง Sonic Youth รวมถึงการเล่นกีตาร์ในแนว Shoegaze และ Noise Pop ที่ เควิน ชิลด์ส สร้างสรรค์ให้กับงานเพลงของวง My Bloody Valentine

อัลบั้ม Mellon Collie and the Infinite Sadness กำลังจะมีอายุครบ 30 ปีในวันที่ 24 ตุลาคมปีนี้แล้ว นี่คืองานเพลงที่เป็นเหมือนอัลบั้ม The Wall ของวัยรุ่นเจนเอ็กซ์สมกับที่ บิลลี่ คอร์แกน เคยกล่าวไว้จริงๆ

และการกลับมาฟังงานเพลงชุดนี้อีกครั้งก็ได้สร้างความรู้สึกร่วมที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแสงแรกแห่งรุ่งอรุณหรือแสงดาวยามรัตติกาล เสียงดนตรีจากอัลบั้มชุดนี้ก็ยังคงกึกก้องอยู่ในใจของวัยรุ่นผู้แตกสลาย

ที่พยายามอย่างยิ่งที่จะรักโลกนี้ให้ได้สักครั้งอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ข้อมูลอ้างอิง https://www.theguardian.com

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากอรุณรุ่งสู่รัตติกาล : อัลบั้มคู่เปลี่ยนโลกของ Smashing Pumpkins

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...