SABINA เผย Q1/68 กำไร 102.7 ลบ.ลดลง 16.3% ศก.ฉุดกำลังซื้อ-เร่งคุมต้นทุน มั่นใจ 9 เดือนหลัง โตตามเป้า
SABINA เผย Q1/68 กำไร 102.7 ลบ.ลดลง 16.3% ศก.ฉุดกำลังซื้อ-เร่งคุมต้นทุน มั่นใจ 9 เดือนหลัง โตตามเป้า
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 พ.ค. 68 10:58 น.
SABINA เผยไตรมาส 1/68 มีกำไรสุทธิ 102.7 ล้านบาท ลดลง 16.3% หลังเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบกำลังซื้อ เดินหน้ารับมือดูแลค่าใช้จ่ายและควบคุมต้นทุนค่าแรง รวมถึงออกคอลเลคชั่นใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจช่วงที่เหลือของปียังเติบโตตามเป้าหมาย
นางสาวดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือSABINAเปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี2568 มีรายได้รวม845.1ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี2567คิดเป็น6.8%ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่102.7ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน16.3%นอกจากจะเป็นเรื่องของฐานปีก่อนที่เติบโตได้ดีแล้ว ต้องยอมรับว่า ในช่วง3เดือนแรกของปีนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จนทำให้สำนักวิจัยเศรษฐกิจต่างๆ พากันปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัวลง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าที่บริษัทฯ คาดไว้ ซึ่งมาจากการที่ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ ประเมินถึงผลกระทบด้านรายได้ล่วงหน้า ทำให้วางแผนออกคอลเลคชั่นใหม่ด้วยการคอลแลบกับแบรนด์ "น้องเนย" ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายในกลุ่มแฟนคลับ
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่างๆ อย่างรัดกุม เพื่อประคับประคองผลการดำเนินงาน ทั้งค่าใช้จ่ายด้านแรงงานที่แม้ค่าแรงขั้นต่ำจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการบริหารจัดการที่เน้นเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ทำให้บริษัทฯ ควบคุมจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับปริมาณงาน โดยรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
ทั้งนี้มั่นใจว่า ในช่วง9เดือนที่เหลือของปีนี้ แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนและมีปัจจัยท้าทายรออยู่ แต่จะสามารถกลับมาสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้ได้อย่างแน่นอน โดยจะยังมีสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ๆ ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน แม้ว่าSABINAจะมีรายได้จากการส่งออกในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) ในสัดส่วน6%ของรายได้รวม แต่บริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า จากการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นกำแพงภาษีกับประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากลูกค้าในต่างประเทศของบริษัทฯ เป็นลูกค้ากลุ่มสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเป็นหลัก แม้ว่า ที่ผ่านมาจะมีลูกค้าจากสหรัฐอเมริกาสนใจติดต่อเข้ามา ซึ่งถือว่า เป็นโอกาสที่ดีในการขยายฐานลูกค้าและขยายตลาด แต่อาจจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม
"ปัจจุบันเรามีสัดส่วนลูกค้าOEMหรือรับจ้างผลิต6%ของรายได้รวม ซึ่งถ้าเป็นช่วงปี2549ก่อนเราเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ตอนนั้นเราทำOEMเกือบ100%และส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ถึง70%แล้วมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เราได้รับผลกระทบ100%แน่นอน แต่หลังจากเราปรับBusiness Modelมีรายได้หลายทางทั้งจากช่องทางค้าปลีก ช่องทางไม่มีหน้าร้าน และช่องทางOEMทำให้โครงสร้างรายได้ของเรายืดหยุ่นมากขึ้น และรับมือกับผลกระทบต่างๆ ได้ดีขึ้น"
จากโครงสร้างรายได้จากทั้ง3ช่องทางยังมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่มีความเป็นไปได้ที่โครงสร้างรายได้จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยเฉพาะช่องทางไม่มีหน้าร้านหรือNSRที่ยังมีโอกาสขยายตัวได้อย่างมีศักยภาพตามการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ