โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

PLUS ปรับขึ้นราคาขายปลีกในตลาดสหรัฐฯ 10% รับมือภาษีทรัมป์ 36%

PostToday

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 00.59 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.53 น.

บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS ชี้แจงกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าทุกชนิดจากประเทศไทยในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป พร้อมเดินเกมรุกตลาดอเมริกา ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Co-Brand ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น ส่งเข้า Walmart และขยายตลาดใหม่ทั่วโลก ด้านกระแสหุ้นน้ำมะพร้าวไทยบูม มองเป็นโอกาสหนุนการเติบโตระยะยาว

นายพลแสง แซ่เบ๊ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าทุกชนิดจากประเทศไทยในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2568 เป็นต้นไป ถือเป็นต้นทุนของผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ

ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมแผนรองรับภาษีนำเข้า ด้วยการเจรจาปรับราคาขายปลีกในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 10% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค พร้อมทั้งเจรจาปรับโครงสร้างราคากับลูกค้ารายใหญ่ และทำสัญญาระยะยาว (Long-Term Contract) กับพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับบริษัท เพื่อรักษาเสถียรภาพของรายได้ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดแต่ละประเทศ ผ่านการขยายตลาดในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

“บริษัทได้วางแผนบริหารจัดการร่วมกับลูกค้าในตลาดดังกล่าวล่วงหน้าแล้ว ทั้งในเรื่องของการปรับราคาขายปลีกและกลยุทธ์การขาย โดยในไตรมาส 1/2568 สัดส่วนรายได้จากตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวมของบริษัท” นายพลแสง กล่าว

หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของบริษัท คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Co-Brand กับพันธมิตรในสหรัฐฯ ซึ่งได้เริ่มการส่งออกสินค้าแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกระดับประเทศอย่าง Walmart ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและยกระดับการรับรู้แบรนด์ในตลาดสหรัฐฯ

โดยบริษัทคาดว่าจะเริ่มเห็นแรงส่งเชิงบวกต่อยอดขายจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ Co-Brand ตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 เป็นต้นไป พร้อมย้ำจุดแข็งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และความสามารถในการตอบสนองความต้องการตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน บริษัทได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นในมาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า ODM (รับจ้างผลิตแบรนด์ลูกค้า) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันการเติบโตระยะยาวของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกจากกรณีที่ IFBH Ltd. บริษัทแม่ของแบรนด์น้ำมะพร้าวชื่อดัง “IF” จากประเทศไทย ได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งการเคลื่อนไหวของแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้เป็นการปลุกกระแสและเปิดประตูให้กับแบรนด์อื่นๆ ที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น โดยตลาดจีนถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มความต้องการน้ำมะพร้าวแท้จากประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...